——– THE KING 23 ——–

ยูเวนตุส รอด้นความพ่ายแพ้ไปได้อีกนัด หลังมาได้จุดโทษท้ายเกม “เปาโล ดีบาล่า” ซัดพาตีเสมอ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน 1-1

แต่แล้วอีกสิบนาที มิลาน สครินเนียร์ จ่ายบอลฝากไปที่ ฮาคาน ชัลฮาโนกลู ส่องไกลเกือบ 25 หลาบอลแฉลบ มานูเอล โลคาเตลลี่ ชนเต็มเสาทางขวา กระดอนมาหา เอดิน เชโก้ ยืนดักยกเท้าแปสวนบอลเข้าไป กรรมการเช็ควีเออาร์ ยืนยัน เจ้าถิ่น นำก่อน 1-0 มิลาน สครินเนียร์ ออกบอลขึ้นหน้าพลาด ถูกแข้งม้าลายดักได้ บอลมาถึง ฮวน กวาดราโด้ ตัดสินใจยิงหน้ากรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นออกอีกด้านของประตู ในนาทีที่ 23 ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีอะไรเพิ่ม หมดครึ่งแรก อินเตอร์ มิลาน นำอยู่ 1-0 เกมครึ่งหลังงูใหญ่ลุยอีกนาทีที่ 60 นิโกโล่ บาเรลล่า วางบอลโด่งทิ้งมาที่ เอดิน เชโก้ กระโดดเอาชนะแนวรับม้าลายสะบัดโขกบอลลอยออกหลังไป ยูเว่เฮจนได้นาทีที่ 89 เดนเซล ดัมฟรีส์ ตัวสำรองหวดเตะสกัดบอลตรงเส้นเขตโทษ แต่กลายเป็นโดนขา อเล็กซ์ ซานโดร ล้มกลิ้ง กรรมการขอดูวีเออาร์ ชี้เป็นจุดโทษ เปาโล ดีบาล่า สังหารตีคืนนำ ม้าลาย แถมช็อตนี้กุนซือเจ้าถิ่น ซิโมเน่ อินซากี้ โดนใบแดงไล่ออกด้วย จบเกม ยูเวนตุส บุกเสมอ อินเตอร์ มิลาน 1-1 ยืดสถิติไม่ปราชัยให้ใคร 9 นัดติดเข้าไปแล้ว

อาร์เซน่อล ฟอร์มคงเส้นคงวามากยิ่งขึ้น หลังไร้พ่ายเป็นเกมที่ 7 ติดต่อกันทุกรายการ เชือด “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า 3-1

ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง ยิงบอลส่งเข้าตาข่าย แต่ว่ากรรมการเป่าหยุดเกม มีจังหวะก่อนหน้า อเลซ็องเดร์ ลากาแซตต์ ทำฟาวล์ เอซรี่ คอนซ่า นาทีที่ 8 ปืนใหญ่อดเฮนาทีที่ 20 บูคาโย่ ซาก้า วางฟรีคิกทางขวา บอลลอยมาในเขตโทษ ไทรอน มิงส์ โหม่งสกัดไม่ดีบอลเลยถูกตัวเพื่อนร่วมทีม กระดอนเข้าทาง โธมัส ปาร์เตย์ ดีดบอลเร็วหน้าประตูชนคานกระเด้งออกมา อีกเพียงสามนาที เอมิล สมิธ-โรว์ โยนเตะมุมด้านซ้าย โธมัส ปาร์เตย์ แก้ตัวช็อตที่แล้วโฉบโขกทางเสาแรก บอลติดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แต่แรงพอกลิ้งซุกตาข่าย เจ้าถิ่น นำ 1-0 ผ่านมาห้านาที ซัมบี โลกงก้า ส่งบอลฝากไประยะ 20 หลา นูโน่ ตาวาเรส จับแล้วซัดไกลบอลพุ่งตรงมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ รับไม่ยากนัก ช่วงทดเจ็บ 45+6 กรรมการเช็ควีเออาร์ให้จุดโทษแก่ปืนใหญ่ เมื่อ แมตต์ ทาร์เกตต์ เตะด้านหลังใส่ อเลซ็องเดร์ ลากาแซตต์ ล้ม ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง ยิงโดนปัดได่ก่อน แต่ซ้ำไม่เหลือซาก หมดครึ่งแรก อาร์เซน่อล ฉีก 2-0 สามนาทีต่อมา นูโน่ ตาวาเรส เปิดบอลขึ้นหน้ามาที่ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง ถอยต่ำมาตวัดบอลโด่งทิ้งไปที่ เอมิล สมิธ-โรว์ หลุดลากบอลหาเหลี่ยมซัดด้านซ้ายในเขตโทษ บอลแฉลบ ไทรอน มิงส์ เปลี่ยนทางกลิ้งเข้าประตูเป็นสกอร์นำ ปืนโต นำสบาย 3-0 สิงหืผงาดไล่ 1-3 นาทีที่ 82 ดักลาส ลุยซ์ เลี้ยงมาจ่ายยัดให้ เลออน ไบลี่ย์ แตะบอลก่อนถุกผู้เล่นคู่แข่งปั๊มบอล กลิ้งเข้าเท้า เจค็อบ แรมซีย์ ยิงเร็วทันที บอลเสียบตาข่ายชนิดที่นายด่านปืนใหญ่มองเพียงอย่างเดียว จบเกม อาร์เซน่อล ชนะ แอสตัน วิลล่า 3-1
เก็บคะแนนเพิ่มขยับจี้อันดับสี่ เหลือเพียงแต้มเดียวเท่านั้น

บาเยิร์น มิวนิค โอกาสสดใสเหลือเกินที่จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังล่าสุดบุกกระซวก เบนฟิก้า 4-0

เกมนี้ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ เฮดโค้ชคนเก่ง ไม่สามารถทำหน้าที่คุมทีมข้างสนามได้ เนื่องจากป่วยเป็นไข้หวัด ทำให้สองผู้ช่วยอย่าง ดิโน่ ท็อปป์โมลเลอร์ และ ซาแฟร์ เซมบร็อด ต้องทำหน้าที่แทน เสือใต้ เดินเกมรุกใส่เจ้าถิ่นตั้งแต่หัววัน และเกือบได้ประตูขึ้นนำหลายครั้ง ซึ่งก็รวมถึงจังหวะโขกของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และลูกยิงของ ลีรอย ซาเน่ ขณะที่ เบนฟิก้าแม้บุกน้อยกว่า แต่พวกเขาก็มีโอกาสแบบเน้นๆ เช่นกัน จากลูกยิงของ ดาร์วิน นูนเญซแต่ มานูเอล นอยเออร์ ซึ่งลงเฝ้าเสาให้ บาเยิร์น ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 100 พุ่งปัดบอลออกหลังได้อย่างสุดยอด ก่อนจบครึ่งแรกด้วยการเสมอกันแบบไร้สกอร์ ครึ่งหลัง บาเยิร์น ยังบุกเป็นพายุ และนาทีที่ 52 โธมัส มุลเลอร์ สามารถส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้สำเร็จ แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้ประตู เพราะ คิงส์ลี่ย์ โกมัน ล้ำหน้าในจังหวะก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 70 “เสือใต้” เบิกสกอร์ขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากลูกยิงฟรีคิกสุดสวยของ ซาเน่ ก่อนหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 80 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ เอแวร์ตอน
เท่านั้นยังไม่พอ นาทีที่ 82 ทีมแชมป์ยุโรป 6 สมัย มาได้ประตู 3-0 จากจังหวะที่ ซาเน่ ผ่านบอลให้ เลวานดอฟสกี้ ยิงเข้าไปแบบง่ายๆ ก่อนได้ประตูปิดท้าย 4-0 อีก 2 นาทีต่อมา จากการกระทุ้งของ ซาเน่ ซึ่งถือเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในแมตช์นี้ด้วย

เปแอสเช ของกุนซือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เหนื่อยไม่น้อยหลังเปิดบ้านเชือด แอร์เบ ไลป์ซิก 3-2

3 นาทีผ่าน แอร์เบ ไลป์ซิก ทักทายก่อนจากจังหวะสวนกลับ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู เก็บบอลในเขตโทษดึงรอก่อนป้ายออกขวาให้ คอนราด ไลเมอร์ สอดมาแปด้วยขวาในกรอบ 6 หลาติดปลายมือ เคย์เลอร์ นาวาส ต่อมานาทีที่ 9 เปแอสเช ทะยานออกนำ 1-0 จากบอลสวนกลับ ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ ฝากต่อให้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กระชากขึ้นมาจากครึ่งสนามลากตัดเข้าในหักข้อด้วยขวาลอดขา วิลลี่ ออร์บาน เสียบเสาแรกงามหยด แต่แล้วนาทีต่อมา แอร์เบ ไลป์ซิก ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะสวนกลับ อังเคลินโญ่ ขยับมารับบอลในเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนปาดโค้งไปเสาไกลถึง อังเดร ซิลวา ตามาแปยัดเสาแรกผ่านมือ เคย์เลอร์ นาวาส ไม่เหลือ หมดครึ่งเวลาแรก เปแอสเช 1 แอร์เบ ไลป์ซิก 1 นาทีที่ 57 แอร์เบ ไลป์ซิก แซงนำเป็น 2-1 จากบอลทางฝั่งซ้ายของ อังเคลินโญ่ ตั้งป้อมครอสโค้งไปเสาไกลถึง นอร์ดี้ มูกีเอเล่ สอดมาชาร์ด้วยขวาหน้ากรอบ 6 หลาแสกหน้า เคย์เลอร์ นาวาส ซุกก้นตาข่าย 67 นาทีผ่าน เปแอสเช ตามตีเสมอเป็น 2-2 จากความขยันของ อัชราฟ ฮาคิมี่ ฉกบอลมาให้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กระชากเข้าเขตโทษหักต่อถึง ลิโอเนล เมสซี่ ซัดไปชนเสาเด้งมาหน้าประตูเข้าทาง เมสซี่ ตามซ้ำเข้าไป นาทีที่ 74 เจ้าถิ่น มาแซงออกนำ 3-2 จากความผิดพลาดของ โมฮาเหม็ด ซิมากาน ไปเสียเหลี่ยมคว้า คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ร่วงในเขตโทษ ผู้ตัดสิน เป่าเป็นจุดโทษทันที ลิโอเนล เมสซี่ สังหารแบบ ปาเนนก้า สุดเยือกเย็น หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม เปแอสเช 3 แอร์เบ ไลป์ซิก 2

อาร์เซน่อล นำก่อนตั้งแต่แปดนาทีแรก ทว่ากลับถูกลูกทีมของ ปาทริค วิเอร่า อดีตดาวเตะเก่าอย่าง คริสตัล พาเลซ รัวแซง แต่บทสรุปของเกมเป็น อเลซ็องเดร์ ลากาแซตต์ ยิงทดเจ็บนาทีท้ายดึงเสมอ 2-2

เจ้าบ้านเฮสนั่นเพียงนาทีที่ 8 นิโกลัส เปเป้ ทำบอลชิ่งกับ ทาเคฮิโระ โทมิยาซุ ก่อนเจ้าตัวหลุดมาปั่นบอลทางขวาเขตโทษ บิเซนเต้ ไกวต้า เหินปัดบอลได้ทว่าดันเข้าทาง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แหย่เท้าตวัดสวนเข้าประตู ปืนใหญ่ นำเร็ว 1-0
ทีมเยือนได้ลุ้นนาทีที่ 28 เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ เล่นบอลเร็วไปที่ คริสติย็อง เบนเตเก้ แตะบอลหลบ กาเบรียล มากัลเญส ที่เสียหลักล้ม เจ้าตัวรีบซัดกลางเขตโทษ แต่นายด่านปืนใหญ่ยืนรับสบาย ช่วงทดเจ็บ 45+3 ลูก้า มิลิโวเยวิช โยนเตะมุมฝั่งซ้าย กาเบรียล มากัลเญส โหม่งเคลียร์หน้าประตุ กลายเป็นบอลมาทาง คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ซัดไกลสวนแต่ต้องชม แอรอน แรมส์เดล พุ่งปัดทิ้ง หมดครึ่งแรก อาร์เซน่อล นำอยู่ 1-0 ดิ อีเกิ้ลทำได้นาทีที่ 50 โธมัส ปาร์เตย์ ถูก จอร์แดน อายิว จิ้มบอลทะลักมาหา คริสติย็อง เบนเตเก้ โยกหลอก กาเบรียล มากัลเญส ในเขตโทษก่อนยิงบอลผ่านมือนายด่านเจ้าถิ่นซุกประตูเป็น 1-1 ช็อตต่อมา คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ลากบอลมาจ่ายสั้นให้ มิกาแอล โอลิเซ่ ป้ายบอลเร็ว และเป็น อ็อดซอนน์ เอดูอาร์ สังหารทางขวาของเขตโทษ บอลแสกหน้า แอรอน แรมส์เดล เช็คคานซุกประตู ทีมเยือน พลิกแซง 2-1 แต่แล้วทดเจ็บนาทีสุดท้าย 90+5 นิโกลัส เปเป้ วางบอลเข้าเขตโทษ เกมรับทีมเยือนช่วยกันโหม่ง แต่ดันเป็น เบน ไวท์ ยิงเร็วติดมือนายทวารดิ อีเกิ้ล บอลกระฉอกมาหา อเลซ็องเดร์ ลากาแซตต์ ซ้ำระยะเผาขนพา อาร์เซน่อล ไล่ตีเสมอ คริสตัล พาเลซ 2-2 ยืดสถิติไร้พ่ายเป็น 5 เกมลีก

ของกุนซือ โรนัลด์ คูมัน เก็บ 3 แต้มได้ตามเป้าหลังรวมพลังเรียงหน้าซัดรัวแซง ไอ้ค้างคาว 3-1

เปิดฉากครึ่งแรก 2 นาที “เจ้าบุญทุ่ม” ทักทายก่อนเป็น อันซู ฟาติ สอดมารับบอลทางฝั่งซ้ายก่อนเอียงตัวปั่นแฉลบลอดขา ดิมิทรี ฟุลกีเยร์ ผ่านมือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ถากเสาแรกออกไปนิดเดียว นาทีที่ 4 “ไอ้ค้างคาว” ทะยานออกนำ 1-0 จากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา ดาเนี่ยล วาส ปั่นบอลเข้าเขตโทษแนวรับ บาร์เซโลน่า สกัดไม่ขาดย้อนมาหน้ากรอบ 18 หลาเข้าทาง โฆเซ่ กาย่า วิ่งมาตะบันด้วยซ้ายติดไซค์ก้อยโดนปลายมือ แทร์ ชตีเก้น ซุกหน้าต่างเสาไกล 3 นาทีต่อมา “เจ้าบุญทุ่ม” ตามตีเสมอ 1-1 เป็นจังหวะประสานงานสุดสวยทางซ้าย อันซู ฟาติ ฝากชิ่งกับ เมมฟิส เดปาย สอดมาได้ช่องปั่นด้วยขวาหน้ากรอบ 18 หลาโค้งผ่านมือ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น เสียบโคนเสาไกล นาทีที่ 40 บาร์เซโลน่า แซงออกนำเป็น 2-1 บาร์เซโลน่า แซงนำเป็น 2-1 ยอร์ดี้ อัลบา แทงบอลเข้าเขตโทษให้ อันซู ฟาติ ในกรอบ 6 หลาก่อนโดน โฆเซ่ กาย่า ตามมาเสียบร่วงลงไป ผู้ตัดสิน ไม่รอช้าเป่าเป็นจุดโทษทันทีและเป็น เมมฟิส เดปาย สังหารเข้าไปไม่พลาด หมดครึ่งเวลาแรก บาร์เซโลน่า 2 บาเลนเซีย 1 นาทีที่ 50 “เจ้าบุญทุ่ม” ออกหมัดก่อน แซร์จินโญ่ เดสต์ พาบอลแหวกเข้าเขตโทษทางขวาก่อนตามมาป้ายต่อให้ อันซู ฟาติ ตะบันด้วยซ้ายยัดเสาแรกติดเซฟ เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ปัดทิ้งเหลือเชื่อ นาทีที่ 85 เจ้าถิ่น ปิดกล่องเป็น 3-1 จากความสามารถเฉพาะตัวของ แซร์จินโญ่ เดสต์ ขยันเก็บบอลได้ช่องถวายพานเข้ากรอบ 6 หลาถึง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ หักข้อด้วยขวาผ่าน เยสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ไม่พลาด หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม บาร์เซโลน่า 3 บาเลนเซีย 1

เคลาดิโอ รานิเอรี่ ประเดิมคุม วัตฟอร์ด เป็นนัดแรกได้ไม่สวยหลังโดน ลิเวอร์พูล บุกมายำคาถิ่น 5-0

ครึ่งแรกเล่นมาได้ 3 นาที ลิเวอร์พูล ได้ทักทายก่อนทันที โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ล็อกเข้าซ้ายแล้วปั่นในเขตโทษบอลไปแฉลบบล็อกวิลเลี่ยม ทรูสต์-อีค็อง ข้ามคานออกหลังไป จากนั้น นาทีที่ 9 ลิเวอร์พูล ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้บอลที่กลางสนามแล้วแทงทะลุช่องไปให้ ซาดิโอ มาเน่ หลุดเดี่ยวยิงสวนตัวของ เบน ฟอสเตอร์ เข้าประตูไป ทีมเยือนยังครองเกมได้เหนือกว่าเปิดฉากบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียว และมานำห่าง 2-0 ในนาทีที่ 37 เจมส์ มิลเนอร์ หลุดมาถึงสุดเส้นหลังแล้วเปิดเข้ากลางให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เข้าแท็บอินโล่งๆไม่เหลือ ท้ายครึ่งแรก นาที 42 ลิเวอร์พูล เกือบได้ลูกสาม นาบี เกอิต้า ตั้งป้อมซัดด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลไปแฉลบบล็อกแนวรับ วัตฟอร์ด พุ่งไปชนคานออกหลังไปหวุดหวิด ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไมได้ จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล นำ วัตฟอร์ด อยู่ 2-0 แต่กระนั้น นาที 52 สกอร์ไหลห่างเป็น 3-0 จนได้ เจมส์ มิลเนอร์ แทงบอลทะลุช่องไปที่หน้าปากประตู วิลเลี่ยม ทรูสต์-อีค็อง พยายามสกัดบอลแต่พลาดทำให้ เบน ฟอสเตอร์ ต้องปัดทิ้งออกมา ก่อนจะมาเข้าทางปืน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่ตามซ้ำจ่อๆเข้าไปไม่เหลือ เท่านั้นไม่พอ นาที 55 โม ซาลาห์ โซโล่เข้าเขตโทษแล้วล็อกซ้ายแล้วปั่นไปที่เสาไกลส่งบอลตุงตาข่ายอย่างสวยงาม คราวนี้ เบน ฟอสเตอร์ ได้แต่ยืนมองด้วยสายตาให้ ลิเวอร์พูล นำ วัตฟอร์ด 4-0 ท้ายเกมช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กดแฮตทริกได้สำเร็จ เนโก้ วิลเลี่ยมส์ จ่ายบอลไปที่เสาไกลให้ดาวยิงชาวบราซิลเข้าชาร์จโล่งๆเป็นประตูให้ ลิเวอร์พูล บุกถล่ม วัตฟอร์ด 5-0 เก็บเพิ่มเป็น 18 แต้มแซง เชลซี ขึ้นไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราว

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เกือบต้องพลาดท่า ทว่าพวกเขากลับมาได้ครึ่งหลังรัวสองประตู โดยเป็น คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สังหารจุดโทษปราบ อองเช่ร์ ท้ายเกม 2-1

เจ้าถิ่นทักทาย อันเดร เอร์เรร่า วางบอลยาวทิ้งมาในเขตโทษทางซ้าย คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สปีดมาตั้งข้างเท้ายิงตามน้ำ บอลเด้งเบาเข้ามือนายด่านทีมเยือน สี่นาทีแรก ช่วงนาทีที่ 18 มาร์โก แวร์รัตติ จ่ายบอลยัดมาให้ เมาโร อิการ์ดี้ แตะบอลก่อนถูก ปิแอร์ริค กาเปล แหย่เท้าสกัดเหมือนไม่โดนบอล ล้มลง เชิ้ตดำกลับชี้ไปที่ลูกบอล ปล่อยเกมดำเนินต่อไป ทีมเยือนมีลุ้น โซฟิยาน บูฟาล รับบอลเตะมุมสั้น เจ้าตัวลากลุยเจาะล็อกหลบผู้เล่นจ่าฝูงถึงสามคน แล้วซัดผ่านจากทางซ้าย บอลพุ่งออกอีกฟากกรอบประตู นาทีที่ 26 อองเช่ร์ทำช็อกนำ 1-0 นาทีที่ 36 โมฮาเหม็ด-อาลี โช ไหลบอลฝากไปที่ โซฟิยาน บูฟาล โยกมาฝั่งขวาเปิดบอลโค้งเรียด อองเชโล่ ฟูลชินี่ ปรี่มาจุดนัดพบแปบอลระยะ 6 หลาผ่านตัวมือกาวเจ้าถิ่นตุงตาข่าย อับดู ดิยัลโล่ หยอดบอลกลางสนามย้อยเข้าหัว อันเดร เอร์เรร่า โหม่งบอลเข้าประตุได้ ทว่าอดีตแข้งแมนยุยืนล้ำหน้าก่อนแล้ว เปแอสเช ชวดสกอร์ หมดครึ่งแรกตามหลังอยู่ 0-1 ก่อนจังหวะต่อเนื่อง อันเดร เอร์เรร่า วางบอลย้อยข้ามาที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ จับบอลลงแล้วหยอดเข้าเขตโทษ 6 หลา ดานิโล่ วิ่งโฉบโขกบอลพุ่งซุกตาข่าย ปารีส ตีคืน 1-1 เข้าท้ายเกมยักษ์ลีกน้ำหอมพลิกนำ 2-1 คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ยกบอลจากเส้นหลังทางซ้ายในเขตโทษ เมาโร อิการ์ดี้ ทิ้งตัวโหม่งบอลถูกแขน ปิแอร์ริค กาเปล กรรมการย้อนหลังเช็ควีเออาร์ มอบจุดโทษให้เจ้าถิ่น หัวหอกชาวฝรั่งเศส จัดการยิงเรียดเข้าตาข่าย นาทีที่ 87 แถมไม่กี่นาทีต่อมา จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม สอดมาโหม่งบอลชนเสาซ้ายอย่างจังอีกครั้ง จบเกม เปแอสเช พลิกกลับมาชนะ อองเช่ร์ 2-1 คว้าสามแต้มแบบใจหายใจคว่ำนำจ่าฝูงต่อไป

อันโตนิโอ รือดิเกอร์ กองหลังตัวแกร่งของ เชลซี แสดงท่าตีจากรั้ว สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในซัมเมอร์นี้แบบไม่มีค่าตัวโดยพร้อมย้ายไปค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค

จนถึงขณะนี้ สกาย สปอร์ตส์ ได้เผยว่าทั้ง เชลซี และสตาร์ผิวสี ถกถึงสัญญาใหม่กันไปแล้ว แต่ข้อเสนอของทีมดังแห่งกรุงลอนดอนไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวนักเตะต้องการซึ่งทำให้เขาผิดหวังอย่างแรง และส่งผลให้การเจรจาค้างเติ่งมาจนบัดนี้ มีการตีแผ่ว่า รือดิเกอร์ ร้องขอค่าแรงในสัญญาใหม่เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 400,000 ปอนด์ (ราว 18 ล้านบาท) สูงที่สุดในทีม และมากกว่าที่ โรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมซึ่งได้ค่าแรงอย่างงงามที่สุดในสโมสรเป็นจำนวน 50,000 ปอนด์ (ราว 2.2 ล้านบาท) ด้วยกัน และด้วยเหตุที่ รือดิเกอร์ ใกล้หมดสัญญากับ สิงห์บลูส์ เขาจึงตกอยู่ในลิสต์หมายปองของหลายสโมสรทั้ง เรอัล มาดริด , บาเยิร์น มิวนิค และ สเปอร์ส แต่ตัวนักเตะแสดงท่าว่าเป็นปลื้มที่ทีมยักษ์ของเมืองเบียร์อย่าง เสือใต้ สนใจเขาจากที่กุนซือ ยูเลี่ยน นาเกิ้ลส์มันน์ เอ่ยถึงเขาเมื่อไม่นานมานี้

ทีมชาติอังกฤษ เสียประตูก่อนจากลูกจุดโทษ กระนั้นเกมรุกไม่ดุดันพอที่จะทำสกอร์พลิกคว้าชัย สุดท้ายได้แค่เปิดบ้านเจ๊า ฮังการี 1-1

เกมช่วง 15 นาทีแรก ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีโอกาสแบบได้เสียว แต่เป็น ฮังการี ที่สวนกลับได้น่ากลัว แม้ครองบอลน้อยกว่าเยอะ อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 37 อังกฤษ ตีเสมอเป็น 1-1 สำเร็จ จากลูกฟรีคิกทางฝั่งขวาที่เปิดโดย ฟิล โฟเด้น ซึ่งบอลผ่านเลยไปถึง จอห์น สโตนส์ ยิงจ่อๆ ด้วยเท้าซ้ายเข้าไป อังกฤษ ลุยต่อเนื่อง และช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก เกือบได้ประตูพลิกนำจากการโขกของ ราฮีม สเตอร์ลิง ที่ไปติดเซฟ ปีเตอร์ กูลาชซี่ ซึ่งเจ้าตัวก็ยิงซ้ำต่อทันที แต่บอลหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย จบครึ่งแรก อังกฤษ 1 – ฮังการี 1 ช่วง 15 นาทีแรกของครึ่งหลัง อังกฤษ ครองบอลเหนือกว่าชัดเจน แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าทำ นาทีที่ 61 อังกฤษ มีโอกาสแบบได้ลุ้น จากลูกเปิดเตะมุมของ ฟิล โฟเด้น ซึ่ง สโตนส์ ขึ้นโหม่งเช็ดบอลหลุดเสาออกไปแบบหวุดหวิด อังกฤษ มีโอกาสดีอีกครั้งในนาทีที่ 70 จากจังหวะที่ แฮร์รี่ เคน ผ่านบอลให้ สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่เป็น กูลาชชี่ ที่ออกมาดักเอาไว้ได้ ช่วงเวลาที่เหลือ อังกฤษ พยายามเปิดเกมรุกกดดันทีมเยือน แต่ไม่เฉียบขาดและดุดันพอ แม้มีโอกาสได้ลุ้นจากการยิงตรงตัว กูลาชชี่ ของ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ก็ตาม จบเกมเสมอกันไป 1-1 อังกฤษ ยังคงรั้งจ่าฝูงของกลุ่ม ไอ มีคะแนนเพิ่มเป็น 20 แต้ม จากการลงแข่ง 8 นัด นำ โปแลนด์ ที่ล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่สอง 3 แต้ม ส่วน ฮังการี อยู่ที่สี่เหมือนเดิม มี 11 แต้ม จาก 8 นัด

ฮอลแลนด์ ผลงานแกร่งเกินในบ้าน หลังไล่อัดทีมบีวยกลุ่มอย่าง ยิบรอลตาร์ 6-0

เริ่มเกมถึงนาทีที่ 9 เมมพิส เดอปาย เปิดเตะมุมด้านซ้าย เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เติมมาโฉบโหม่งทางเสาแรก บอลวิ่งซุกตาข่าย เจ้าถิ่นนำ 1-0 สิบนาทีต่อมา อัศวินสีส้มทิ้งห่าง 2-0 เมื่อพวกเขาได้จุดโทษ แม้จังหวะแรก เมมพิส เดอปาย ยิงไปถูกป้องกันไว้ ทว่าดาวี่ คลาสเซ่นส์ ตามมาจ่ายบอลไปที่สตาร์บาร์ซ่า ซ้ำตุงประตูอยู่ดี ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก 45+4 เชิ้ตดำตัดสินใจใช้วีเออาร์ หลังผู้เล่นทีมเยือนส่อทำแฮนด์บอลในเขตโทษ ก่อนมอบจุดโทษครั้งที่สองเกมนี้ให้ เมมพิส เดอปาย สังหารเม็ดที่สองของเจ้าตัวเช่นกัน หมด 45 นาที ฮอลแลนด์ นำสบาย 3-0 เจ้าบ้านเฮอีกครึ่งหลัง โนอา แลง เกี่ยวบอลโยนยาว เจ้าตัวตักบอลมาให้ เดนเซล ดัมฟรีส์ โถมตัวดหม่งบอลสวนตัวนายทวารทีมเยือนที่พยายามขวาง บอลลอยเข้ากองก้นตาข่าย ทิ้งเป็น 4-0 นาทีที่ 48 สิบห้านาทีท้าย เมมพิส เดอปาย ยกบอลโด่งกลางสนาม วุท เว็กฮอร์สท์ ตัวสำรองโขกชงต่อ อาเนาท์ ดานยูม่า ที่ลงมาครึ่งหลังทิ้งตัวยิงทันทีบอลวิ่งกองก้นตาข่าย เจ้าถิ่น หนีไกล 5-0 สี่นาทีก่อนหมดเวลา เมมพิส เดอปาย จัดอีกหนึ่งแอสซิสต์ให้ ดอนเยลลื มาเล่น แข้งสำรองเบิกประตูอีกลูก ปิดเกม ฮอลแลนด์ ยำใหญ่ ยิบรอลตาร์ 6-0 เก็บสามแต้มทำให้พวกเขารอเกมหน้าช่วงเดือนพฤศจิกายน หากชนะ มอนเตเนโกร ได้จะซิวโควตาบอลโลกทันที

บราซิล ของกุนซือ ติเต้ พลาดโอกาสเก็บ 3 แต้มหลังบุกเจ๊า โคลอมเบีย ทีมจอมเสมอ 0-0

10 นาทีผ่านเป็น โคลอมเบีย ครองบอลมากกว่าได้เสียวจากจังหวะซัดของ ฮวน ควินเตโร่ และลูกโขกของ เยร์รี่ มีน่า แต่ก็ยังไม่ดีพอผ่านมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ ช่วยเซฟเอาไว้ได้ 3 นาทีต่อมา บราซิล พลาดโอกาสทอง เนย์มาร์ ครองบอลอยู่ข้างกรอบ 18 หลาได้ช่องแทงเข้าเขตโทษให้ ลูคัส ปาเกต้า สอดมาทิ้งตัวทิ่มด้วยซ้ายหลุดเสาไกลออกหลัง 3 นาทีต่อมา บราซิล พลาดโอกาสทอง เนย์มาร์ ครองบอลอยู่ข้างกรอบ 18 หลาได้ช่องแทงเข้าเขตโทษให้ ลูคัส ปาเกต้า สอดมาทิ้งตัวทิ่มด้วยซ้ายหลุดเสาไกลออกหลัง นาทีที่ 34 จากจังหวะทางริมเส้นฝั่งซ้าย ลูคัส ปาเกต้า ปาดเข้าในให้ เนย์มาร์ เก็บบอลหน้ากรอบ 18 หลาแปะถวายพานต่อถึง เฟร็ด ตั้งป้อมตวัดด้วยซ้ายแบบไร้ตัวประกบเหินข้ามคานอย่างน่าผิดหวัง หมดครึ่งเวลาแรก โคลอมเบีย 0 บราซิล 0 60 นาทีผ่านรูปเกมอึดอัดแม้เป็น บราซิล ที่บุกมากกว่าแต่มีปัญหาในพื้นที่สุดท้ายครึ่งหลังยังไม่ได้ซัดแม้แต่ครั้งเดียว ทางด้าน โคลอมเบีย รับต่ำรอสวนกลับยังไม่จังหวะลุ้นยิงประตูเช่นกัน ท้ายเกม ทีมเยือน มาส่งท้ายจากจังหวะครอสทางขวาบอลลึกเข้าเขตโทษมาเข้าทาง แอนโทนี่ สอดมาทิ้งตัวชาร์จในกรอบ 6 หลาก็ยังติดเซฟ ดาวิด ออสปินา ผวาปัดทิ้งข้ามคานเหลือเชื่อ หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม โคลอมเบีย 0 บราซิล 0

ไม่มีเพื่อนไม่มีวันนี้ โรนัลโด้ ภูมิใจคว้าแข้งยอดเยี่ยมลีกเดือน ก.ย.

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดภูมิใจที่ได้รับรางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายน พร้อมขอบคุณเพื่อนร่วมสังกัด “ผีแดง” ที่ทำให้ตนได้รับเกียรตินี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดใจผ่านสื่อสังคมออนไลน์หลังผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำเดือนกันยายน จากการประกาศผลโหวตอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา โรนัลโด้ ที่เพิ่งหวนกลับมาเล่นให้ “ปีศาจแดง” ในช่วงเปิดตลาดซัมเมอร์ ประเดิมลงเล่นนัดแรกด้วยการทำ 2 ประตู ในเกมชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 ก่อนจะยิงได้อีก 1 ลูกในนัดชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 ส่งผลให้เดือนที่แล้วยิงไป 3 ลูก ฟอร์มที่ร้อนแรงทำให้ “ซีอาร์ 7” เอาชนะทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกคนเก่ง ลิเวอร์พูล, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ปราการหลังจอมแกร่ง เชลซี, ชูเอา กานเซโล่ ฟูลแบ็ก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ปีกตัวจี๊ด นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และ อิสไมลา ซาร์ กองกลาง วัตฟอร์ด

บราซิล พลิกสถานการณ์หลังตกเป็นฝ่ายตามหลัง ยิงแซง 3 ประตูในช่วงครึ่งหลังเอาชนะ เวเนซูเอล่า ไปได้ 3-1

เปิดฉากครึ่งแรก 6 นาที บราซิล ทักทายก่อนเป็น กาเบรียล บาร์โบซ่า ถอยมาเก็บบอลหน้ากรอบ 18 หลาขยับแต่งหาช่องตะบันด้วยซ้ายเสียดายโดนไม่ดีเหินข้ามคานออกไปไกล แต่แล้วนาทีที่ 11 เจ้าถิ่น ทะยานออกนำ 1-0 จูเยเฟร์สัน โซเตลโด้ สอดมารับบอลในเขตโทษฝั่งขวาก่อนหยอดเข้าในมาตกใส่หัว เอริก รามิเรซ ขยับถอยมาโขกกระดอนพื้นผ่านมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ ตุงตาข่าย ต่อมานาทีที่ 22 บราซิล พลาดโอกาสทอง ลูกัส ปาเกต้า แทงช่องให้ เอแวร์ตัน ริเบโร่ หลุดเข้าเขตโทษตบเร็วเข้าในไปแฉลบเท้า โฆซัว เมเชียส บอลเปลี่ยนทางเด้งไปชนใต้คานก่อนโดนโขกทิ้งออกหลัง หมดครึ่งเวลาแรก เวเนซูเอล่า 1 บราซิล 0 “แซมบ้า” ตามตีเสมอได้สำเร็จ นาที 71 ราฟินญ่า เปิดลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายบอลลอยมาเข้าหัว มาร์กินญอส โขกเต็มใบส่งบอลเข้าประตู เกมกลับมาเท่ากัน 1-1 ช่วงท้ายเกม กาเบรียล บาร์โบซ่า ถูก ออสการ์ กอนซาเลซ ทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ ก่อนที่เจ้าตัวลุกขึ้นมาสังหารเองไม่พลาด พา บราซิล พลิกขึ้นนำ 2-1 ในนาทีที่ 85 จากนั้นช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ขุนพล”เซเลเซา” มาตอกฝาโรงจากตัวสำรองอย่าง อันโตนี่ ที่ซัดจ่อๆ หน้าประตู และหมดเวลาการแข่งขัน บราซิล เอาชนะ เวเนซูเอล่า ไปได้ 3-1 เก็บชัย 9 นัดในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก นำจ่าฝูงทิ้งห่าง อาร์เจนติน่า 8 แต้ม ส่วน เวเนซูเอล่า รั้งบ๊วยของกลุ่มมีแค่ 4 แต้มจาก 10 นัด

สเปน บุกล้างแค้นจากเกมตัดเชือกศึกยูโร เฟร์ราน ตอร์เรส จัดสองเม็ดสอยชนะ อิตาลี 2-1

เจ้าถิ่นลุยตั้งแต่ห้านาทีแรก เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี่ ไล่บีบแข้งทีมเยือน ก่อนฉกบอลมาจ่ายตั้งระยะ 20 หลา เฟเดริโก้ เคียซ่า ตะบันไกลบอลพุ่งถูก อูไน ซิม่อน ล้มตัวปัดออกไป และแล้วนาทีที่ 17 มาร์กอส อลอนโซ่ ไหลบอลขนานเส้นข้างทางซ้าย มิเกล โอยาร์ซาบัล สปีดมาครอสบบอลมาหน้าประตู เฟร์ราน ตอร์เรส กระโดดยิงบอลเด้งหนีมือนายด่านเจ้าถิ่น กระทิงดุ นำ 1-0 ลอเรนโซ่ อินซินเย่ โยนเตะมุมฝั่งซ้ายมาทางเสาแรก โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ทิ้งตัวโหม่งไร้ตัวประกบ บอลไม่ตรงกรอบออกหลังแบบน่าเสียดาย ในนาทีที่ 28 อัซซูรี่เหลือ 10 คนนาทีที่ 42 เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ พลาดท่าทำฟาวล์กางศอกใส่ต้นคอ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ กรรมการมอบใบเหลืองสองเป็นใบแดง ตะเพิดกัปตันทีมเจ้าบ้านพ้นสนาม แถมทดเจ็บ 45+2 มาร์กอส อลอนโซ่ หยอดบอลเข้าเขตโทษด้านซ้าย ปาโบล ซาราเบีย แปเร็วให้ มิเกล โอยาร์ซาบัล ตักบอลย้อยมาที่ เฟร์ราน ตอร์เรส เทคตัวโขกบอลย้อนศรไปเสาแรกทำ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า หลงทาง ส่งบอลซุกตาข่าย จบครึ่งแรก สเปน ทิ้งห่าง 2-0 กลายเป็นเจ้าถิ่นเบิกสกอร์แทนนาทีที่ 83 เฟเดริโก้ เคียซ่า ฉกฉวยความผิดพลาดของทีมเยือน ขโมยบอลเคลียร์ทีมจากฝั่งตนเอง ลากเดี่ยวมาถึงเขตโทษ แปะสั้นไปที่ ลอเรนโซ่ เปเลกรินี่ วิ่งตีคู่มายิงเผาขนระยะ 6 หลา พาเจ้าบ้านไล่มาแต่ไม่ทัน จบเกม สเปน บุกชนะ อิตาลี 2-1 เบรกสถิติไร้พ่ายของเจ้าบ้านไว้ที่ 37 นัดติดต่อกัน พร้อมลิ่งรอชิงชนะเลิศ โดยจะพบผู้ชนะระหว่าง เบลเยี่ยม-ฝรั่งเศส ต่อไป

มีเงินก็จัดเลย ตำนานปืนแนะ อาร์เซน่อล ดึงเบลลิงแฮมเสริมกลาง

เควิน แคมป์เบลล์ ตำนานหัวหอก อาร์เซน่อล สะกิดต้นสังกัดเก่าให้ลองออกล่าตัว จู๊ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์ดาวโรจน์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แข่งกับหลายสโมสร เชื่อทุกอย่างเป็นไปได้ เควิน แคมป์เบลล์ อดีตกองหน้าคนดังของ อาร์เซน่อล เชื่อว่า “ไอ้ปืนใหญ่” ควรที่จะลงทุนซื้อ จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางดาวรุ่งคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาเสริมทัพในอนาคต ปัจจุบัน สตาร์ทีมชาติอังกฤษวัย 18 ปี กลายเป็นกำลังสำคัญของทัพ “เสือเหลือง” หลังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เบอร์มิงแฮม ซิตี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2020 อย่างไรก็ตาม เบลลิงแฮม กลับมีข่าวลืออย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการคัมแบ็กสู่ลีกบ้านเกิด โดยเชื่อกันว่ากำลังถูกสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ลิเวอร์พูล จับตาดูอยู่ กระนั้น แคมป์เบลล์ มองว่า “ไอ้ปืนใหญ่” ควรพยายามล่าตัวแข้งรายนี้เช่นกัน ถ้ามีโอกาส

หงส์แดง ชวดทวงจ่าฝูงอย่างน่าเจ็บใจหลังเปิดบ้านเจ๊า แมนฯ ซิตี้ 2-2

นาทีที่ 16 “เรือใบสีฟ้า” ออกหมัดก่อนจากบอลทางซ้ายของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา สอดขึ้นมากระชากได้ช่องครอสไปเสาไกลเกือบถึง กาเบรียล เชซุส แต่ต้องชม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หุบมาโขกสกัดทิ้งได้ทัน ต่อมานาทีที่ 20 แมนฯ ซิตี้ พลาดโอกาสทองจากความสามารถเฉพาะตัวของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ลากแหวกหนีขึ้นมาทางขวาก่อนแทงเข้าเขตโทษข้ามมาให้ ฟิล โฟเด้น สอดมาซัดด้วยซ้ายติดเซฟ อลีสซง เบ็คเกอร์ นาทีที่ 32 จากความผิดพลาดของแนวรับ ลิเวอร์พูล เช็คล้ำหน้าพลาดปล่อยให้ แจ็ค กรีลิช สอดมาเก็บบอลหลุดขึ้นมาทางซ้ายพากระชากเข้าเขตโทษแต่มุมไม่มีซัดด้วยขวาเหินข้ามคานออกไปไกล ท้ายครึ่งแรก “เรือใบสีฟ้า” มาส่งท้ายจากบอลยาว เอแดร์ซอน โมราเอส ทิ้งมาทางซ้ายให้ ฟิล โฟเด้น หลุดกับดักล้ำหน้าเอาชนะ เจมส์ มิลเนอร์ พาเข้าเขตโทษแต่จังหวะแตะหลบติดขา อลีสซง เบ็คเกอร์ ออกมาช่วยได้ทัน หมดครึ่งเวลาแรก ลิเวอร์พูล 0 แมนฯ ซิตี้ 0 เปิดฉากครึ่งหลัง 2 นาที “หงส์แดง” ลุยทันที โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เก็บบอลทางริมเส้นฝั่งขวาก่อนแทงขึ้นมาให้ เจมส์ มิลเนอร์ สอดขึ้นมาตวัดเข้าเขตโทษลึกไปเข้ามือ เอแดร์ซอน โมราเอส ตะปปไม่พลาด แต่แล้วนาทีที่ 59 “หงส์แดง” ทะยานออกนำ 1-0 จากความขยันของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ลงไปเชื่อมบอลก่อนยกหนี ชูเอา กันเซโล่ หลุดขึ้นมาทางขวาลากตัดเข้าในไหลเข้าช่องให้ ซาดิโอ มาเน่ โฉบมาที่เสาแรกซัดด้วยขวาสวนตัว เอแดร์ซอน โมราเอส ตุงตาข่าย นาทีที่ 69 แมนฯ ซิตี้ ตามตีเสมอเป็น 1-1 จนได้ กาเบรียล เชซุส เก็บบอลทางขวาลากหนีแนวรับ ลิเวอร์พูล ทั้งแผงตัดเข้าในก่อนแทงเข้าเขตโทษให้ ฟิล โฟเด้น วิ่งสอดมาหักข้อด้วยซ้ายผ่านมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ ซุกโคนเสาไกลงามหยด ต่อมานาทีที่ 76 ลิเวอร์พูล แซงออกนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากความสามารถเฉพาะตัวของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รับบอลจาก เคอร์ติส โจนส์ คลึงหนีแนวรับ แมนฯ ซิตี้ หลุดขึ้นมาทางขวาแตะเข้าเขตโทษก่อนหักเข้าขวาซัดมุมแคบผ่านมือ เอแดร์ซอน โมราเอส เบียดโคนเสาไกลงามไม่แพ้กัน 4 นาทีต่อมา แมนฯ ซิตี้ ไล่ตีเสมอเป็น 2-2 ฟิล โฟเด้น ขยับมารับบอลในเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนปาดเข้าในแฉลบย้อนมาหน้ากรอบ 18 หลาเข้าทาง เควิน เดอ บรอยน์ ปั่นด้วยซ้ายไปโดนหน้าขา โฌเอล มาติ๊ป เปลี่ยนทางซุกก้นตาข่าย หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม ลิเวอร์พูล 2 แมนฯ ซิตี้ 2

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชวดโอกาสแซง ลิเวอร์พูล ขึ้นนไปนำจ่าฝูงชั่วคราว หลังจากโดน เอฟเวอร์ตัน ไล่ตามตีเสมอ 1-1 โดยในช่วงท้ายเกม

ครึ่งแรกเล่นมา 6 นาที แมนยู ได้โอกาสทักทายก่อน แอรอน วาน-บิสซาก้า ตั้งป้อมเปืดไปที่เสาไกลจากกราบขวาให้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล สอดมาโหม่งเน้นๆแต่บอลหลุดกรอบออกไป จากนั้น นาทีที่ 21 แมนยู หวิดขึ้นนำเมื่อ เฟร็ด เปิดบอลมาที่หน้าปากประตูให้ เอดินสัน คาวานี่ โขกเน้นๆ แต่ จอร์แดน พิคฟอร์ด พุ่งเซฟออกหลังไปหวุดหวิด จนกระทั่งนาทีที่ 43 แมนยู ขึ้นนำ 1-0 จนได้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไหลบอลถวายพานให้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล สอดมาวางเท้าแปด้วยขวาบอลไปแฉลบแนวรับ เอฟเวอร์ตัน บอลพุ่งแสกหน้า จอร์แดน พิคฟอร์ด เข้าประตูไป หลังจากนั้นทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรก แมนยู นำ เอฟเวอร์ตัน 1-0 ครึ่งหลัง นาทีที่ 56 แมนยู ตัดสินใจเปลี่ยนตัวทีเดียวสองคนรวดส่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ เจดอน ซานโช่ ลงมาเล่นแทน เอดินสัน คาวานี่ และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 65 เอฟเวอร์ตัน ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะสวนกลับ เดมาราย เกรย์ กระชากบอลขึ้นมาจากกลางสนามก่อนไหลต่อให้ อับดูลาย ดูกูเร่ แล้วแทงมาทางขวาให้ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ หลุดมาซัดโล่งๆคนเดียวในเขตโทษส่งบอลตุงตาข่าย จากนั้นนาทีที่ 74 แมนยู เกือบขึ้นนำอีกครั้ง เจดอน ซานโช่ แทงทะลุช่องให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลุดมากดด้วยซ็ายที่เสาแรกบอลผ่านหน้าปากประตูออกหลังไป ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เสมอ เอฟเวอร์ตัน 1-1 ขยับขึ้นไปรั้งรองฝูงโดยมี 14 แต้มเท่ากับ ลิเวอร์พูล

แฟนบอลหมดศรัทธา บาร์ซ่า 10 คนหืดแบ่งแต้มให้กาดิซไม่ชนะ 2 เกมติด

เปิดครึ่งแรก 5 นาที “เจ้าบุญทุ่ม” ทักทายก่อนจากจังหวะซ้ายของ Sergino Dest แตกโชว์ลีลาการโยกโยกเยก บีมไปไกลแล้ว ต่อมาในนาทีที่ 26 จากจังหวะประสานกันที่หน้าเขตโทษ ลุค เดอ ยอง เก็บบอลดึงสโตรกไปทางซ้ายให้ Frenkie de Jong ตบเข้ากรอบ 6 หลา ผิดหวังมากที่เมมฟิส เดอ ปาย ไปช่วย เฮเรเมียส เลเดสมา ชกในนาทีที่ 30 ยิงลูกแรกเข้ากรอบ “คอรัส ขว้าง” เป็นของ เมมฟิส เดปาย ดึงขึ้นทางซ้ายพาเขาเข้าเขตโทษตัดเข้าช่องด้วย ทางขวา แต่ถูกชี้ไปที่ Here’s Ledesma เล็กน้อย ยอมรับได้ สบายๆ จบครึ่งแรก กาดิซ 0, บาร์เซโลน่า 0 เริ่มครึ่งหลังไม่ถึงนาที กาดิซพลาดโอกาสทองจากจังหวะชุลมุนหน้าเขตโทษ บอลเข้าทาง เยนส์ ยอนสัน วางกลับมาที่อัลวาโร่ เนเก้ Rodo สะบัดด้วยด้านซ้ายของจักรยานโดยสอดเข้าไปในเสาอย่างแน่นหนาอย่างแน่นหนา แตร์ สเตเก้น ลอยตัวเล็กน้อยในนาทีที่ 80 แฟนบอลท้องถิ่นตะลึงจังหวะตัดบอลกลางสนาม อัลฟอนโซ่ เอสปิโน่ ทะยานขึ้น มาแทงเข้าเขตโทษทางด้านขวาให้รูเบ็น โซบริโน่ เซฟไว้ได้ Ter Stegen กระดอนเข้าไปในทางของ Salvador Sanchez เพื่อตอกกลับดาบที่ไม่น่าเชื่อ หลังจากนั้นไม่มีสกอร์จบเกม กาดิซ 0 บาร์เซโลน่า 0

สเปอร์ส ออกนำถึงสองลูกแต่โดน วูล์ฟส์ ตีเสมอจบ 90 นาที 2-2

เกมเดินมาถึงนาที 14 ทีมเยือนเฮก่อน 1-0 โอลิเวอร์ สคิปป์ แทงบอลมาที่ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ จับบอลลั่นทว่าแนวรับหมาป่าเตะไปชนตัวแข้งไก่ กลายเป็น ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ หลุดมาทางซ้ายล็อกหนี วิลลี่ โบลี่ แล้วซัดระยะ 7 หลาเข้าไป โจวานนี่ โลเซลโซ่ ส่งบอลย้อนให้ เดเล่ อัลลี่ ทิ่มบอลกลางสนามทะลุไปที่ แฮร์รี่ เคน เข้าไปดวลเดี่ยว ก่อนยิงผ่าน จอห์น รัดดี้ ที่พยายามออกมาปิดมุมส่งบอลซุกตาข่ายเป็น 2-0 ในนาทีที่ 23 เจ้าถิ่นทำได้นาทีที่ 38 รายาน อิต-นูอูริ โยนเตะมุมฝั่งซ้าย เลอันเดร เดนดองค์เกอร์ หาเหลี่ยนเอาชนะ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ โหม่งบอลตรงจุดโทษเข้าเสียบตาข่ายบนด้านเสาสอง วูล์ฟส์ ตามมาเป็น 1-2 โจวานนี่ โลเซลโซ่ ตวัดบอลให้ แฮร์รี่ เคน รอจังหวะจน จาเฟต แทนกันก้า สอดมารับลากไปยิงแสกหน้า จอห์น รัดดี้ บอลเหินข้ามคานแบบมีลุ้น หมดครึ่งแรก สเปอร์ส นำอยู่ 2-1 เจ้าบ้านเอาคืน 1-1 นาทีที่ 58 เลอันเดร เดนดองค์เกอร์ ผ่านบอลให้ ดาเนี่ยล โปเดนซ์ ยิงบอลเสียบตาข่ายด้านขวาอย่างเฉียบคม ส่วนทีมเยือนได้ลุ้นช่วงนาทีที่ 67 ซง ฮึง-มิน ลงสำรองมาโยนบอลริมเส้นด้านซ้าย แฮร์รี่ เคน ลอยตัวโหม่งติดมือนายทวารหมาป่า พยายามตามซ้ำบอลดันออกหลังก่อนแล้ว เจ้าบ้านเกือบมีโชคสองนาทีก่อนหมดเวลา รูเบน เนเวส ส่องไหลบอลมีแฉลบผู้เล่นทีมเยอืน ลอยตกบนคานออกหลังไป จบเกมเสมอกัน 2-2 ต้องดวลจุดโทษหาผู้ชนะ

หงส์แดง เจองานไม่ยากหลังพักตัวหลักแล้วส่งสำรองบุกไปเอาชนะ นอริช 3-0 นัดนี้ ทาคูมิ มินามิโนะ เหมาคนเดียวสองเม็ด

เปิดฉากมาได้แค่ 4 นาทีเท่านั้น “หงส์แดง” ทะยานขึ้นนำเร็ว 1-0 ทันที จากจังหวะลูกเตะมุม คอสตาส ซิมิกาส เปิดมาเสาไกลให้ ดิว็อค โอริกี้ ขึ้นโขกบอลไปหล่นไม่ห่างตัว ทาคูมิ มินามิโนะ พลิกตัวกดด้วยขวาลอดขา แองกัส กันน์ เข้าไปอย่างเฉียบขาด ลูกทีมของ ฟาร์เค่ ยังโหมบุกต่อเนื่อง นาที 33 บิลลี่ กิลมอร์ ไหลสั้นๆให้ อดัม ไอดาห์ หวดด้วยขวาในกรอบแต่บอลยังไปตรงตัว เคลเลเฮอร์ รับไว้ได้ไม่มีปัญหา จบครึ่งแรก นอริช ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1 ครึ่งหลังเริ่มเล่นมาได้แค่ นาที 50 สกอร์ของ “หงส์แดง” นำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ โจนส์ ไหลออกซ้ายให้ ซิมิกาส ถึงเส้นหลังก่อนครอสไปสุดแม่นให้ ดิว็อค โอริกี้ เทกตัวขึ้นเดี่ยวๆสะบัดบอลเสียบเสาไกลอย่างสวยงาม ท้ายเกม นาที 80 “หงส์แดง” มาพังประตูที่สามนำห่าง จากจังหวะที่เจ้าถิ่นเสียการครองบอลหน้าประตูก่อนที่ แชมเบอร์เลน จะไหลเร็วให้ มินามิโนะ หลุดเข้าไปซัดมุมแคบส่งบอลเบียดเสาเข้าไปเป็นเม็ดที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ให้ ลิเวอร์พูล นำห่าง 3-0 จบเกม ลิเวอร์พูล บุกมาเอาชนะ นอริช ซิตี้ 3-0 คว้าตั๋่วเข้าไปเล่นในรอบ 4 ต่อไป

เจ้าบุญทุ่ม ในยุคของกุนซือ โรนัลด์ คูมัน เวลาเหลือน้อยเต็มทีหลังต้องไล่เจ๊า กรานาด้า 1-1

เปิดฉากครึ่งแรกไม่ถึง 2 นาที กรานาด้า ทะยานออกนำ 1-0 จากความผิดพลาดของ บาร์เซโลน่า สกัดบอลไม่ขาดเข้าทาง เซร์คิโอ เอสคูเดโร แหวกหนี เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ เข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนยกไปเสาไกลข้ามหัว แฟร้งกี้ เดอ ยอง มาตกใส่ โดมิงโกส ดูอาร์โต้ ลอยมาโขกเข้าไปไม่เหลือ 4 นาทีต่อมาคราวนี้เป็น เมมฟิส เดปาย ถอยลงมาเก็บบอลกระชากแหวกขึ้นมาได้ช่องตะบันด้วยขวาระยะร่วม 30 หลาบอลพุ่งส่ายผ่านมือ หลุยส์ มักซิมิเลียโน่ แต่ยังแรงเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว หมดครึ่งเวลาแรก บาร์เซโลน่า 0 กรานาด้า 1 ครึ่งหลัง บาร์เซโลน่า ทักทายก่อนจากลูกสูตรฟรีคิกทางฝั่งขวา ฟิลิเป้ คูตินโญ่ ครอสโค้งมาเสาแรกให้ โรนัลด์ อาเราโฮ สลัดเอาชนะตัวประกบแต่ยังโขกไม่ดีหลุดออกหลังเหมือนเดิม 60 นาทีผ่าน เจ้าถิ่น โหมหนักได้เสียวเพิ่มจากจังหวะของ เมมฟิส เดปาย ขยับมาเก็บตกในกรอบเขตโทษก่อนเอียงตัวตวัดด้วยขวาเหินข้ามคานอย่างน่าผิดหวัง จากจังหวะต่อเนื่องลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายบอลโค้งมาในกรอบ 6 หลาเข้าหัว ลุค เดอ ยอง ขยับเอาชนะแนวรับ กรานาด้า สอดมาโขกแบบไร้ตัวประกบก็ยังกดไม่ลงข้ามคานออกไปอีก แต่แล้วนาทีที่ 90 เจ้าถิ่น ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะทางขวาของ กาวี่ จอมทัพวัย 17 ปีตักบอลเข้ากรอบ 6 หลาข้ามหัว เมมฟิส เดปาย มาเข้าหัว โรนัลด์ อาเราโฮ ลอยมาโขกบอลลงพื้นกระดอนผ่าน หลุยส์ มักซิมิเลียโน่ ซุกก้นตาข่าย หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม บาร์เซโลน่า 1 กรานาด้า 1

แมนฯ ยูไนเต็ด บุกเอาชนะ เวสต์แฮม 2-1 จากประตูชัยของ เจสซี่ ลินการ์ด

เปิดฉากครึ่งแรกมาเป็น แมนยู ที่ครองเกมได้เหนือกว่าชัดเจน ก่อนที่ นาที 17 จะกลายเป็น เวสต์แฮม ที่มีโอกาสสับไกยิงก่อนจากจังหวะที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ พลาดโดน ซาอิด เบนราห์มา ฉกบอลไปได้ในเขตโทษแล้วไหลต่อให้ จาร์ร็อด โบเว่น ได้ซัดด้วยซ้ายแต่ยังติดบล็อกแนวรับ แมนยู เวสต์แฮม ได้โต้กลับมาอีกครั้ง นาที 21 ได้ลุ้นขึ้นนำ จาร์ร็อด โบเว่น ได้จิ้มด้วยขวาในเขตโทษไปติดเซฟของ ดาบิด เด เคอา ใช้เท้าสกัดออกมาไปเข้าทางปืนของ โทมัส ซูเช็ค ตามซ้ำดาบสองที่หน้าเขตโทษบอลเหินข้ามคานไปนิดเดียว อย่างไรก็ตาม เวสต์แฮม ได้โต้กลับมาและได้ประตูออกนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 30 จาร์ร็อด โบเว่น ไหลบอลให้ ซาอิด เบนราห์มา ได้ตั้งป้อมปั่นด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลไปแฉลบ ราฟาแอล วาราน เปลี่ยนทางเข้ากรอบมาทางซ้าย ดาบิด เด เคอา หมดสิทธิ์เซฟ แต่ถึงกระนั้น นาทีที่ 35 แมนยู ตามตีเสมอทันควัน 1-1 บรุโน่ แฟร์นันด์ส วางบอลเข้าเขตโทษให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลุดกับดักล้ำหน้าได้ดีดด้วยขวาเน้นๆ ไปติดเซฟของ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ปัดไม่พ้นมาเข้าทาง โรนัลโด้ ตามซ้ำจ่อๆไม่เหลือ หลังจากนั้นทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ทำให้จบครึ่งแรก เวสต์แฮม เสมอ แมนยู 1-1 ครึ่งหลังเล่นมาได้เพียงนาทีเดียว แมนยู เกือบแซงนำ เมื่อแนวรับ เวสต์แฮม จ่ายบอลพลาดมาเข้าทาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนจะจ่ายเร็วต่อให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลุดเดี่ยวไปซัดเน้นๆ แต่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ออกมาปิดมุมได้เร็วเซฟไว้ได้ อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกมนาทีที่ 89 แมนยู แซงขึ้นนำสำเร็จ 2-1 เจสซี่ ลินการ์ด ตัวสำรอง ตั้งป้อมปั่นด้วยขวาในเขตโทษบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างเหนือชั้น

มาร์ติน โอเดอการ์ด ซัดฟรีคิกงามหยดเป็นประตูชัยพา อาร์เซน่อล บุกชนะ เบิร์นลีย์ หวุดวิด 1-0

ครึ่งแรกเริ่มมาได้ 6 นาที อาร์เซน่อล เกือบขึ้นนำเร็ว คีแรน เทียร์นีย์ หลุดเข้าเขตโทษแล้วจ่ายยัดไปที่หน้าปากประตูไปติดเท้าของ นิค โป๊ป สกัดมาเข้าทาง นิโกล่าส์ เปเป้ วิ่งจะมาตามซ้ำแต่ไม่ทันบอลออกหลังไปก่อน รูปเกมทั้งสองทีมค่อนข้างอึดอัด ก่อนที่ในนาทีที่ 30 อาร์เซน่อล จะขึ้นนำ 1-0 จากลูกฟรีคิกหน้าเขตโทษ มาร์ติน โอเดการ์ด ปั่นด้วยซ้ายบอลข้ามกำแพงพุ่งเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไมได้ จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล นำ เบิร์นลีย์ 1-0 กลับมาหวดกันต่อในครึ่งหลัง นาทีที่ 50 เบิร์นลีย์ ได้ลุ้นตามตีเสมอ กาเบรียล มากัลเญส โหม่งสกัดไม่ขาดบอลไปเข้าทาง ดไวท์ แม็คนีล วิ่งมาซัดจ่อๆแต่โดนไม่เต็มบอลไปเข้าซอง แอรอน แรมส์เดล นาทีที่ 68 ผู้ตัดสินชี้ให้ เบิร์นลีย์ ได้จุดโทษหลังจากมองว่า แอรอน แรมส์เดล ไปสกัดใส่ มาเตจ์ วีดร้า ล้มในเขตโทษ ก่อนจะไปย้อนดู VAR ด้วยตัวเองแล้วกลับคำตัดสินไม่ให้จุดโทษกับ เบิร์นลีย์ เวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม อาร์เซน่อล บุกชนะ เบิร์นลีย์ 1-0 คว้าชัยสองนัดรวดขยับขึ้นมารั้งที่ 12 ของตาราง

ลีดส์ ยูไนเต็ด พลาดเก็บสามแต้มแรกของซีซั่น หลังออกนำได้ แต่ท้ายครึ่งแรกเหล่าแข้ง สาลิกาดง นิวคาสเซิ่ล สู้สุดใจไล่ตีเสมอ จบเกม 1-1

ครึ่งแรกเดินมาถึงนาที 12 โรดริโก้ โมเรโน่ สอดมารับบอล ก่อนปาดจากเขตโทษทางซ้าย ราฟินญ่า ทิ้งตัวแหย่เท้า แต่บอลเบาเข้ามือนายทวารเจ้าบ้าน แต่แล้วนาทีต่อมา พาทริก แบมฟอร์ด ไหลบอลฝากให้ ราฟินญ่า บรรจงเปิดบอลโค้งริมเส้นฝั่งขวา 25 หลา บอลกระดอนพื้น แถมมี โรดริโก้ โมเรโน่ โดดหลอกทำ คาร์ล ดาร์โลว์ พุ่งปัดไม่ทันบอลเด้งซุกตาข่ายทางซ้าย ยูงทอง นำ 1-0 โจ วิลล็อค แทงบอลไปที่ โชลินตอน เลี้ยงลุยเข้ามาผ่านยบอลเรียด ย้อนให้ อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง กระชากหลบแข้งยูงทอง 4-5 คน ซัดแหวกบอลวิ่งเข้าประตูด้านเสาซ้าย สาลิกาดงตีคืน 1-1 นาทีที่ 44 โดยทีมเยือนชวดออกนำหลัง ราฟินญ่า ซัดไปโดนป้องกันได้ ช่วงทดเจ็บ หมดครึ่งแรกเสมอกันสกอร์นี้ ลีดส์หวิดมีโชคนาทีที่ 54 ดาเนี่ยล เจมส์ วางบอลกดดันมาในเขตโทษ จน จามาล ลาสเซลล์ เทคตัวโหม่งผิดเหลี่ยมบอลย้อยทำ คาร์ล ดาร์โลว์ บินออกแรงปัดออกไป หกนาทีก่อนหมดเวลา สตาร์เจ้าถิ่นอย่าง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ยังสร้างความปั่นป่วน เจ้าตัวรับบอลโหม่งพลาดของ ลุค อายลิ่ง ตะลุยเดี่ยวมาหามุมซัดในเขตโทษ โชคไม่ดีบอลถูกนายทวารคู่แข่งปัดไว้ได้ จบเกม นิวคาสเซิ่ล เสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 ทำให้ทั้งสองทีมยังต้องเฝ้ารอชัยชนะแรกกันต่อไปในลีก

เลสเตอร์ ซิตี้ ทำสามแต้มหายช่วงท้ายเกม โดย ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เค้นทีเด็ดยิง-จ่าย แต่ก้เท่านั้นเมื่อ อัซซูร่า นาโปลี แอบฮึดตีเสมอท้ายเกม 2-2

อาโยเซ่ เปเรซ จ่ายบอลคืนหลังริมเส้นทางซ้าย ก่อนถูกผู้เล่นทีมเยือนโหม่งดักมาเข้าทาง วิกเตอร์ โอซิมเฮน ซัดไกล 20 หลา บอลโดน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ออกแรงเซฟตั้งแต่สามนาทีแรก อาโยเซ่ เปเรซ เลี้ยงแหวกแข้งนาโปลี หลุดมาทางขวาในเขตโทษ บอลทะลักมาถึง แพ็ตสัน ดาก้า แปะออกด้านซ้าย ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ซัดคนเดียวแต่ ดาวิด ออสปิน่า ออกมาเร็วสกัดออกหลัง นาทีที่ 6 อีกเพียงสามนาที ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ลากบอลมาทำชิ่งกับ แพ็ตสัน ดาก้า ด้านซ้าย แล้วหยอดบอลข้ามมาหา อาโยเซ่ เปเรซ ปรี่มาทางขวายิงสวนทันที ส่งบอลกองก้นตาข่าย จิ้งจอกออกนำ 1-0 ช่วงนาทีที่ 45 เกอแว็ง มัลกุยส์ ดอดมาเปิดบอลเลยมากลางเขตโทษ เฮอร์วิ่ง โลซาโน่ ลอยตัวโหม่งเต็มหัวติดมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ยืนถูกที่ปัดไว้ได้ หมดครึ่งแรก เลสเตอร์ นำก่อน 1-0 และแล้วนาทีที่ 64 เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ฉกบอลกลางสนาม ลากมาแทงออกทางซ้ายหลุดกับดักล้ำหน้า ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ รับไม้ต่อโยกหนี เกอแว็ง มัลกุยส์ ตะบันหนีมือ ดาวิด ออสปิน่า เข้าตาข่ายทางขวา เจ้าบ้านหนีเป็น 2-0 ห้านาทีถัดมา ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เล่นบอลสั้นให้ เอลีฟ เอลมาส ยกบอลไปที่ ฟาเบียน รุย โหม่งบอลต่อ วิกเตอร์ โอซิมเฮน เบียดชิงจังหวะเอาชนะ ยานนิค เวสเตอร์การ์ด ก่อนกระดกบอลข้ามหัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ให้ นาโปลี ไล่มา 1-2 อัซซูร่าไม่ถอดใจตีคืน 2-2 นาทีที่ 87 มัตเตโอ โปลิตาโน่ หยอดบอลด้านขวาริมสนาม ก่อนเข้าหัว วิกเตอร์ โอซิมเฮน กระโดดโหม่งระยะ 7 หลา ตัดหน้า ชากลาร์ โซยุนชู ส่งบอลซุกตาข่าย ช่วงทดเจ็บเจ้าบ้านเหลือ 10 คน เมื่อ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ถูกใบเหลืองสองเป็นแดงตะเพิดพ้นสนาม จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอ นาโปลี 2-2 แบ่งแต้มนัดเปิดยูโรปาลีก

เรือใบสีฟ้า ประเดิมสามแต้มเปิดหัวหลัง แนวรุกฟอร์มจัดจ้านช่วยกันไล่ถล่ม แอร์เบ ไลป์ซิก 6-3

ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก นาที 15 ไลป์ซิก ได้ทักทายจากจังหวะที่ ดานี่ โอลโม่ เก็บตกแถวสองก่อนซัดเหินคานออกไป ทว่านาที 17 แฟนเรือใบสีฟ้าได้เฮกันลั่นสนามหลัง แมนฯซิตี้ ชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ แจ็ค กรีลิช เปิดเตะมุมมากลางประตู นาธาน อาเก้ เทกตัวโขกผ่านมือ ปีเตอร์ กูลาชี่ เข้าไป นาที 28 ลูกทีมของเป๊ปมาได้เม็ดที่สองนำห่างหลัง เควิน เดอ บรอยน์ ครอสไปเสาไกล นอร์ดี้ มูกีเอเล่ เซ็นเตอร์แบ็กไลป์ซิกพยายามโขกสกัดแต่บอลผิดเหลี่ยมกลายเป็นโหม่งเข้าประตูตัวเองไปให้ “เรือใบสีฟ้า” ขึ้นนำ 2-0 นาที 42 กองเชียร์อาคันตุกะมาได้เฮกันบ้างหลัง ไลป์ซิก พังประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก ตักบอลไปเสาไกลให้ นอร์ดี้ มูกีเอเล่ โขกเช็ดต่อให้ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู โหม่งผ่านมือ เอแดร์ซอน เข้าไป กระนั้นช่วงทดเจ็บครึ่งแรก น.45+1 ผู้ตัดสินชาวฮอลแลนด์วิ่งไปเช็กภาพ วีเออาร์ จากดจอมอนิเตอร์ข้างสนามก่อนเป่าให้ “เรือใบสีฟ้า” ได้ลูกจุดโทษหลัง ลูคัส โคลสเตอร์มันน์ ทำแฮนด์บอล และเป็น ริยาด มาห์เรซ รับหน้าที่สังหารจุดโทษเข้าไปให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 3-1 ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาที 46 เควิน เดอ บรอยน์ แทงบอลทะลุแนวรับสุดสวยให้ เฟร์ราน ตอร์เรส หลุดไปทางด้านซ้ายก่อนจะยิงด้วยซ้ายไม่ดีบอลเบาไปเข้ามือ ปีเตอร์ กูลาซี่ แต่ทีมเยือนดีใจได้ไม่นาน นาที 56 แมนฯซิตี้ มาพังประตูหนีห่างไป 4-2 จากจังหวะที่ แจ็ค กรีลิช ได้บอลทางซ้ายก่อนลากเข้าในเขตโทษแล้วปั่นด้วยขวาเข้าไปอย่างงดงาม ทีมเยือนไม่ยอมง่ายๆ นาที 74 ไลป์ซิก ได้ประตูไล่มาเป็น 3-4 จากจังหวะที่ ยูสซุฟ โพลเซ่น ตัวสำรองไหลให้ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู หลุดเข้าไปซัดเสาแรกผ่านเอแดร์ซอนเข้าไปอย่างเฉียบขาด และเป็นแฮตทริกของเจ้าตัวในเกมนี้ ทว่าอีกนาทีถัดมา “เรือใบสีฟ้า” หนีห่างเป็น 5-3 อีก และเป็นความสุดยอดของ ชูเอา กานเซโล่ ที่ตั้งป้อมยิงนอกกรอบบอลพุ่งแรงเป็จรวดเสียบมุมตาข่ายเข้าไป หมดสิทธ์ที่ ปีเตอร์ กูลาชี่ จะป้องกัน ก่อนที่ช่วงท้ายเกม นาที 85 แมนซิตี้ มาได้เม็ดที่หกนำโด่งจากจังหวะที่ กาเบรียล เชซุส ตัวสำรองที่ไม่ล้ำหน้าหลุดเข้าไปซ้ำผ่าน กูลาซี่ เข้าไปปิดกล่องให้ “เรือใบสีฟ้า” ถล่มเอาชนะ ไลป์ซิก แบบสุดมันส์ 6-3 เก็บสามแต้มนัดแรก แชมเปี้ยนส์ ลีก

เสือใต้ บุกย้ำแค้นเอาชนะ บาร์เซโลน่า 3-0 เก็บสามแต้มประเดิมนัดแรก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เปิดฉากครึ่งแรกทั้งสองทีมเล่นด้วยความรัดกุม นาที 14 บาเยิร์น ทักทายยิงเข้ากรอบก่อนหลัง เลวานดอฟสกี้ปาดให้ เลออน โกเรทซ์ค่า ซัดนอกกรอบแต่ยังไม่ผ่านมือมาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น นาที 19 “เสือใต้” ได้ลุ้นบ้างเหมือนกันหลัง เลรอย ซาเน่ กดด้วยซ้ายเสาแรกแต่บอลยังไปโดน แทร์ ชตีเก้น เซฟมือเดียวปัดออกมาได้ ทว่า นาที 34 “เสือใต้” มาชิงขึ้นนำเจ้าถิ่นไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ โธมัส มุลเลอร์ ซัดนอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งไปแฉลบตัว เอริก การ์เซีย เปลี่ยนทางเข้าประตูไปหมดสิทธิ์ที่ มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น ที่พุ่งไปผิดทางจะป้องกัน จบครึ่งแรก บาเซโลน่า ตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค 0-1 จนแล้วจนรอด นาที 56 บาเยิร์น มิวนิค มาพังประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะที่ มูเซียล่า ซัดเต็มแรงไปชนเสา บอลกระดอนมาหน้าประตูก่อนจะเป็น เลวานดอฟสกี้ ที่เบียดอาเราโฮได้ก่อนจิ้มซ้ำเข้าไปไม่พลาด ท้ายเกม นาที 85 แฟนบาร์ซ่าเงียบกันกริบหลัง “เสือใต้” มาพังประตูนำโด่ง 3-0 หลัง แซร์ช นาบรี หลุดเข้าไปซัดชนเสา กระดอนมาเข้าทาง เลวานดอฟสกี้ อีกครั้งคราวนี้โชว์เหนือใจเย็นดึงจังหวะหลอกซัดไปแฉลบ อาเราโฮ ตุงตาข่ายเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกเอาชนะ บาร์เซโลน่า 3-0 คว้าสามแต้มประเดิมแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลใหม่

แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านทุบ นิวคาสเซิ่ล สุดมัน 4-1

เริ่มเกมมา 6 นาที แม้แมนฯยูฯ MACAU GAME VIP จะเดินหน้าบุกใส่มากกว่า แต่เป็นทีมเยือนได้โอกาสจบทักทายก่อน เมื่อ โจเอลลินตัน พาบอลลุยมาจากริมสนามฝั่งซ้าย ก่อนได้จบตรงกรอบเขตโทษ แต่บอลหลุดกรอบออกหลังไปเอง 3 นาทีต่อมา บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดบอลยาวเข้ามาในกรอบเขตโทษ กองหลังนิวคาสเซิ่ล โหม่งสกัดบอลโด่ง มาเข้าทาง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้โอกาสตวัดยิงครั้งแรก แต่บอลออกหลังไปแบบมไม่มีลุ้น ก่อนนาทีที่ 10 โรนัลโด้ ได้โอกาสกระชากสับไกยิงอีกครั้ง แต่คราวนี้บอลเข้าหน้าต่างไปแบบเรียกเสียงฮือจากสาวกผีในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกมทำท่าจะจบลงด้วยเสมอแต่แล้วนาทีที่ 45+2 แฟนๆในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เฮกันลั่น เมื่อ เมสัน กรีนวู้ด ได้บอลตรงริมสนามฝั่งขวา ก่อนโยกเข้ากลางสับไกยิงนอกกรอบ บอลแฉลบแนวรับของทีมเยือน ทำให้ เฟร็ดดี้ วู้ดแมน เสียจังหวะรับบอลกระฉอก มาเข้าทางปืนของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ วิ่งตามซ้ำจ่อๆไม่เหลือ เบิกสกอร์แรกหลังคัมแบ็กในรอบ12ปีของตัวเอง และขยับให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 เริ่มครึ่งหลังนาทีที่ 54 เป็นฝั่งเจ้าถิ่นได้ทักทายก่อนจากการส่องไกลระยะ 30 หลาของ เนมันย่า มาติช แต่บอลโด่งข้ามคานออกหลังไปเยอะ นาทีที่ 56 นิวคาสเซิ่ล ตามตีเสมอได้สำเร็จ เมื่อ มิเกล อัลมิร่อน พลิกกระชากบอลมาจากกลางสนาม ก่อนเปิดบอลให้ อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง ดึงจังหวะไหลบอลให้ ฮาเวียร์ มันกีโย่ เติมเข้ามาหลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ไปซัดผ่าน ดาบิด เด เคอา ตุงตาข่ายหน้าต่างเสาสองไปอย่างสวย MACAU GAME VIP พร้อมขยับสกอร์ให้ ทีมเยือนตามมา 1-1 แต่แล้วนาทีที่ 62 สาวกเร้ดเดวิลส์ ได้เฮกันอีกครั้ง เมื่อ ปอล ป็อกบา จ่ายบอลให้ ลุค ชอว์ กระชากพาบอลมาจากแดนตัวเอง ก่อนไหลเข้ากรอบเขตโทษให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่งบอลหนึ่งจังหวะก่อนซัดเปรี้ยงด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อ ส่งบอลรอดใต้หว่างขาของ เฟร็ดดี้ วู้ดแมน ตุงตาข่าย ขยับสกอร์ให้ แมนฯยูฯ ขึ่นนำอีกครั้ง 2-1 พร้อมลุ้นทำแฮตทริกแรก ตั้งแต่วันเปิดตัวของ ซีอาร์7 นาทีที่ 80 แฟนๆใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้เฮกันอีกครั้ง เมื่อ ป็อกบา จ่ายบอลเข้ากลางหน้ากรอบเขตโทษให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส บรรจงส่องไกล ส่งบอลผ่านมือ เฟร็ดดี้ วู้ดแมน ไปอย่างยอดเยี่ยม พร้อมเบิกสกอร์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด นำห่าง 3-1 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+2 แมนฯยูฯ เมื่อ ป็อกบา จ่ายให้ มาร์กซิยาล ข้ามหลอกให้ เจสซี่ ลินการ์ด พลิกบอลอย่างสวย ก่อนปั่นยิงส่งบอลตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น นำโด่ง 4-1

ช่องทางการติดต่อ : https://macaugamevip.com/

สมัครสมาชิก LINE ID : @591pzolm

เว็บดูหนังยอดฮิต : https://x10hd.com/

ข่าวกีฬายอดนิยม : https://theking23.org/

เนย์มาร์ หัวหอก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และทีมชาติบราซิล ตัดพ้อว่าไม่ว่าจะทำยังไงคนก็ไม่ยอมรับสักที

เนย์มาร์ กองหน้าคนดังของ MACAU GAME VIP ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และทีมชาติบราซิล กล่าวเชิงน้อยใจที่หลายคนยังไม่ให้ความเคารพในตัวตน จนถึงขั้นที่ไม่รู้อีกแล้วว่าต้องทำอะไรมันถึงจะให้คนหันมายอมรับตนได้สักที ดาวเตะชาวบราซิเลียนเพิ่งทำไป 1 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ จนช่วยให้ บราซิล เอาชนะ เปรู 2-0 ในเกม ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ซึ่งมันก็ทำให้ตอนนี้สร้างสถิติเป็นคนที่ยิงประตูในการเล่นรอบคัดเลือกของศึก ฟุตบอลโลก ได้มากที่สุดตลอดกาลของ บราซิล ด้วย ที่จำนวน 12 ประตู เนย์มาร์ เผยว่า “แน่นอนว่าทีมเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมดีใจมากๆ ที่ได้เป็นดาวซัลโวสูงสุดในรอบคัดเลือก, MACAU GAME VIP ได้เป็นคนที่ทำแอสซิสต์ให้กับทีมชาติได้มากที่สุด และถ้าทุกอย่างมันเป็นไปได้ด้วยดีแล้วล่ะก็ ผมก็น่าจะได้รับเกียรติให้เป็นคนที่ทำลายสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติที่เป็นของ เปเล่ ในเร็วๆ นี้

ไม่ได้มาพักผ่อน โรนัล โด้ลั่นกลับมาพร้อมความกระหายเพื่อนำแมนยูคืนบัลลังก์

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ลูกหนัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศก้องให้โลกรู้ว่าการหวนกลับสู่บ้านหลังที่สองไม่ใช่แค่มาพักผ่อนช่วงปลายอาชีพ แต่เป็นการมาที่เต็มไปด้วยความกระหายในชัยชนะและความสำเร็จ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันการหวนกลับมาเล่นให้ทัพ “ปีศาจแดง” เพื่อช่วยให้ต้นสังกัดผงาดกลับมาคว้าแชมป์อีกครั้ง พร้อมโวลั่นจะนำความสำเร็จมากมายกลับคืนสู่ถิ่นโอลด์ MACAU GAME VIP แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง กัปตันทีมชาติโปรตุเกส วัย 36 ปีที่เพิ่งทำลายสถิติเป็นนักเตะยิงประตูมากที่สุดตลอดกาลในเกมทีมชาติจำนวน 111 ลูก กลับคืนสู่บ้านหลังที่สองในช่วงซัมเมอร์นี้หลังจากที่ออกไปหาความท้าทายในเกมลูกหนังตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมากับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด และ “ม้าลาย” ยูเวนตุส ดาวเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัย ซึ่งมีภาพกำลังเดินสำรวจสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ร่วมกับ เวส บราวน์ อดีตกองหลังชาวอังกฤษ เพื่อเตรียมตัวลงเล่นสนามเปิดตัวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมลีกรับมือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด วันที่ 11 กันยายนนี้ MACAU GAME VIP เผยว่าตนไม่ได้มาพักผ่อนในช่วงปลายอาชีพกับ “ผีแดง” แต่เต็มไปด้วยความกระหายที่จะประสบความสำเร็จกับทีมรักอีกครั้ง

อัซซูร์รี่มาแล้ว มอยเซ่ คีน เหมาคนเดียวสองประตูให้ อิตาลี ไล่ถล่ม ลิทัวเนีย ขาดลอย 5-0

ครึ่งแรก นาที 11 ทัพ “อัซซูร์รี่” ใช้โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกเป็นประตูขึ้นนำ ลิทัวเนีย 1-0 ทันที จากความผิดพลาดของแข้งทีมเยือนที่ส่งคืนหลังไม่ดีโดน มอยเซ่ คีน ฉกบอลไปก่อนกระชากเข้าไปซัดเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตูแรกกับทีมชาตินับแต่ MACAU GAME VIP มีนาคม 2019 จากนั้น นาที 14 แฟนบอลเจ้าบ้านได้เฮกันอีก เมื่อ เปสซิน่า จ่ายให้ จาโคโม่ ราสปาโดรี่ ดาวยิงจากซาสซูโอโล่ ลากตัดเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งไปแฉลบ เอ็ดการาส อุตคัส แนวรับทีมเยือนเข้าประตูตัวเองไปให้ อิตาลี นำห่างอย่างรวดเร็ว 2-0 นาที 24 อิตาลี ทะยานนำห่างเป็น 3-0 คราวนี้ โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ กระชากขึ้นมาทางขวาก่อนครอสเข้าไปในกรอบ ยุสตาส ลาซิคคาส แนวรับทีมเยือนสกัดไม่ดีไปเข้าทางปืน จาโคโม่ ราสปาโดรี่ ที่ยืนอยู่หน้ากรอบโล่งๆ ซัดเสยตาข่ายเข้าไปไม่เหลือ อีก 5 นาทีต่อมา ลูกทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ มาได้ประตูนำโด่งเป็น 4-0 จากจังหวะที่ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ MACAU GAME VIP กระดกบอลจังหวะเดียวให้ มอยเซ่ คีน สอดเข้ามาแปเข้าไปตุงตาข่ายเป็นประตูที่สองของหัวหอกจากยูเวนตุสในเกมนี้ จบครึ่งแรก อิตาลี ออกนำลิทัวเนีย ถึง 4-0 กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง แค่นาที 54 เจ้าบ้าน “อัซซูร์รี่”มาพังประตูที่ห้านำโด่งหนี ลิทัวเนียไปไกล 5-0 จากจังหวะที่ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ไหลคืนหลังให้ โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ พยายามครอสไปเสาไกลแต่น้ำหนักบอลลึกก่อนกลายเป็นดีข้ามหัวนายด่านทีมเยือนเสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างสวยงาม

อัศวินสีส้ม ยุคกุนซือ หลุยส์ ฟาน กัล เครื่องเริ่มติดหลังได้ เมมฟิส เดอปาย ระเบิดแฮตทริกพาทีมยำ ตุรกี ที่เหลือ 10 คน 6-1

เกมเริ่มได้เพียง 55 วินาที ฮอลแลนด์ ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะทางฝั่งขวา สตีเฟ่น เบิร์กเฮาส์ แทงบอลเข้าเขตโทษให้ ดาวี คลาสเซ่น ไขว้ทำชิ่งกับ เมมฟิส เดอปาย ก่อนขยับมาได้ช่องแปตามน้ำผ่านมือ อูกูร์ชาน ชาเคียร์ เช็ดโคนเสาแรกตุงตาข่ายงามหยด นาทีที่ 16 “อัศวินสีส้ม” หนีห่างเป็น 2-0 จากการประสานงานสุดสวยคราวนี้ เมมฟิส เดอปาย ดีดทำชิ่งก่อนวิ่งเข้าเขตโทษรับบอลคืนจาก ดาวี คลาสเซ่น แต่งได้จังหวะทิ่มด้วยขวาติดปลายมือ อูกูร์ชาน ชาเคียร์ แต่ยังแรงพอซุกก้นตาข่าย ต่อมานาทีที่ 35 ฮอลแลนด์ บวกสกอร์เพิ่มเป็น 3-0 สตีเฟน เบิร์กไวน์ ลากแหวกขึ้นมาทางซ้ายก่อนฝากให้ ดาวี คลาสเซ่น แตะบอลเข้าเขตโทษโดน ชักลาร์ โซยุนชู พุ่งมาสไลค์ร่วงลงไป ผู้ตัดสิน MACAU GAME VIP ไม่รอช้าเป่าเป็นจุดโทษทันที เมมฟิส เดอปาย “ปาเนนก้า” เข้าไปแบบเหนือชั้น หมดครึ่งเวลาแรก ฮอลแลนด์ 3 ตุรกี 0 แต่แล้วนาทีที่ 54 “อัศวินสีส้ม” ยำเพิ่มเป็น 4-0 จากความสามารถเฉพาะตัวของ สตีเฟน เบิร์กไวน์ ดึงจังหวะหยอดบอลโค้งไปเสาไกลถึง สตีเฟ่น เบิร์กเฮาส์ ตามมาโขกชงเข้าในให้ เมมฟิส เดอปาย ทิ้งตัวโหม่งเก็บ แฮตทริก ในเกมนี้สำเร็จ 10 นาทีสุดท้าย เจ้าถิ่นมาได้ประตูที่ 5-0 จาการประสานงานของตัวสำรอง เทิน คูปไมเนอร์ส แทงบอลจากครึ่งสนามให้ กุส ทิล โฉบมารับดึงจังหวะหลอกแนวรับก่อนหมุนตัวซัดแฉลบสีข้าง อูกูร์ชาน ชาเคียร์ เปลี่ยนทางตุงตาข่าย นาทีต่อมา ตุรกี มาได้ประตูปลอบใจจากความผิดพลาดของ จัสติน ไบจ์ลอฟ ออกบอลเบาโดนลูกขยัน ฮาลิล เดอร์วิโซกลู ตามมาปั๊มบอลไหลเข้าทาง เซนกิซ อุนแดร์ แทบจะเลี้ยงเข้าประตู MACAU GAME VIP หลังจากนนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม ฮอลแลนด์ 6 ตุรกี 1

อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ระบุ ก่อนหน้าที่จะหมดสัญญากับ ลิเวอร์พูล นั้น “หงส์แดง” เคยเสนอสัญญาฉบับใหม่ให้ตนเหมือนกัน แต่ตนปฏิเสธไปเอง

อัลเบร์โต้ โมเรโน่ แบ็กซ้าย บียาร์เรอัล สโมสรชั้นนำของศึก ลา ลีกา สเปน เปิดเผยว่าที่จริง ลิเวอร์พูล เคยมอบสัญญาฉบับใหม่ให้ตน โดยที่มีระยะเวลาถึง 5 ปีด้วย แต่สุดท้ายตนเลือกที่จะบอกลาทีมเอง โมเรโน่ เคยเป็นแกนหลักของ ลิเวอร์พูล ในช่วง 2 ฤดูกาลแรกที่อยู่กับทีม แต่หลังจากนั้นบทบาทของเขาก็ลดน้อยลงไป รวมถึงยังโดนอาการบาดเจ็บรบกวนในบางช่วงด้วย จนสุดท้ายเขาก็หมดสัญญากับทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2019 แข้งวัย 29 ปี เผยว่า “ช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นั่นนับเป็นช่วงเวลาที่งดงาม แต่มันก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน รวมถึงมีบางครั้งที่ผมโชคร้ายด้วย ในช่วง 2 ฤดูกาลแรกน่ะผมได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่พอถึงฤดูกาลที่ 3 ผู้จัดการทีมกลับเลือก เจมส์ มิลเนอร์ เป็นแบ็กซ้ายแทน ผมไม่ได้เล่นเลยตลอดทั้งซีซั่นนั้น และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำใจยอมรับได้ง่ายๆ เลย” “หลังจากนั้นผมได้คุยกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เกี่ยวกับสถานการณ์ของตัวเอง และเขาก็บอกว่าเขายังเชื่อมั่นในตัวผม ผมทำผลงานได้ดีในช่วงปรี-ซีซั่น และได้เป็นตัวจริงใน พรีเมียร์ลีก ผมได้เล่นทุกนัดทั้งในลีกและ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่จริง (เทรนเนอร์ทีมชาติสเปนในตอนนั้น ฆูเลน) โลเปเตกี เรียกตัวผมไปติดทีมด้วย ผมได้กลับไปเล่นให้ สเปน แต่ผมมาโชคร้ายเพราะผมได้รับบาดเจ็บตรงข้อเท้าในนัดสุดท้ายของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม”

เยอรมัน ผลงานจัดว่าแจ่มแจ๋ว เมื่อ แซร์ซ นาบรี้ ระเบิดฟอร์มดุจัดสอง แถมจ่ายให้เพื่อนยิงด้วย ก่อนถล่ม อาร์เมเนีย 6-0

อินทรีเหล็กออกนำเร็ว 1-0 หกนาทีแรก ติโม แวร์เนอร์ ลงไปล้วงบอลก่อนฝากให้ เลออน โกเร็ตซ์ก้า ทิ่มบอลทะลุมาหา แซร์ซ นาบรี้ ยืนรอรับทางขวาในเขตโทษ แล้วหวดบอลเสยหน้านายทวารทีมเยือนเสียบตาข่ายอีกฝั่ง เจ้าถิ่นเฮอีก 2-0 ลีรอย ซาเน่ ลากบอลตัดเข้ากลางไหลสั้นไปที่ เลออน โกเร็ตซ์ก้า แทงบอลทีเดียว มาร์โค รอยส์ สอดมาปาดบอลเลย ติโม แวร์เนอร์ แต่ยังมี แซร์ซ นาบรี้ ดักซ้ำทางเสาสองด้านขวา ซุกประตู อีกเก้านาทีต่อมา แซร์ซ นาบรี้ หยอดบอลริมเส้นทางขวา มาที่ ติโม แวร์เนอร์ สปีดมาดีดบอลย้อนตั้งเข้ากลาง และเป็น มาร์โค รอยส์ วิ่งมาตะบันตามน้ำส่งบอลเป็นสกอร์พา อินทรีเหล็ก นำห่าง 3-0 ช่วงนาทีที่ 35 ยังไม่พอก่อน โยชัว คิมมิช วางบอลโด่งมาหา เลออน โกเร็ตซ์ก้า ตามมาโหม่งชงมาที่ ติโม แวร์เนอร์ เข้าชาร์จระยะ 6 หลาทางวขวา เยอรมัน ฉีกหนี 4-0 เมื่อหมดครึ่งแรก เปิดฉากครึ่งหลัง โยชัว คิมมิช โยนเตะมุมฝั่งขวา บอลลอยมาโดนแนวรับทีมเยือนโหม่งเคลียร์ทิ้ง แต่บอลไม่พ้นอันตราย โยนาส ฮอฟมันน์ จัดการส่องไกลสวนเข้าไปบอลวิ่งเสียบตาข่ายทางขวาสุดแม่นยำ อินทรีเหล็ก ฉีก 5-0 นาทีที่ 52 เข้าท้ายเกมนาทีที่ 82 ติโม แวร์เนอร์ รับบอลจ่ายเรียด หัวหอกอินทรีเหล็กหลุดเข้าเขตโทษ แตะหลบนายทวารทีมเยือนแล้วยิงเข้าไป แต่ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าดับฝันเจ้าตัวพังสกอร์เม็ดสองเกมนี้ แต่ว่าทดเจ็บ 90+1 คาริม อเดเยมี่ หัวหอกวัย 19 ปี ลงเป็นสำรองพร้อมกดประตู นัดแรกกับทีมชาติชุดใหญ่ จบเกม เยอรมัน ถล่ม อาร์เมเนีย 6-0

ตราไก่ ของกุนซือ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ฟอร์มแกว่งต่อเนื่องหลังบุกไล่เจ๊า ยูเครน 1-1

เปิดฉากครึ่งแรก 3 นาทีเป็น ยูเครน คึกคักกว่าได้ลุ้นประตูจากจังหวะเสียบอลหน้าเขตโทษของ อองโตนี่ มาร์กซิยาล และเป็น อังเดร ยาร์โมเลนโก้ ลากแหวกขึ้นมาได้ช่องหวดด้วยขวาเหินข้ามคานออกหลัง นาทีที่ 10 “ตราไก่” ตอบโต้บ้างจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย อ็องตวน กรีซมันน์ ปั่นบอลโค้งเข้ากรอบ 6 หลามาตกใส่หัว ปอล ป็อกบา โขกแฉลบแนวรับ ยูเครน ลอยไปเข้ามือ อังเดร เปียตอฟ รับไว้ได้ไม่พลาด ต่อมานาทีที่ 19 เจ้าถิ่น ได้เสียวอีกครั้ง อังเดร ยาร์โมเลนโก้ ลากดึงแนวรับขึ้นมาทางขวาก่อนตักเข้าเขตโทษลึกมาเสาไกลเข้าทาง โรมัน ยาเรมชุค ตั้งเท้าแปตามน้ำเหินข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 43 ฝรั่งเศส เร่งเครื่อง ปอล ป็อกบา ทำชิ่งกับ อ็องตวน กรีซมันน์ ก่อนชิงจังหวะแทงเร็วให้ อองโตนี่ มาร์กซิยาล เอาชนะกับดักล้ำหน้าหลุดเดี่ยวแตะเข้าไปยิงด้วยขวาติดเท้า อังเดร เปียตอฟ ช่วยเอาไว้ได้ทัน จากจังหวะต่อเนื่องกลายเป็น ยูเครน ทะยานออกนำ 1-0 จากความสามารถเฉพาะตัวของ โรมัน ยาเรมชุค กระชากหลุดขึ้นมาทางซ้ายก่อนตบเข้าในติด เคิร์ต ซูม่า สกัดไม่ดีกลายเป็นตั้งให้ มีโคล่า ชาปาเรนโก้ วิ่งมาปั่นด้วยขวาโค้งผ่านมือ อูโก้ โยริส เสียบใต้คานงามหยด หมดครึ่งเวลาแรก ยูเครน 1 ฝรั่งเศส 0 ครึ่งหลังผ่าน 5 นาที “ตราไก่” ตามตีเสมอ 1-1 ทันควันจากบอลทางขวาของ คิงส์ลี่ย์ โกมัน ครอสเข้าเขตโทษให้ อาเดรียง ราบิโอต์ โฉบมาโขกติดหลังแนวรับ ยูเครน มาเข้าทาง อองโตนี่ มาร์กซิยาล เก็บส้นหล่นซัดไปติดเซฟ อังเดร เปียตอฟ แต่ยังแรงพอไหลเข้าประตู หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม ยูเครน 1 ฝรั่งเศส 1

กุยโด้ อัลเบอร์ส นายหน้าของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค แสดงความหวังว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะให้โอกาสนักเตะในความดูแลของตนได้ลงเล่นมากกว่านี้

กุยโด้ อัลเบอร์ส เอเยนต์ของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าจนถึงตอนนี้นักเตะในความดูแลของตนทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว พร้อมหวังว่า “ปีศาจแดง” จะให้โอกาสเขามากขึ้นในช่วงหลังจากนี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน ฟาน เดอ เบ็ค ย้ายเข้ามาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะมิดฟิลด์ที่มีอนาคตไกลจากการที่เคยทำผลงานได้สุดยอดกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม แต่เขากลับไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากเท่าไหร่นัก แถมในซีซั่นนี้ก็ยังไม่ได้ลงเล่นเกมแบบเป็นทางการให้กับทีมแม้แต่วินาทีเดียว จนทำให้ในตลาดรอบล่าสุดเขามีข่าวเกี่ยวกับการย้ายออกจากทีมด้วย อัลเบอร์ส เผยว่า “ดอนนี่ มีความสุขมากๆ กับการที่สโมสรมีความเชื่อมั่นในตัวเขาสูง แต่ต้องยอมรับว่าฤดูกาลก่อนเป็นฤดูกาลที่น่าเจ็บปวด เพราะเขาไม่ได้ลงเล่นมากเท่าไหร่ เขาพร้อมสำหรับเกมระดับนี้แล้ว มันก็แค่ขึ้นอยู่กับทางเลือกและจังหวะเวลาเท่านั้น คุณต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเซ็นสัญญากับทีมยาว 6 ปี แต่เขาอยากลงเล่น” นายหน้าของดาวเตะชาวดัตช์เสริมว่า ฟาน เดอ เบ็ค ยังไม่ถึงขั้นงอแงแต่อย่างใดกับการที่ไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากเท่าที่ควร “เขามีความอดทนสูง เขาเป็นคนที่ดี ปัญหาก็คือสิ่งแวดล้อมโดยรวมน่ะไม่มีความอดทนมากอีกต่อไปแล้ว คนที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับเขาไม่ได้รู้เรื่องที่แท้จริง พวกเขาเขียนกันตามความเชื่อของตัวเอง นั่นเป็นเทรนด์ในปี 2021 น่ะนะ

อัซซูรี่ สร้างโอกาสเกือบสามสิบครั้งแต่ไม่สามารถพังตาข่ายคว้าชัยเหนือ บัลแกเรีย ได้ลงก่อนเสมอกัน 1-1 ในเกมคัดบอลโลก 2022 โซนยุโรป กลุ่ม ซี

เปิดฉากมาเป็นทัพ “อัซซูร์รี่” ที่ครองเกมได้มากกว่า นาที 13 ได้ลุ้นจากจังหวะที่ อินซินเญ่ พยายามเล่นหนึ่งสองชิ่งกับ เอแมร์ซอน แต่บอลไปติดแนวรับกระดอนมาเข้าทาง อินซินเญ่ หลุดเข้าไปจิ้มบอลเข้าข้างตาข่าย กระนั้น นาที 16 อิตาลี มาพังประตูขึ้นนำ 1-0 ได้สำเร็จจากจังหวะที่ เฟเดริโก้ เคียซ่า ลากจากขวาตัดเข้ากลางก่อนชิ่งหนึ่งสองให้ อิมโมบิเล่ แล้วพาถึง เคียซ่า ตะบันซัดเลียดพุ่งเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด นาที 39 แฟนเจ้าถิ่นต้องเงียบกันกริบหลัง บัลแกเรีย มาไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ คิริล เดสโปดอฟ ได้บอลทางด้านซ้ายแล้วจ่ายติดไซด์ไปเสาแรกให้ อตานาส อลิเยฟ วิ่งมาซัดเสาแรกเข้าไปหมดสิทธิ์ที่ ดอนนารุมม่า จะป้องกัน จบครึ่งแรก อิตาลี เสมอ บัลแกเรีย 1-1 ครึ่งหลัง ทัพอัซซูร์รี่ ยังโหมบุกหนักตั้งแต่ต้น นาที 62 เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เปิดคอนเนอร์มาให้ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ขึ้นโขกแต่ยังโดน จอร์จี้ จอร์กีเยฟ นายด่านบัลแกเรียเซฟออกไปได้ จบเกม อิตาลี แชมป์ยุโรปล่าสุด ทำได้แค่เสมอกับ บัลเแกเรีย ในบ้าน 1-1 แบ่งแต้มกันไป

ตราไก่ เล่นเกมรุกกันไม่ออกหลังทำได้แค่เสมอกับ บอสเนียฯ ในบ้าน 1-1

เริ่มเกมมาได้แค่ 4 นาที ทัพตราไก่ทักทายก่อนหลัง ปอล ป็อกบา แทงบอลสุดสวยให้ เบนเซม่า หลุดเข้าไปยิงติดเซฟแต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะล้ำหน้าของหัวหอกจากเรอัล มาดริดไปก่อน นาที 34 บอสเนียฯมาได้ลุ้นฟรีคิกหลัง วาราน ไปเข้าหนักใส่ เอดิน เชโก้ ก่อนจะเป็น มิราเล็ม ปานิช ที่วิ่งมาซัดฟรีคิกกว่า 25 บอลพุ่งผ่านกำแพงก่อนไปเข้ามือ อูโก้ โยริส กระนั้นอีกนาทีถัดมาแฟนเจ้าถิ่นเงียบกันกริบ บอสเนียฯ มาบุกขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่แนวรับฝรั่งเศสส่งบอลหน้ากรอบกันพลาดโดน เอร์เมดิน เดมิโรวิช ตัดบอลได้ก่อนให้ เอดิน เชโก้ ลากเข้าไปซัดนอกกรอบเสียบมุมเข้าไปอย่างเด็ดขาด แต่แค่นาที 38 ฝรั่งเศส มาไล่ตีเสมอ 1-1 ทันควัน คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เปิดเตะมุมมาเสาแรก เอดิน เชโก้ พยายามสกัดแต่โขกไปชนตัว อองตวน กรีซมันน์ เปลี่ยนทางกระดอนเข้าประตู แม้ว่า อิบราฮิม เซฮิช นายด่านบอสเนียฯจะควักบอลออกมา แต่แข้งตราไก่ประท้วงว่าบอลข้ามเส้นไปแล้ว และผู้ตัดสินเช็กกับวีเออาร์ก่อนจะชี้ไปกลางสนามให้เจ้าบ้านได้ประตูตีเสมอ และเป็นเครดิตทำประตูของ กรีซมันน์ จบครึ่งแรก ฝรั่งเศส เสมอกับ บอสเนียฯ 1-1 ครึ่งหลัง กลับมาเล่นต่อแค่ นาทีที่ 50 แชมป์เก่า “ตราไก่” ต้องเหลือแค่ 10 คนเท่านั้น จากจังหวะที่ ฌูลส์ กุงเด้ พุ่งไปเสียบใส่ เซอัด โคลาซินัช อย่างน่าเกลียด ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้องวีเออาร์ก่อนวิ่งไปเช็กเหตุการณ์ที่จอมอนิเตอร์แล้วเดินมาแจกใบแดงไล่ กุงเด้ ออกสนามไป จบเกม ฝรั่งเศส ทำได้แค่เสมอกับ บอสเนียฯ 1-1 แบ่งแต้มกันไปทีมละหนึ่งคะแนน ทำให้ “ตราไก่” ยังไม่แพ้ทีมใด มีเพิ่มเป็น 8 คะแนนนำจ่าฝูงกลุ่ม ดี ต่อ ส่วน บอสเนียฯ ต้องหาชัยชนะนัดแรกต่อไปหลังมีแค่ 2 คะแนน รั้งอันดับ 4 ของกลุ่ม

กุยโด้ อัลเบอร์ส นายหน้าของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด ขัดขวางโอกาสที่จะย้ายทีมของดาวเตะชาวดัตช์ พร้อมบอกว่า ฟาน เดอ เบ็ค แค่อยากได้ลงเล่นฟุตบอลเท่านั้น

กุยโด้ อัลเบอร์ส เอเยนต์ของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความไม่พอใจที่ “ปีศาจแดง” ขัดขวางการย้ายทีมของดาวเตะชาวดัตช์ในตลาดการซื้อ-ขายนักเตะ รอบซัมเมอร์ที่เพิ่งปิดตัวลงไป ฟาน เดอ เบ็ค ย้ายจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน พร้อมกับชื่อเสียงของการเป็นนักเตะอายุน้อยที่ได้รับการจับตามองอย่างมากหลังจากที่เคยทำผลงานได้โดดเด่นกับทั้ง อาแจ็กซ์ และ ฮอลแลนด์ อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากเท่าไหร่นักจนส่งผลให้เวลาที่ได้ลงสนามฟอร์มก็ออกมาไม่ดีเท่าไหร่ตามไปด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์ของ ฟาน เดอ เบ็ค ยังดูน่าเป็นห่วงอยู่ หลังจากฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเล่นในลีกมาแล้ว 3 เกม แต่เขากลับยังไม่ได้ลงสนามแม้แต่วินาทีเดียว โดยมันส่งผลให้เขาหลุดจากทีมชาติฮอลแลนด์ชุดล่าสุดด้วย ซึ่งที่จริงในช่วงที่ผ่านมาเขาก็มีข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมหนักพอตัว ก่อนที่สุดท้ายจะไม่ได้ย้ายไปไหน อัลเบอร์ส เผยว่า “วันนี้ผมพยายามที่จะหาสโมสรใหม่ให้ ดอนนี่ ทุกคนรู้ดีว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง เราทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะให้เกิดการย้ายทีม แต่สโมสรกลับขวางทุกอย่าง ที่จริงแล้วมีทีมจากทั้ง อิตาลี, เยอรมนี และ อังกฤษ ที่ให้ความสนใจในตัวเขาอย่างมาก ที่จริงผมไม่อยากจะพูดอะไรมากหรอกนะ ทุกคนก็รู้ดีว่า ดอนนี่ เป็นคนแบบไหน เขาก็แค่อยากเล่นฟุตบอลเท่านั้น เขารักฟุตบอลมาก ถ้าคุณตัดสินจากปฏิกิริยาของผมแล้วน่ะคุณก็คงจะบอกได้ว่ามันเป็นยังไง ตอนแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหมือนจะอนุญาตให้เกิดการย้ายทีมแล้ว

ต้องแชมป์แล้ว ป็อกบาชู แมนยู ชุดนี้แกร่งสุดเท่าที่เคยร่วมงานด้วย

ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ “ปีศาจแดง” ชุดนี้เป็นชุดที่ดีที่สุดเท่าที่ตนเคยร่วมงานด้วย พร้อมยืนยันว่ายังมีความสุขกับการเล่นให้ทีมอยู่ ปอล ป็อกบา กองกลางคนดังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าขุมกำลังของ “ปีศาจแดง” ชุดฤดูกาล 2021-22 ถือเป็นขุมกำลังชุดที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ตนเคยเจอมาตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับทีม ฤดูกาลก่อนถึงแม้ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะทำผลงานได้ดีขึ้น แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องจบซีซั่นแบบมือเปล่าจากการเป็นเพียงรองแชมป์ลีกกับรองแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ทำให้ในซัมเมอร์นี้พวกเขาทำการเสริมทัพอย่างหนักจนถึงขั้นได้นักเตะระดับ เจดอน ซานโช่, ราฟาแอล วาราน และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาร่วมทีม ซึ่งนั่นก็ทำให้กูรูหลายคนมองด้วยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีดีพอที่จะได้แชมป์สักรายการในฤดูกาลนี้ ป็อกบา เผยว่า “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่เสมอ แต่นี่นับเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดเลยล่ะ (หมายถึงนับเฉพาะช่วงที่ ป็อกบา อยู่กับทีม) แน่นอนอยู่แล้วว่าการคว้าแชมป์มาครองให้ได้มันอยู่ในดีเอ็นเอของสโมสรนี้ไปแล้ว เรามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่ดีพอจะเป็นแชมป์ได้ เรารู้ดีว่าการเป็นแชมป์น่ะมันทำได้ยาก แต่เราจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อที่จะได้ชูถ้วยแชมป์กันในฤดูกาลนี้” ดาวเตะวัย 28 ปีเสริมว่าตอนนี้ตนยังมีความสุขกับทีมอยู่ หลังจากที่เจ้าตัวตกเป็นข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนัก โดยพอโดนถามถึงเรื่องอนาคตของตัวเองแล้วนั้น ป็อกบา ก็ตอบว่า “พูดกันตามตรงนะ ผมยังมีความสุขมากๆ อยู่ ผมยังสนุกกับตัวเองอยู่ พรีเมียร์ลีก กลับมาแล้ว ผมได้เล่นฟุตบอลอีกครั้งหลังจากมีวันหยุดที่ดี ดังนั้นโดยรวมแล้วมันก็ถือว่าดีมากๆ”

ผีแดง หลังซัดประตูชัยในช่วงท้ายเกมให้ทีมบุกไปเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0

เปิดฉากมาไม่ถึง 3 นาที วูล์ฟแฮมป์ตัน เกือบชิงขึ้นนำหลัง อดาม่า ตราโอเร่ พาบอลสวนกลับควบเดี่ยวขึ้นมาก่อนไหลออกขวาให้ ราอูล ฮิมเนซ ซัดเสาแรกแต่ยังไปติดขาของ ดาบิด เด เคอา ที่เซฟออกมาได้ เท่านั้นไม่พอ นาทีที่ 6 เจ้าถิ่นโต้กลับเร็วขึ้นมาอีก ชูเอา มูตินโญ่ แทงขึ้นหน้าบอลไปติด เฟร็ด ก่อนกระดอนไปเข้าทาง ตรินเกา กระชากหนีเฟร็ดเข้าไปซัดผ่านตัว เด เคอา กำลังจะเข้าอยู่แล้วแต่ยังมี แอรอน วาน-บิสซาก้า พุ่งสไลด์สกัดบอลออกไปหวุดหวิด นาที 26 วูล์ฟส์ฯ ได้เสียวอีกคราวนี้ ราอูล ฮิมิเนซ ตวัดบอลเข้าไปเสาไกลในกรอบ 6 หลา โรแม็ง ซาอิสส์ สอดมาล้มตัวซัดด้วยซ้ายถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่่ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นจังหวะที่ ฮิมิเนซ ล้ำหน้าไปก่อน นาที 45 ลูกทีมของ โซลชา เกือบชิงขึ้นนำหลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ จ่ายบอลเร็วให้ เมสัน กรีนวู้ด หลุดเข้าไปก่อนซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเลียดถากเสาออกไป จบครึ่งแรก วูล์ฟแฮมป์ตัน ยังเสมอกับ แมนฯยูไนเต็ด 0-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 53 โอเล กุนนาร์ โซลชา ส่ง เอดินสัน คาวานี่ ลงไปเล่นแทน แดเนี่ยล เจมส์ นาที 63 เจ้าบ้านพลาดโอกาสได้ประตูนำ หลัง มูตินโญ่ ออกบอลให้ ราอูล ฮิมิเนซ ก่อนแทงขึ้นหน้าให้ อดามา ตราโอเร่ หลุดเข้าไปในกรอบแล้วจ่ายเลียดมากลางประตูให้ ตรินเกา ซัดเลียดหลุดกรอบออกไป นาที 81 กลายเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มาลงโทษเจ้าถิ่นจากจังหวะที่ เมสัน กรีนวู้ด ได้บอลทางขวาก่อนกระชากเข้าไปซัดสุดแรงบอลพุ่งจนผ่านมือ โฮเซ่ ซาร์ เข้าไปอย่างเด็ดขาด ก่อนวีเออาร์จะเช็กแล้วยืนยันให้ประตู ทำให้ “ผีแดง” ขึ้นนำ 1-0 จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกคว้าชัยเหนือ วูล์ฟแฮมป์ตัน หวุดหวิด 1-0 มีเพิ่มเป็น 7 คะแนน แต่ลูกได้เสียเป็นรองขุนค้อนที่รั้งรองจ่าฝูง ทว่าดีกว่า เชลซี, ลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน รั้งอันดับ 3 ตามหลังจ่าฝูงสเปอร์ส2แต้ม

อาร์เซน่อล ดูจะกู่ไม่กลับเสียแล้วหลังบุกไปโดน แมนฯ ซิตี้ ถล่มยับเยิน 0-5

ครึ่งแรกเกมดำเนินมาเพียง 7 นาทีเท่านั้น แมนฯ ซิตี้ ที่ขึงบุกใส่มาได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 จากโอกาสครั้งแรก กาเบรียล เชซุส เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาให้ อิลคาย กุนโดกัน ขึ้นโหม่งที่เสาไกลจ่อๆเข้าประตูไป หลังจากนั้น นาทีที่ 12 สกอลร์ไหลห่างเป็น 2-0 อย่างรวดเร็ว เปิดฟรีคิกเข้าเขตโทษ เซดริก โซอาเรส สกัดบอลพลาดเลยไปถึง แฟร์ราน ตอร์เรส หลุดมาซัดโล่งๆไม่เหลือ แม้ผู้ตัดสินจะเช็ก VAR จากจังหวะการทำฟาวล์ของแข้ง อาร์เซน่อล ในกรอบเขตโทษแต่ยังยืนยันให้เป็นประตู ท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 43 แจ็ค กรีลิช กระชากขึ้นมาทางฝั่งซ้ายลากเข้าเขตโทษแล้วไหลถวายพานให้ กาเบรียล เชซุส ยืนตวัดยิงจ่อๆเข้าประตูไปให้ แมนฯ ซิตี้ นำ อาร์เซน่อล เป็น 3-0 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ สกอร์หนีเป็น 4-0 ในนาทีที่ 53 แฟร์ราน ตอร์เรส ไหลบอลย้อนให้ โรดรี้ วิ่งมาปั่นเล่นทางด้วยขวาหน้าเขตโทษส่งบอลเสียบเสาสองเข้าประตูไป เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ซิตี้ เปิดรัง ถล่ม อาร์เซน่อล 5-0 คว้าชัยสองนัดรวดขยับขึ้นไปรั้งจ่าฝูงชั่วคราว ส่วน “ปืนใหญ่” ยังยิงใครไม่ได้แถมโดนคู่แข่งกระทุ้งไปถึง 8 ลูกเท่ากับ นอริช จมอยู่รองบ๊วยของตาราง

กอนซาโล่ เกเดส โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ทั้งยิงและจ่ายก่อนพา บาเลนเซีย เปิดบ้านไล่ถล่ม อลาเบส 3-0

ออกสตาร์ทเกมมาได้แค่ 3 นาที แฟนเจ้าถิ่นเฮกันลั่นหลัง บาเลนเซีย ชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 อย่างรวดเร็ว บอลจาก เดนีส ชีรีเชฟ ครอสมาเสาแรกให้ ดาเนี่ยล วาส โฉบมาซัดบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย นาที 32 ฟากุนโด้ เปยิสตรี้ ได้บอลทางริมเส้นก่อนผ่านมาให้ จอห์น กุยเด็ตติ ได้ยิงอีกครั้งแต่ก็ยังไม่ผ่าน มามาร์ดาชวีลี่ ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+2 ไอ้ค้างคาวมาพังประตูหนีห่าง 2-0 ได้สำเร็จ บอลเริ่มจาก โฆเซ กาย่า ครอสจากด้านซ้ายยาวไปเสาไกลให้ กอนซาโล่ เกเดส สอดมาแปบอลเข้ากลางแม้จะเลยหลัง การ์ลอส โซเลร์ แต่เจ้าตัวยังใช้เท้าขวาดีดบอลเข้าประตูไปอย่างเหนือชั้น จบครึ่งแรก บาเลนเซีย ขึ้นนำ อลาเบส 2-0 ครึ่งหลัง กลับมาสู้กันใหม่ นาที 56 อลาเบส เกือบได้ลุ้นตีไข่แตก บอลจากฟรีคิก หลุยส์ โรย่า เปิดมาเข้าหัว แมตต์ เมียร์ซก้า เช็ดบอลกำลังจะพุ่งเสียบเสาไกลแต่ จอร์จี้ มามาร์ดาชวีลี่ ยังเหนียวบุกปัดมือเดียวออกหลังหวุดหวิด เมื่อทำไม่ได้ อลาเบส ต้องมาเสียเม็ดที่สามให้เจ้าถิ่นใน นาที 60 บอลยาวจากหลังมาให้ มักซี่ โกเมซ พักบอลก่อนเบียดจน ฟลอเรียง เลอเฌิน ล้มลงไปแล้วไหลบอลนิ่มๆให้ กอนซาโล่ เกเดส ซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเลนเซีย นำโด่ง 3-0 ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่มเติม จบเกม บาเลนเซีย ชนะ อลาเบส 3-0 เก็บสามแต้มแซงขึ้นนำจ่าฝูงมี 7 คะแนน

สเปอร์ส ตีตั๋วตะลุย ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก สำเร็จ เมื่อกัปตัน “แฮร์รี่ เคน” คัมแบ็กลงตัวจริงอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปลายซีซั่นที่แล้ว จัดสองประตูพาทีมทุบ ปาซอส แฟร์ไรร่า 3-0

แฮร์รี่ วิงค์ส แย่งบอลกลางสนาม หยอดมาที่ ไบรอัน กิล ฉีกมาเก็บบอลริมเขตโทษทางซ้าย ก่อนปาดให้ แฮร์รี่ เคน แตะบอลแล้วซัดระยะ 7 หลา ส่งบอลซุกก้นตาข่าย สเปอร์ส นำ 1-0 ในนาทีที่ 9 อีกสิบนาทีถัดมา ลูคัส มูร่า เลี้ยงบอลเลาะริมสนาม แปะสั้นให้ โจวานี่ โล เซลโซ่ โยกหลบแข้งทีมเยือน ก่อนตบบอลทะลักเลยมาเสาสองด้านซ้าย ทว่า ไรอัน เซสเซอญง โดนแนวรับปาซอส ขวางไว้ บอลกลิ้งออกหลัง เจ้าบ้านชวดจังหวะออกนำ อีกเพียงสองนาที ไบรอัน กิล ไหลบอลให้ แฮร์รี่ เคน วางเท้าตะบันนอกกรอบไปติดขาแนวรัยบปาวอส กลายเป็น โจวานี่ โล เซลโซ่ ตามมาเก็บบอลในเขตโทษ แต่งบอลทะลักมาหาดาวยิงชาวผู้ดี ซัดแหวกแนวรับทีมเยือนที่ยืนขวางหน้าปากประตูเข้าไปเป็นลูกที่สองของ เคน ต้อนรับการกลับมาเป็นตัวจริง หมด 45 นาทีแรก สเปอร์ส ทิ้งห่าง 2-0 และแล้วเจ้าบ้านหนีเป็น 3-0 โจวานี่ โล เซลโซ่ หลอกยิงลูกนิ่งริมกรอบเขตโทษด้านขวา บอลพุ่งมาถูก วิตอรีโน่ อันตูเนส ฟูลแบ็กปาซอสโหม่งพลาดซุกประตูตนเองไป เข้าท้ายเกมนาทีที่ 83 โจวานี่ โล เซลโซ่ โชว์จ่ายจังหวะเดียวไปที่ ซง ฮึง-มิน ตัวสำรองเกมนี้กระชากหลบแนวรับทีมเยือน ก่อนซัดเต็มแรง อันเดร แฟร์เรยร่า นายทวารปาซอส ไม่เหม่อสกัดทิ้งออกหลัง จบเกม สเปอร์ส ถล่ม ปาซอส แฟร์ไรร่า 3-0 รวมสองนัดเป็น ไก่เดือยทอง สอยได้ 3-1 ฉลุยเข้าร่วมศึกยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก โดยรอบจับสลากแบ่งกลุ่มกันต่อไป

ไอ้ปืนใหญ่ ไม่ทำให้ขายหน้าหลังบุกไปยำใหญ่ใส่เจ้าบ้าน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน จากแชมเปี้ยนชิพแบบยับเยิน 6-0 ฉลุยเข้าไปเล่นในรอบ 3 ต่อไป

เปิดฉากครึ่งแรก “ปืนใหญ่” ไล่กดดันก่อนทว่า เจ้าบ้าน “เดอะ แบ็กกี้ส์” หวิดได้ลุ้นขึ้นนำในนาที 11 หลัง ทอม เฟลโลว์ส อัดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งเกือบเสียบมุมแต่ แอรอน แรมส์เดล นายด่านตัวใหม่ของอาร์เซน่อลโชว์ซูเปอร์เซฟพุ่งปัดออกไปได้ นาที 17 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่บุกมาขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่แนวรับเจ้าถิ่นเคลียร์บอลไม่ดีโดน บูกาโย่ ซาก้า แย่บอลไปได้ก่อนตะลุยเข้าไปซัดในกรอบด้วยซ้าย บอลพุ่งไปติดเซฟ อเล็กซ์ พาลเมอร์ ปัดไปเข้าทาง โอบาเมย็อง ตามเข้าไปซ้ำไม่เหลือ นาที 23 ไอ้ปืนใหญ่เกือบได้ลุ้นอีก คราวนี้ ไอ้หนู บูกาโย่ ซาก้า เลี้ยงตัดจากซ้ายเข้าหน้ากรอบแล้วตะบันด้วยขวา บอลพุ่งไปติดพวกเดียวกันเอง แต่ยังไปเข้าทาง มาร์ติน โอเดอการ์ด ทว่าอดีตแข้งเรอัล มาดริดดันยิงมุมแคบไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย นาที 45 ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะที่ นิโกล่าส์ เปเป้ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดชนเสา บอลมาเข้าทาง ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง ซ้ำเข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่สองในเกมนี้ของดาวยิงชาวกาบอง ครึ่งหลัง นาที 50 สกอร์ของไอ้ปืนใหญ่ นำห่างไปอีกถึง 4-0 จากความยอดเยี่ยมของ บูกาโย่ ซาก้า ที่โชว์สกิลเลี้ยงจากครึ่งสนามเข้าไปก่อนฝากให้ มาร์ติน โอเดอการ์ด ไขว้จ่ายจังหวะเดียวให้ ซาก้า วิ่งหลุดเข้าไปซัดบอลหนีมือ พาลเมอร์ เข้าไปตุงตาข่าย นาที 62 แฟนๆ เดอะ กันเนอร์ส ได้เฮกันอีกหลัง อาร์เซน่อล มาซัลโวเม็ดที่ห้าจากจังหวะที่ นิโกล่าส์ เปเป้ ตัดบอลได้ก่อนจ่ายเข้ากลางให้ เมตแลนด์-ไนล์ส ป้ายออกซ้ายให้ โอบาเมย็อง ปั่นด้วยขวาลูกถนัดบอลพุ่งเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม ให้ อาร์เซน่อล นำโด่ง 5-0 กระนั้น นาทีอีกสองนาทีถัดมา ลูกทีมของ อาร์เตต้า มาได้นำห่างไปไกลเป็น 6-0 จากจังหวะที่ นิโกล่าส์ เปเป้ ปาดมาเสาแรกให้ อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ วิ่งมาแปเข้าไปไม่พลาด

เอฟเวอร์ตัน เป่าปากหืดจับกว่าจะบุกไปคว้าชัยเหนือ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ทีมระดับแชมเปี้ยนชิพ 2-1

เปิดจากมา 3 นาทีแรก แนวรับของเจ้าถิ่นเกือบมาพลาดง่ายๆ หลัง ทอม ลีส์ ส่งคืนหลังสั้นไปโดน มอยเซ่ เคน ตัดบอลได้ก่อนลากเข้าไปซัดหน้ากรอบบอลพุ่งถากเสาออกไปแบบได้เสียว หลังบุกอยู่พักใหญ่ นาที 26 เอฟเวอร์ตัน มาพังประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ ทอม เดวิส ตัดบอลได้กลางสนามก่อนพาบอลขึ้นมาแล้วแทงทะลุให้ อเล็กซ์ อิโวบี้ หลุดเข้าไปยิงสวนตัวนายด่านเจ้าถิ่นเข้าไป กระทั่ง นาที 45 ก่อนจบครึ่งแรกเจ้าบ้าน ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ มาพังประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะได้คอนเนอร์ทางมุมซ้าย ซอร์บา โธมัส เปิดบอลเข้ามาให้ ทอม ลีส์ ขึ้นโขกเต็มหัวส่งบอลซุกก้นตาข่ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด จบครึ่งแรก ฮัดเดอร์สฟิลด์ เสมอ เอฟเวอร์ตัน 1-1 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง กลายเป็นเจ้าบ้านที่โหมบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 56 เกือบได้ลุ้นแซงขึ้นนำหลัง ดูแอน โฮล์มส์ สับไกยิงนอกกรอบบอลกำลังจะมุดเสียบใต้คานอยู่แล้วแต่ เบโกวิช ยังเหินปัดมือเดียวออกไปอย่างยอดเยี่ยม กระทั่งกลายเป็นทีมเยือน เอฟเวอร์ตัน ที่แซงขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 จากจังหวะที่ อันเดร โกเมส หลุดถึงเส้นหลังในกรอบเขตโทษแล้วปาดมาในกรอบ 6 หลาให้ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ โฉบมาซัดบอลเสยตาข่ายเข้าไป จบเกม เอฟเวอร์ตัน ที่เหลือแค่ 10 คนบุกมาเอาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ แบบหืดจับ 2-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสามต่อไป โดยจะมีการจับสลากรอบต่อไปในวันพุธนี้หลังจบคู่ เวสต์บรอมวิช กับ อาร์เซน่อล

มิชาอิล อันโตนิโอ งัดฟอร์มสุดดุหลังเหมาคนเดียวสองประตู และจ่ายอีกหนึ่งพา เวสต์แฮม ไล่ถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เหลือแค่ 10 คน 4-1

เริ่มเกมมาแค่ 6 นาทีแรก เจ้าบ้าน “ขุนค้อน” ได้ทักทายใส่ก่อนเลยหลังบอลชิ่งเข้ามาหน้าประตูก่อนมาเข้าทาง ซาอิด เบนราห์ม่า วิ่งมาปั่นด้วยขวาแต่ยังไปเข้ามือ คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล นาที 26 เวสต์แฮม มาชิงขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ เจมี่ วาร์ดี้ ทำเสียบอลกลางสนาม บอลมาถึง โบเว่น ให้ ปาโบล ฟอร์นัลส์ ก่อนป้ายออกซ้ายให้ ซาอิด เบนราห์ม่า ครอสเร็วมาหน้าประตูให้ ฟอร์นัลส์ โฉบมาหักยิงด้วยซ้ายเสียบโคนเสาไกลเข้าไป จบครึ่งแรก เวสต์แฮม ขึ้นนำ เลสเตอร์ 1-0 กระนั้น นาที 56 เวสต์แฮม มาพังประตูนำห่างเป็น 2-0 จนได้ จากความผิดพลาดของ ซากลาร์ โซยุนชู ที่ส่งคืนหลังพลาดโดน มิชาอิล อันโตนิโอ ตัดบอลได้ก่อนจ่ายคืนเข้ากลางให้ ซาอิด เบนราห์ม่า วิ่งมาซัดเข้าไปไม่พลาด นาที 70 แฟนบอลเดอะ ฟ็อกซ์มาได้เฮบ้าง หลัง เลสเตอร์ ซิตี้ ตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ เจมส์ แมดดิสัน ตวัดบอลเข้ากลาง แพทสัน ดากา ที่เพิ่งลงมายิงไม่โดน เลยไปเข้าทาง ยูริ ตีเลมันส์ ซัดไปติดบล็อค อารอน เครสส์เวลล์ ก่อนมาเข้าทาง ตีเลมันส์ อีกทีตามซ้ำเข้าไป กระนั้นในนาที 80 “ขุนค้อน” มายิงนำห่างเป็น 3-1 จากจังหวะที่ เดแคลน ไรซ์ ครอสบอลจากซ้ายเข้ามาให้ มิชาอิล อันโตนิโอ กลับตัวตะบันด้วยขวาเต็มข้อบอลพุ่งเสียบมุมตาข่ายเข้าไป เป็นประตูที่ 48 ของ “ขุนค้อน” ทำสถิติแซงหน้า เปาโล ดิ คานิโอ ตำนานแข้งของเวสต์แฮมที่ทำไว้ 47 ประตู เท่านั้นไม่พอ นาที 84 เจ้าบ้านขุนค้อนมานำโด่งเป็น 4-1 และเป็นเจ้าเก่า มิชาอิล อันโตนิโอ ที่รับลูกผ่านของ วลาดิเมียร์ ซูฟัล ก่อนดีดข้ามหัว แดเนี่ยล อมาร์ตีย์ อย่างเหนือชั้นเข้าไปจิ้มบอลผ่านตัว คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ พร้อมลูกที่ 49 ขึ้นนำเป็นดาวซัลโวตลอดกาลของทีมคนใหม่ จบเกม เวสต์แฮม ฟอร์มสุดโหดไล่ถล่ม เลสเตอร์ ซิตี้ 4-1 เก็บชัยสองนัดติด มี 6 แต้มเต็ม แต่แซงทั้ง เชลซี และลิเวอร์พูลขึ้นนำจ่าฝูงด้วยประตูยิงที่มากกว่า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประเดิมสามแต้มแรกได้สำเร็จเปิดรังถล่ม นอริช ซิตี้ ไปขาดลอย 5-0

ครึ่งแรกเปิดฉกามา 7 นาที แมนฯ ซิตี้ ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะการเปิดทางขวาของ กาเบรียล เชซุส เปิดยัดเข้าเขตโทษ แกรนท์ ฮานลี่ย์ พยายามสกัดบอลเปลี่ยนทางไปโดน ทิม ครูล เข้าประตูตัวเองไป หลังจากนั้นยังเป็นโอกาสบุกของ แมนฯ ซิตี้ และเกือบมาได้ลูกสอง ในนาทีที่ 15 กาเบรียล เชซุส จ่ายบอลทะลุช่องให้ แฟร์ราน ตอร์เรส หลุดไปยิงมุมแคบเข้าประตูไป แต่ผู้ตัดสินย้อนไปเช็ก VAR ด้วยตัวเองยึดประตูคืนเนื่องจาก แบร์นาร์โด ซิลวา ไปทำฟาวล์ใส่แนวรับ นอริช ก่อน อย่างไรก็ตามเจ้าถิ่นมานำ 2-0 จนได้ในนาทีที่ 23 จากจังหวะที่ กาเบรียล เชซุส จ่ายยัดเข้าเขตโทษแนวรับ นอริช สกัดบอลไปเข้าทาง แจ็ค กรีลิช ที่ยืนอยู่ลโล่งๆใช้เข่าสกิดบอลเข้าประตูไป ช่วงเวลาที่เหลือยังเป็น “เรือใบสีฟ้า” ที่เดินหน้าขึงบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียวแต่ทำประตูเพิ่มไม่ให้จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ นำ นอริช 2-0 ครึ่งหลังเกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 64 สกอร์ไหลห่างเป็น 3-0 จากจังหวะลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายแนวรับ นอริช สกัดบอลไม่ขาดไปเข้าทางปืนของ ลาปอร์ต ยิงจ่อเข้าประตูไป เท่านั้นไม่พอ นาทีที่ 70 กาเบรียล เชซุส หลุดไปถึงสุดเส้นหลังแล้วจ่ายถวายพานให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เข้าชาร์จโล่งๆไม่เหลือให้ แมนฯ ซิตี้ นำ 4-0 เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ซิตี้ ถล่ม นอริช ซิตี้ 5-0 คว้าชัยนัดแรกได้สำเร็จ

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เกมนี้ยังคงไร้ เมสซี่ แต่ไม่มีปัญหาเมื่อทีมบุกมาเบียดเอาชนะ แบรสต์ 4-2

เปิดฉากมา 4 นาทีแรก ทีมเยือน เปแอสเช เกือบได้ลุ้นขึ้นนำ จากจังหวะต่อบอลกันสวยงาม เริ่มจาก อัชราฟ ฮาคิมี่ ฝากเข้ากลางให้ มาร์โก แวร์รัตติ แทงเร็วให้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หลุดเข้าไปซัดมุมแคบด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านเซฟของ มาร์โก บิซ็อต นายด่านของแบรสต์ แบรสต์ นานๆ จะได้ลุ้น นาที 18 เอร์เรร่า ไปเสียฟาวล์หน้ากรอบเขตโทษ ก่อนที่ อิยองก้า เอ็มบ็อก จะตะบันฟรีคิกกว่า 25 หลาแต่ปั่นบอลข้ามกำแพงออกหลังไปไกลแบบหมดลุ้น กระนั้น นาที 23 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ครอสไปติดหัว ชาร์กดงเนต์ เคลียร์มาเข้าทาง อันเดร์ เอร์เรร่า วิ่งมาวอลเลย์นอกกรอบแบบไม่จับบอลพุ่งกระดอนพื้นก่อนเบียดเสาเข้าไปอย่างสวยงาม จนแล้วจนรอด นาที 36 เจ้าบ้านมาสังเวยเม็ดที่สองให้ เปแอสเช บุกมาทิ้งห่าง 2-0 บอลจาก คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ วางออกขวาให้ ฮาคิมี่ ที่วันนี้เติมไม่ลงขึ้นโขกชงเข้ากลางให้ ไวจ์นัลดุม ซัดไปติดบล็อคเจ้าถิ่นก่อนบอลจะกระดอนสูงไปเข้าทาง เอ็มบั๊ปเป้ ที่โถมมาโขกบอลผ่านมือนายด่านแบรสต์เข้าไป เป็นประตูแรกของเจ้าตัวในฤดูกาลนี้อีกด้วย นาที 42 แฟนบอลเจ้าบ้านมาได้เฮกันลั่นบ้าง หลัง แบรสต์ มาตีไข่แตกไล่ เปแอสเช มา 1-2 จากจังหวะที่ เอ็มปั๊ปเป้ ทำเสียบอลก่อนเจ้าถิ่นสวนกลับเร็วแทงขึ้นหน้าให้ สตีฟ มูนี่ พาบอลเลี้ยงเข้าไปหน้ากรอบก่อนปาดเข้ากลางให้ โรแม็ง แฟฟร์ ไขว้จ่ายเร็วออกขวาให้ ฟร็องค์ โอโนราต์ ทะลุมาซัดเลียดเต็มแรงพุ่งผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส เข้าไปตุงตาข่าย จบครึ่งแรก แบรสต์ ตามหลัง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 1-2 นาที 73 กลายเป็น ทีมจากเมืองหลวงมาพังประตูนำห่างเป็น 3-1 บอลต่อเนื่องจากลูกเตะมุมเลยมาเสาไกล อันเดร์ เอร์เรร่า เก็บบอลได้ก่อนจ่ายเข้ากลางให้ อิดริสซา เกย์ ลากเข้ามาซัดระยะไกลเกือบ 40 หลาบอลพุ่งติดไซด์ติดปลายมือ บิซ็อต ก่อนเบียดโคนเสาเข้าไปอย่างสวยงาม เจ้าบ้านไม่ยอมง่าย นาที 85 ไล่เปแอสเชมาเป็น 2-3 จากจังหวะที่บอลครอสมาเสาไกลถึง สตีฟ มูนี่ ซัลโวผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส เข้าไปอย่างเฉียบขาด ช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 ปารีส มากระทุ้งประตูปิดกล่องให้ทีมเยือนหนีไป 4-2 จากจังหวะสวนกลับเร็ว อังเคล ดิ มาเรีย พาบอลขึ้นมาก่อนชิ่งกับ ฮาคิมี่ เล่นหนึ่งสองจ่ายจังหวะเดียวกับ ดิ มาเรีย หลุดเข้าไปก่อนกระดกบอลข้ามหัวนายด่านแบรสต์เข้าไปอย่างเหนือชั้น

สเปอร์ส พักตัวผู้เล่นตัวหลักแทบยกชุดจากเกมเปิดลีก บุกปราชัยให้ ปากอส แฟร์ไรร่า 0-1

เกมเดินถึงนาที 17 ปากอส ทักทาย เดนิลซอน เปเรยร่า ยกบอลหลบแนวรับทีมเยือน บอลกระดอนมาหา นูโน่ ซานโตส แตะบอลเข้าไปซัดเขตโทษ แต่เจอ ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ ล้มตัวรับปิดเสาแรกด้านซ้าย สเปอร์ส เล่นไม่ได้เหนือกว่า ภาพรวมจังหวะเข้าทำมีน้อย ก่อนมาถูก ลูกัส ซิลวา มิดฟิลด์ริมเส้นเจ้าบ้าน หลุดกับดักล้ำหน้าดวลเดี่ยวนายทวารคู่แข่ง จัดการหวดกองก้นตาข่ายพา ปากอส นำ 1-0 ช่วงครึ่งแรก ไก่เดือยทองเร่งบุก แฮร์รี่ วิงค์ส เปิดลูกเตะมุมเข้ากลางเขตโทษ แข้งเจ้าบ้านโหม่งเคลียร์บอลไม่ไปไหน แมตต์ โดเฮอร์ตี้ พยายามตวัดบอลกลับมาหน้าประตู ทว่ากรรมการชี้ลูกเลยออกเส้นหลังก่อนแล้ว ในนาทีที่ 53 ครึ่งหลังฝั่งทีมเยือนจากอังกฤษ ยังคงเล่นไม่ออก แนวรุกไร้จินตนาการสร้างสรรค์โอกาสยิงประตู โดยทั้งเกมพวกเขาได้ซัดเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แถมไม่ตรงกรอบสักหน จนแล้วจนรอดพังตาข่ายเอาคืนเจ้าถิ่นไม่ได้ จบเกม สเปอร์ส บุกพ่าย ปากอส แฟร์ไรร่า 0-1 รอแก้ตัวนัดสองวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคมต่อไป

สปอร์ต สื่อกีฬาชื่อก้องของแคว้นกาตาลุนย่า ระบุ บาร์เซโลน่า ยังยืนกรานเสียงแข็งว่าจะเว้นว่างเบอร์ 10 ของ ลิโอเนล เมสซี่ กับการสู้ศึกในฤดูกาลนี้

บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน ยังคงตั้งใจที่จะไม่ให้มีคนได้สวมเสื้อเบอร์ 10 ลงสู้ศึกในฤดูกาล 2021-22 แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวลือว่าพวกเขาคิดที่จะให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ได้เป็นเจ้าของเบอร์ดังกล่าวก็ตาม จากการรายงานของ สปอร์ต สื่อกีฬาชื่อดังของแคว้นกาตาลุนย่า ลิโอเนล เมสซี่ คือเจ้าของเสื้อเบอร์ 10 คนล่าสุดของ บาร์เซโลน่า โดยเขาสวมเบอร์ดังกล่าวให้ทีมมาตั้งแต่ฤดูกาล 2008-09 และเจ้าตัวก็ทำผลงานได้สุดยอดในเบอร์ดังกล่าวจนทำให้เบอร์นั้นเป็นภาพลักษณ์อย่างหนึ่งของเขาไปแล้ว ก่อนที่เขาจะต้องแยกทางกับทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า บาร์เซโลน่า ตั้งใจจะเว้นว่างเบอร์นี้เพื่อเป็นเกียรติให้กับ เมสซี่ แต่ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวลืออย่างหนาหูว่าพวกเขากำลังพิจารณาที่จะมอบเบอร์นั้นให้ คูตินโญ่ แม้ว่าดาวเตะชาวบราซิเลียนจะตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการโดนปล่อยออกจากทีมอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยที่ บาร์เซโลน่า ก็ถึงขั้นริบเบอร์ 14 มาจากเขาแล้วเอาไปให้ เรย์ มานาจ ดาวเตะชาวอัลแบเนียด้วย กระทั่งล่าสุด สปอร์ต ก็ระบุว่า บาร์เซโลน่า ยังมีความตั้งใจที่จะเว้นว่างเบอร์ 10 เอาไว้เหมือนเดิม ซึ่งที่จริงกฎของ ลา ลีกา ระบุว่าแต่ละทีมไม่สามารถรีไทร์เบอร์เสื้อใดๆ ได้ แต่ทัพ “อาซูลกราน่า” ก็คิดที่จะพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะยังไม่ให้มีใครรับสืบทอดเบอร์ของ เมสซี่ ในฤดูกาลนี้ และต่อให้จะทำไม่สำเร็จจริงๆ

บาเยิร์น มิวนิค แชมป์บุนเดสลีกา ไล่อัด “เสือเหลือง” ดอร์ทมุนด์ เจ้าของแชมป์เดเอฟเบ โพคาลแบบสนุก 3-1

เปิดฉากมาช่วง 10 นาทีแรก ทั้งสองทีมเปิดฉากแลกกันอย่างสนุก นาที 14 คิงสเล่ย์ โกมัน ตัดบอลจาก เฟลิกซ์ พลาสลัค ได้กลางสนามก่อน ก่อนแทงเร็วออกขวาให้ นาบรี้ ตบเข้ากลางจังหวะเดียวให้ โธมัส มุลเลอร์ วิ่งมาซัดแต่ไปติดบล็อค มานูเอล อคานจี ออกหลัง นาที 20 “เสือเหลือง” พลาดโอกาสทองขึ้นนำบ้างเช่นกัน หลัง จู๊ด เบลลิงแฮม แทงทะลุช่องสุดงามให้ มาร์โค รอยส์ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ มานูเอล นอยเออร์ แต่ยิงไม่ดีไปติดเซฟของนายด่านทีมชาติเยอรมันที่โชว์ซูเปอร์เซฟช่วยให้เสือใต้ไม่เสียประตู แต่แล้ว นาที 41 แฟนบอล “เสือใต้” ได้เฮกันลั่นสนาม เมื่อ บาเยิร์น มิวนิค มาได้ประตูออกนำ 1-0 สำเร็จ บอลจาก แซร์ช นาบรี้ ครอสมากลางประตูให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พุ่งมาโขกบอลตุงตาข่ายอย่างเด็ดขาด จบครึ่งแรก ดอร์ทมุนด์ ตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค 0-1 ครึ่งหลัง ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เปลี่ยนเอา เลรอย ซาเน่ ลงไปเล่นแทน คิงสเล่ย์ โกมัน และนาที 50 สกอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค หนีห่างเป็น 2-0 บอลจากทางซ้าย แซร์ช นาบรี้ แทงให้ อัลฟอนโซ่ เดวิส หลุดเข้าไปครอสเลียดแฉลบ อคานจี แต่ยังไปเข้าทาง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ตอกส้นติดมือ เกรกอร์ โคเบล ก่อนบอลไปเข้าทาง โธมัส มุลเลอร์ วิ่งมาซ้ำโล่งๆไม่เหลือ นาที 64 ความพยายามของ ดอร์ทมุนด์ มาประสบผลสำเร็จเมื่อมาได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จากจังหวะที่ อคานจี วางยาวให้ เฟลิกซ์ พลาสลัค โขกย้อนเข้ากลางให้ จู๊ด เบลลิงแฮม ไหลต่อให้ มาร์โค รอยส์ วิ่งมาซัดด้วยขวาบอลพุ่งแรงโค้งเบียดเสาเข้าไปอย่างสวยงาม แต่อีก นาที 74 แฟนเสือเหลืองต้องเงียบกริบ เมื่อโดน “เสือใต้” นำห่างเป็น 3-1 จากชอตผิดพลาดของ มานูเอล อคานจี ที่จ่ายบอลไปติด จามาล มูเซียล่า ก่อนบอลจะมาถึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่เก็บส้มหล่นยิงผ่านมือ โคเบล เบียดเสาแรกเข้าไป เป็นประตูที่สองของหัวหอกชาวโปลในเกมนี้

โรเมลู ลูกากู หัวหอกป้ายแดง เชลซี ลั่นตนไม่ต้องปรับตัวอะไรเลยกับการเล่นในเวที พรีเมียร์ลีก พร้อมอวย “สิงห์บลูส์”

โรเมลู ลูกากู กองหน้าคนใหม่หน้าเก่าของ เชลซี ยืนยันว่า ตนไม่มีความจำเป็นต้องปรับตัวในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่เคยโลดแล่นในลีกแห่งนี้มานานถึง 8 ปี ทั้งนี้ อดีตหัวหอก เอฟเวอร์ตัน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 28 ปี เพิ่งปิดดีลย้ายจาก อินเตอร์ มิลาน กลับมาร่วมทัพ “สิงห์บลูส์” อีกครั้ง ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 115 ล้านยูโร (ประมาณ 4,485 ล้านบาท) เมื่อไม่กี่วันก่อน “ถ้าเป็นเรื่องของแท็กติกและเทคนิค ที่ อิตาลี ดีกว่า แต่ที่ อังกฤษ มันเป็นเรื่องของความเข้มข้น และเล่นกันแบบเอาจริงเอาจัง นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้สองลีกนี้แตกต่างกัน แต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม เพราะผมเคยเล่นที่นี่มานานถึงแปดปี และผมก็รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง” “ผมไม่ได้เหมือนกับนักเตะใหม่ที่เพิ่งย้ายมาเล่นที่นี่ หรือไม่รู้ว่าจะคาดหวังอะไร ผมรู้จักลีกนี้เป็นอย่างดี ผมเคยทำประตูได้อย่างมากมายในลีกนี้ แต่อดีตมันก็คืออดีต ตอนนี้เราจำเป็นต้องมองไปข้างหน้า” สำหรับก่อนหน้านี้ ลูกากู เก็บข้าวของย้ายจาก อันเดอร์เลชท์ มาร่วมทีม เชลซี เมื่อปี 2011 ทว่าแจ้งเกิดไม่ได้ ก่อนยิงระเบิดระหว่างถูก เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาล 2012/13 หลังจากนั้น ลูกากู ถูก เอฟเวอร์ตัน ยืมตัวไปใช้งานต่อในฤดูกาล 2013/14 ก่อนย้ายซบ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” แบบถาวรก่อนเริ่มต้นฤดูกาลต่อมา ซึ่งเจ้าตัวทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จนถูก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กระชากตัวไปร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ก่อนโยกไปค้าแข้งที่อิตาลีกับ อินเตอร์ ช่วงหน้าร้อนปี 2019 กระทั่งล่าสุดได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้ง

บาร์เซโลน่า แอบมีระทึกช่วงท้ายเกม หลังนำห่างถึงสามลูก แต่ถูกไล่ตีตื้น ยังดีสตาร์ทั้ง “เดอปาย-เบรทเวต” ช่วยกันยิง-จ่าย ก่อนสอย เรอัล โซเซียดาด 4-2

เริ่มมาไม่ถึงนาที มาร์ติน เบรทเวต เทคตัวโขกตั้งให้ เมมฟิส เดอปาย แทงบอลคืนมาที่เจ้าตัวลองซัดในเขตโทษทางขวา บอลเข้ากรอบแต่นายด่านทีมเยือนทิ้งตัวรับ เมมฟิส เดอปาย เล่นเตะมุมเรียด จอร์ดี้ อัลบา รับบอลแล้วหยอดทางซ้ายมาที่ อองตวน กริซมันน์ ถอยมาจักรยานอากาศ บอลลอยเหินข้ามคานแบบมีลุ้น นาทีที่ 10 อีกแค่สองนาที เปดรี กอนซาเลซ จ่ายบอลเตะมุมด้านขวา เมมฟิส เดอปาย บรรจงครอสเข้ามาเสาแรก อองตวน กริซมันน์ โฉบโหม่งบอลแต่เจอความเร็วของ อเล็กซ์ เรมีโร่ ปัดปลายมือบอลกระดอนออกด้านเสาสองไป บาร์ซ่านำก่อน 1-0 นาที 19 เมมฟิส เดอปาย โยนบอลระยะ 27 หลา ลอยเข้ามากลางเขตโทษ และเป็น เคราร์ด ปีเก้ วิ่งรอโขกบอลหนีตัวนายทวารทีมเยือนซุกตาข่ายเรียบร้อย ช่วงทดเจ็บ 45+2 แฟร้งกี้ เดอ ยอง บอมบ์ข้ามมาด้านซ้าย มาร์ติน เบรทเวต สปีดก้มหัวโขกเต็มแรงระยะ 6 หลาในเขตโทษ แสกหน้านายทวารทีมเยือน พา บาร์เซโลน่า ทิ้งห่าง 2-0 ในครึ่งแรก บาร์ซ่าเล่นสบายนาทีที่ 59 เมมฟิส เดอปาย ดีดบอลลอดระหว่างสองแข้งทีมเยือนให้ จอร์ดี้ อัลบา กระชากมาทางซ้าย ก่อนตบมาหน้าประตู อเล็กซ์ เรมีโร่ ทำเต็มที่ปัดออกมา แต่ดันเข้าทางปืน มาร์ติน เบรทเวต กระหน่ำซัดอย่างจังบอลพุ่งกองก้นตาข่ายอีกเม็ด เป็นลุกที่ของของแนวรุกโคนม เจ้าถิ่นฉีก 3-0 ผู้มาเยือนไล่มา 1-3 อันเดร์ บาร์เร่เน็ตเซ่ เลี้ยงบอลเลาะริมเส้นด้านขวา ตัดเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษ จ่ายมาที่ ยูเลน โลเบเต ซิเอนฟูเอโกส แข้งสำรองดอดมาซัดหนีตัว เนโต้ ย้อนเข้าประตูทางเสาสอง ห้านาทีก่อนหมดเวลา มิเกล โอยาร์ซาบัล หวดฟรีคิกระยะ 20 หลาตรงกลาง บอลเลี้ยวข้ามกำแพง ก่อนเสียบตาข่ายด้านบนฝั่งขวา ชนิดที่นายด่านเจ้าบ้านหมดโอกาสช่วยเหมือนกัน ทีมเยือนตีตื้นเป็น 2-3 ช่วงทดเจ็บ 90+2 อองตวน กริซมันน์ ลากกินระยะไหลมาด้านขวาที่ มาร์ติน เบรทเวต แตะบอลเข้าเขตโทษปาดมากรอบ 6 หลาและเป็น เซร์จี้ โรเบร์โต้ ชาร์จเผาขนเข้าไป จบเกม บาร์เซโลน่า ชนะ เรอัล โซเซียดาด 4-2 เก็บสามแต้มนัดเปิดสนาม

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทุบนิ่ม สตราส์บูร์ก ที่เหลือ 10 คนไปได้ 4-2

เพียงแค่สามนาทีแรก ปารีสนำ 1-0 อับดู ดิยัลโล่ วางบอลริมเส้นด้านซ้าย บอลลอยมาเข้าหัว เมาโร อิคาร์ดี้ วิ่งมาโดดโขกเช็คระยะ 7 หลา บอลซุกก้นต่าข่าย กรรมการเช็คไลน์ล้ำหน้า ก่อนยืนยันสกอร์เจ้าถิ่น อีกสิบนาทีต่อมา อับดู ดิยัลโล่ เปิดบอลเข้าเขตโทษ บอลกระเด้งมาหา อัชราฟ ฮาคิมี่ สอดมาซัดตามน้ำติดบล็อกแนวรับทีมเยือนทางขวา เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0 นาทีที่ 24 อันเดร์ เอร์เรร่า แหย่เท้าดักบอลจากแข้งสตราส์บูร์ก บอลกลิ้งเข้าเท้า คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ลากเข้าเขตโทษด้านซ้าย โยกหามุมยิงไปแฉลบหัว ลูโดวิก อาฌอร์ก เปลี่ยนทางซุกตาข่ายทีมตนเอง อีกสองนาทีถัดมา เอริค ดีน่า ไหลบอลสั้น คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หลอกล่อแนวรับทีมเยือน ก่อนตบบอลกระเด้งมาอีกฟากทางเสาสองด้านขวา และเป็น ยูเลี่ยน ดรักซ์เลอร์ รอชาร์จเผาขนให้ เจ้าบ้านบวกสกอร์เพิ่มก่อนหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นำ 3-0 ทีมเยือนตีไข่แตก 1-3 อาเดรียง โตมัสซง หยอดบอลหน้ากรอบเขตโทษด้านขวา เควิน กาไมโร่ แทรกระหว่างแนวรับเปแอสเชสะบัดโหม่งบอลผ่านตัว เกย์ลอร์ นาวาส นาทีที่ 53 ทว่าอีกสองนาที ดิมิทรี ลีเอนาร์ เปิดบอลย้อยมาที่ ลูโดวิก อาฌอร์ก สปีดมาโขกบอลดิ่งหาตาข่ายด้านเสาสองฝั่งขวา ชนิดที่ เกย์ลอร์ นาวาส หมดสิทธิ์ป้องกัน สตราส์บูร์ก เขยิบมา 2-3 สี่นาทีก่อนหมดเวลา คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ใช้ความสามรถเฉพาะตัว สับขาหลอกจนหลุดมาตบบอลเข้าหน้าประตูไปที่ ปาโบล ซาราเบีย แข้งสำรองวิ่งมาแปอย่างโล่งโจ้ง ช่วยทีมลดแรงกดดัน ก่อนจบเกม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทุบ สตราส์บูร์ก 4-2 ซิวชัยสองเกมรวดขยับรั้งหัวฝูง

“ไอ้ปืนใหญ่” ทรงบอลแย่ตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลใหม่หลังบุกไปพ่าย “น้องใหม่” เบรนท์ฟอร์ด 0-2 ในเกมเปิดสนามพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

“เดอะ บีส์” หลังตั้งเกมได้บุกเข้าใส่ ไอ้ปืนใหญ่ เช่นกัน นาที 11 แฟร้งค์ ออนเยก้า โหนขึ้นโขกแต่บอลหลุดกรอบออกไป อีกนาทีถัดมา ไอแวน โตนี่ย์ แทงให้ ไบรอัน เอ็มบิวโม่ หลุดเข้าไปซัดมุมแคบบอลพุ่งแรงชนเสาด้านนอกออกหลังไป นาที 22 แฟนเบรนท์ฟอร์ดได้เฮกันลั่นทั่วสนาม หลังมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ กรานิต ชาก้า เคลียร์บอลไปเข้าทาง เอธาน พินน็อค โขกบอลต่อให้ เซร์กี้ กานอส ลากเข้ากรอบแล้วซัดลอดขา คาลั่ม แชมเบอร์ส บอลพุ่งแรงเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างสวยงาม หมดสิทธิ์ที่ แบรนด์ เลโน่ จะป้องกัน และเป็นประตูแรกของซีซั่นนี้อีกด้วย นาที 33 ลูกทีมของ อาร์เตต้า ได้ลุยขึ้นมาบ้างคราวนี้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ป้ายออกขวาให้ นิโกล่าส์ เปเป้ ดึงจังหวะก่อนปั่นลูกถนัดด้วยซ้ายแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งเวลาแรก เบรนท์ฟอร์ด ขึ้นนำ อาร์เซน่อล 1-0 กลับมาสู้กันต่อในครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น นาที 48 อาร์เซน่อล ขึ้นมาทางซ้ายจากจังหวะที่ กรานิค ชาก้า ไหลบอลให้ คีแรน เทียร์นี่ย์ กึ่งยิงกึ่งผ่านมาเสาแรกแต่บอลยังพุ่งไปเข้ามือ ดาบิด รายา ยืนรับไว้ได้ นาที 66 เซร์กี้ กานอส เกือบบวกเม็ดที่สองให้ตัวเองหลังเลี้ยงจี้เข้าใส่ คีแรน เทียร์นี่ย์ เข้าไปตะบันด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งจน แบรนด์ เลโน่ ต้องทุบออกไป กระนั้น นาที 73 เบรนท์ฟอร์ด ที่ใช้โอกาสไม่เปลืองมาหนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ แมด โซเรนเซ่น ตัวสำรองลงมาทุ่มไกลไปเสาแรก บอลไม่โดนใครกระดอนผ่านหน้าประตูไปเข้าทาง คริสเตียน นอร์การ์ด โถมมาโขกจ่อๆ เข้าไปไม่เหลือ โอกาสเก็บสามแต้มมีสูงแล้วในเกมนี้

อเลฮานโดร กามานโญ่ นายหน้าของ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ดาวยิง อินเตอร์ มิลาน คอนเฟิร์มชัด ซัมเมอร์นี้ตัวนักเตะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน

อเลฮานโดร กามานโญ่ เอเจนต์ของ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าคนสำคัญ อินเตอร์ มิลาน สโมสรแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาลล่าสุด ยืนยันว่า เลาตาโร่ ยังคงมีความสุขดีกับต้นสังกัด และจะไม่ย้ายไปไหนในช่วงซัมเมอร์นี้แน่นอน ก่อนหน้านี้ เลาตาโร่ มีข่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องย้ายทีมมาตลอด โดยนอกจากได้รับความสนใจจากสโมสรใหญ่ในอังกฤษอย่าง อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แล้ว ยังมีรายงานว่า แอตเลติโก มาดริด พร้อมทุ่มทุนซื้อด้วยวงเงินสูงถึง 70 ล้านยูโร (ประมาณ 2,730 ล้านบาท) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม “งูใหญ่” ต้องการที่จะเก็บ หัวหอกชาวอาร์เจนไตน์วัย 23 ปี ไว้กับทีมต่อไป หลังจากที่ขาย โรเมลู ลูกากู ดาวยิงเบอร์หนึ่ง ไปให้กับ เชลซี ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 115 ล้านยูโร (ประมาณ 4,485 ล้านบาท) และล่าสุด กามานโญ่ คอนเฟิร์มว่า เลาตาโร่ จะยังคงเป็นผู้เล่นทีม “เนรัซซูร์รี่” ในฤดูกาลนี้

เชลซี ประกาศศักดาบนเวทีบอลยุโรปอีกครั้ง แม้ต้องลุ้นระทึกถึงช่วงดวลจุดโทษก่อนปราบ “เรือดำน้ำสีเหลือง” บียาร์เรอัล 6-5 หลังในเวลาเสมอกัน 1-1

ครึ่งแรกผ่านถึงนาทีที่ 6 อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ดันสูงมากลางสนาม ไหลบอลจังหวะเดียว มาร์กอส อลอนโซ่ เบียดชนะ เยเรมี ปิโน หลุดมาทางซ้ายในเขตโทษ ปาดบอลกดดันจนผู้เล่นทีมลีกกระทิงต้องเตะออกหลังไป ก่อนจังหวะต่อเนื่อง ฮาคิม ซีเย็ค วางเตะมุมด้านขวา บอลลอยตั้งเข้าทาง ติโม แวร์เนอร์ หวดเร็วทันทีบอลพุ่งติดเซฟ เซร์คิโอ อาเซนโฆ ปัดป้องไว้ได้ สิงห์บลูส์นำ 1-0 นาทีที่ 27 มาร์กอส อลอนโซ่ ผ่านบอลขนานพื้นด้านซ้าย ไค ฮาแวร์ตซ์ ฉีกมารับริมกรอบเขตโทษ ก่อนตวัดเข้ากลาง ฮาคิม ซีเย็ค ปรี่มาซัดส่งบอลเด้งพื้นข้ามมือ เซร์คิโอ อาเซนโฆ ตุงตาข่าย บียาร์รุกหนัก ฮวน ฟอยธ์ ฟูลแบ็กบียาร์เรอัล ดอดมาถึหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนส่งเรียดให้ บูลาย เดีย ตามมายิงบอลทีเดียว แต่นายด่านเชลซีออกมาปิดมุมทัน ช่วงนาทีที่ 33 ทดเจ็บนาทีที่ 45+3 เคราร์ด โมเรโน่ ใช้ตัวบังบอล แล้วหาจังหวะโยนข้ามมาที่เสาสองทางซ้าย อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ลองซัดเต็มแรงโชคร้ายบอลชนคานเด้งออกมา พลาดพาทีมตีคืน หมด 45 นาทีแรก เชลซี ยังนำ 1-0 แต่แล้วนาทีที่ 73 อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ออกมาบอลแดนหลังพลาดถูก มาริโอ กัสปาร์ ดักบอลก่อนส่งสั้นฝากไปที่ เคราร์ด โมเรโน่ ทำชิ่งกับ บูลาย เดีย ก่อนเป็นหัวหอกเลือดกระทิงวิ่งมาซัดผ่านตัวนายด่านเชลซี พา บียาร์เรอัล ตีคืนเป็น 1-1 หกนาทีก่อนหมดเวลา มาเตโอ โควาซิช โยนบอลเข้าด้านขวาในเขตโทษ มาร์กอส อลอนโซ่ วิ่งมาเทคตัวโหม่งบอลแต่ไม่ห่างตัว เซร์คิโอ อาเซนโฆ รับไว้ไม่ยากนัก จบ 90 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาอีก 30 นาที

เรนเจอร์ส สุดช็อกหลังต้องพ่ายให้ มัลโม่ ที่เหลือแค่ 10 คนคาบ้าน 1-2

ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก เจ้าถิ่น “เดอะ ไลท์บูลส์” บุกกดดันอย่างหนัก และนาที 18 มาพังประตูขึ้นนำจนได้ 1-0 จากจังหวะที่ ไรอัน เคนท์ ได้บอลทางซ้ายก่อนดึงเข้าเท้าขวาเปิดไปในกรอบให้ อัลเฟรโด้ โมเรลอส หัวหอกชาวโคลอมเบียขึ้นโขกเช็ดบอลเปลี่ยนทางหนีมือนายด่าน มัลโม่ เข้าไป สกอร์รวมเสมอกัน 2-2 นาที 34 มัลโม่ มีลุ้นฟรีคิกบนเส้น 18 หลาหลัง อัลลัน แม็คเกรเกอร์ นายด่านเรนเจอร์ส ใช้มือรับบอลนอกกรอบประตู ผู้ตัดสินเป่าเป็นแฮนด์บอลและแจกใบเหลือง ก่อนที่ เวล์จโก เบอร์มานเซวิช ห้องเครื่องทีมเยือนจะปั่นไปติดกำแพงอย่างน่าเสียดาย ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 สถานการณ์ของมัลโมต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง บอนเก้ อินโนเซนต์ ไปยันใส่ คอนเนอร์ โกลด์สัน ผู้ตัดสินวิ่งมาชูใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม จบครึ่งแรก เรนเจอร์ส ขึ้นนำ มัลโม่ ที่เหลือแค่10คน 1-0 สกอร์รวมสองนัดเท่ากับ 2-2 แต่กลายเป็นว่าครึ่งหลัง มัลโม่ ที่ตัวน้อยกว่าบุกแลกกดดันใส่เจ้าบ้านแบบไม่เกรงกลัว และนาที 53 แฟนบอลเรนเจอร์สต้องเงียบกันกริบหลัง ลูกทีมของ ยอน ดาห์ล โทมาสสัน มาพังประตูไล่ตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ อันเดอร์ส คริสเตียนเซ่น จ่ายบอลให้ อันโตนิโอ โคลัค หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปก่อนกลับตัวยิงด้วยขวาผ่านมือ อัลลัน แม็คเกรเกอร์ เข้าไป สกอร์รวมสองนัดเป็น มัลโม่ ที่แซงนำ 3-2

“หงส์แดง” ลงอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายปรีซีซั่น ด้วยการไล่อัด โอซาซูน่า จากลาลีกา สเปน 3-1

ออกสตาร์ทครึ่งแรก กลายเป็น โอซาซูน่า ที่ทำได้ดีกว่า นาที 6 ชีมี่ อบิล่า ตัดบอลได้หน้าบ้านลิเวอร์พูล แต่เลือกยิงนอกกรอบเหินคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง กระนั้นแค่นาทีเดียวถัดมา มินามิโนะ แก้ตัวได้สำเร็จหลังเกี่ยวบอลอย่างสวยจากจังหวะที่ ฟาบินโญ่ ตักเข้ามาให้ ก่อนใช้ตัวเบียดแล้วซัดด้วยซ้ายไปแฉลบ เฆซุส อเรโซ่ แนวรับโอซาฯเข้าประตูตัวเองไปให้ ลิเวอร์พูล ออกนำไปก่อน 1-0 นาที 16 ไอ้หนู กอร์ดอน เรียกเสียงฮือฮาหลังหลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนยิงถากเสาออกไปแบบได้เสียว ทว่าจังหวะนี้ไลน์แมนยกธงเป็นล้ำหน้าของไอ้หนูวัย 16 รายนี้ไปก่อน นาที 21 สกอร์ของ “หงส์แดง” ทะยานนำห่าง 2-0 จากจังหวะเข้าทำอันสุดสวย เริ่มจาก คอสตาส ซิมิคาส ชิ่งกับ ทาคุมิ มินามิโนะ ก่อนที่ ซิมิคาส จะวิ่งไปรับบอลแล้วครอสเข้าไปในกรอบ 6 หลาให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ วิ่งมายิงด้วยขวาจ่อๆ ส่งบอลเข้าก้นตาข่าย นาที 41 สกอร์ของ “หงส์แดง” นำห่างเป็น 3-0 จนได้จากจังหวะที่ ซิมิคาส ออกบอลเร็วให้ ทาคุมิ มินามิโนะ หลุดไปทางซ้ายก่อนที่สตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นจะครอสสุดสวยเข้าไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ พักอกแล้วซัดด้วยซ้ายหนีมือ เปเรซ เข้าไปอย่างเยือกเย็น ก่อนครึ่งแรกจะจบด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลัง เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่งดิว็อก โอริกี้ ลงมาเล่นแทนไอ้หนู ไคเด้ กอร์ดอน นาที 50 ทัพหงส์ได้ลุ้นหลัง เบน วู้ดเบิร์น เปิดบอลเข้าไปในกรอบ ดิว็อก โอริกี้ เทกตัวขึ้นโขกแต่บอลเหินคานออกไป อีกสามนาทีต่อมา อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน หลุดเข้าไปซัดมุมแคบบอลเกือบเบียดเสาแรกแต่ยังโดน เซร์คิโอ เอร์เรร่า นายด่านตัวสำรองที่เพิ่งลงมาปัดออกหลังได้ทัน นาที 70 โอซาซูน่า มาพังประตูตีไข่แตกได้สำเร็จ ไล่เจ้าถิ่น “หงส์แดง” มาเป็น 1-3 จากจังหวะที่ รูเบน การ์เซีย ครอสบอลจากด้านซ้ายไปเสาไกลให้ กิเก้ การ์เซีย ขึ้นโขกเบียดเสาเข้าไปหมดสิทธิ์ที่ ควีวิน เคลเลเฮอร์ จะป้องกัน จบเกม ลิเวอร์พูล เปิดแอนฟิลด์บดเอาชนะ โอซาซูน่า 3-1 เอาฤกษ์เอาชัยก่อนจะเปิดสนาม พรีเมียร์ลีก 2021-22 ซีซั่นใหม่ด้วยการบุกไปเยือน นอริช ซิตี้ ในวันเสาร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

เจ้าบุญทุ่ม ของนายใหญ่ โรนัลด์ คูมัน ผลงานยังคงไว้ใจได้แม้ไม่มี ลิโอเนล เมสซี่ หลังรวมพลังเรียงหน้าซัด ยูเวนตุส 3-0

เปิดฉากครึ่งแรก 3 นาที “เจ้าบุญทุ่ม” ทะยานออกนำอย่างรวดเร็วจากบอลแทงช่องสุดงามของ ยูซุฟ เดเมียร์ จ่ายออกซ้ายให้ เมมฟิส เดอปาย หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษก่อนซัดสวนตัว วอยเชียค เชสนี่ ตุงตาข่าย นาทีที่ 15 “ม้าลาย” พยายามตอบโต้ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ แหวกเข้าเขตโทษก่อนฝากออกขวาให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตั้งป้อมตะบันยัดเสาแรกไปติดเซฟ เนโต้ ยืนตำแหน่งดีทุบทิ้งออกหลังได้ทัน นาทีที่ 29 ยูเวนตุส หวิดงานเข้าจากความผิดพลาดของ มัตเตีย เด ชีโย่ เสียบอลในเขตโทษโดน ยูซุฟ เดเมียร์ ฉกหลุดเข้าไปหักข้อด้วยซ้ายแต่ต้องชม วอยเชียค เชสนี่ ออกมาเร็วใช้เท้าเซฟไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ ท้ายครึ่งแรกเป็น ทีมเยือน ทำได้ดีกว่าจากสองจังหวะได้ลุ้นของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลุดเข้าไปหักข้อด้วยซ้ายหน้ากรอบ 6 หลาก่อนขยับมา ซัดฟรีคิก หน้าเขตโทษสุดท้ายยังไม่ผ่าน เนโต้ เหมือนเดิม หมดครึ่งเวลาแรก บาร์เซโลน่า 1 ยูเวนตุส 0 นาทีที่ 56 บาร์เซโลน่า ทิ้งห่างเป็น 2-0 จากลูกเตะมุมทางขวา อองตวน กรีซมันน์ ปั่นด้วยซ้ายโค้งมากลางประตูตกใส่หัว มาร์ติน เบรธเวต สอดมาโขกแบบไร้ตัวประกบกระดอนพื้นซุกก้นตาข่ายงามหยด ช่วงทดเจ็บ บาร์เซโลน่า ปิดกล่องเป็น 3-0 จากจังหวะประสานงานสุดสวย ริกี้ ปูอิก ขยับมารับบอลแต่งหาช่องปั่นด้วยซ้ายโค้งผ่านมือ มัตเตีย เปริน เสียบหน้าต่างเสาไกลสุดเหนือชั้น หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม บาร์เซโลน่า 3 ยูเวนตุส 0

เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2021 หลังเฉือนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงท้ายเกมหวุดหวิด 1-0

เปิดฉากครึ่งแรก นาที 7 ซามูเอล เอโดซี่ เรียกฟรีคิกได้หน้ากรอบก่อนที่ อิลคาย กุนโดกัน จะวิ่งมาปั่นข้ามกำแพง บอลกำลังจะมุดใต้คานเข้าอยู่แล้วแต่ คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล ยังโชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกไปหวุดหวิด กลายเป็น ซิตี้ ที่บุกกดดันได้น้ำได้เนื้อกว่า นาที 16 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ ครอสไปในกรอบ 6 หลา ซากลาร์ โซยุนชู พุ่งมาล้มตัวสกัดบอลเกือบเข้าประตูตัวเองแต่ยังดีเหินคานออกไป นาที 42 ชูเอา กานเซโล่ ลากตัดเข้ากลางมาเองก่อนตัดสินใจยิงจากนอกกรอบแต่ยิงไม่ดีบอลบดออกหลังไป อีกนาทีต่อมา กุนโดกัน ลองปั่้นนอกกรอบบ้างแต่ก็หลุดเสาออกไปแบบหมดลุ้นอีก จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เลสเตอร์ ซิตี้ เสมอกับ แมนฯซิตี้ 0-0 กลับมาบู๊ต่อในครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น นาที 51 เบอร์ทรานด์ไปอัดมาห์เรซล้มลงหน้ากรอบเขตโทษก่อนที่ ริยาด มาห์เรซ จะลุกมาซัดฟรีคิกเองแต่บอลยังหลุดกรอบออกหลังไป นาที 59 “เรือใบสีฟ้า” พลาดโอกาสทองขึ้นนำหลัง บอลสวนกลับ โคล พาลเมอร์ แทงทะลุให้ ริยาด มาห์เรซ หลุดเดี่ยวเข้าไปทว่าปีกแอลจีเรียยิงไม่ดีข้ามคานไปอย่างน่าผิดหวัง นาที 88 แนวรับซิตี้มาพลาด นาธาน อาเก้ ไปรวบ อิเฮียนาโช่ แม้บอลจะได้เปรียบไปเข้าทาง ดาก้า ซัดไปติดเซฟสเตฟเฟ่น แต่ผู้ตัดสินเป่าย้อนหลังมาให้จุดโทษเลสเตอร์ แม้แข้งเรือใบจะรุมประท้วงแต่ไม่เป็นผล อิเฮียนาโช่ ถือบอลมาตั้งก่อนจะวิ่งไปซัดเข้าไปไม่พลาดให้ เลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ 1-0 จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ เฉือนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงท้ายเกมหวุดหวิด 1-0 คว้าแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2021

โมนาโก พลาดโอกาสคว้าชัยแรกเริ่นซีซั่นใหม่ โดน น็องต์ ที่ทั้งเกมเล่นดูเป็นรองตีเสมอ 1-1

เจ้าบ้านทิ้งโอกาสทอง ลูโดวิช บลาส แข้งทีมเยือนจ่ายบอลคืนหลังให้นายทวาร ทว่าดันถูก มายรอน บัวดู หัวหอกคู่แข่งฉกไปซัดในเขตโทษ แต่โชคดีแนวรุกโมนาโกยิงแป้กหลุดออกหลังแบบไม่น่าเชื่อ แปดนาทีแรกของเกม และแล้วนาทีที่ 14 ไคโอ เอ็นริเก้ บรรจงเปิดบอลทางซ้าย บอลกระดอนมาหา เกลสัน มาร์ตินส์ วิ่งหนี ฟาบิโอ ดาซิลวา ก่อนทิ้งตัวยิงด้านขวาในเขตโทษ บอลผ่านตัวนายทวารทีมเยือนกองก้นตาข่าย โมนาโก นำก่อน 1-0 ทีมเยือนตีคืน 1-1 นาที 42 โมเซส ไซมอน วางลุกเตะมุมจากขวา บอลมากลางเขตโทษเข้าหัว ฌอง-ชาร์ลส์ กาสเตลเล็ตโต้ เทคตัวโหม่งกดลงพื้นกระเด้งเสียบเสาสองสำเร็จ หมดครึ่งแรกเสมอกันสกอร์นี้ เริ่มครึ่งหลังแค่สามนาที โซฟิยาน ดิย็อป เรียกฟาวล์จาก นิโกล่าส์ ปัลลัวส์ กรรมการให้ฟรีคิกตรงวงกลมหน้าเขตโทษ ฌอง ลูคัส อาสาปั่นบอลเลี้ยวเหินข้ามคานเพียงนิดเดียว ช่วงนาทีที่ 89 อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน หยอดบอลลุ้นมาในเขตโทษ อูเรเลียง ชูอาเมนี่ ซัดจังหวะแรกติดขานายทวารทีมเยือน แต่บอลยังเป็นใจให้เจ้าตัวยิงอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เป็นแนวรับคู่แข่งยืนคุมเส้นเคลียร์ทิ้งออกมาหวุดหวิด จบเกม โมนาโก พลาดเสมอ น็องต์ 1-1 แบ่งคะแนนสำเร็จนัดเปิดสนามลีกน้ำหอม

เมสซี่ หัวหอกซูเปอร์สตาร์ อาจจะแย้มถึงอนาคตของตัวเองก็ได้ หลังจากเขาไปกินข้าวร่วมกับนักเตะหลายคนของ ปารีสฯ

เมสซี่ กลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนต์ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตอนแรกหลายฝ่ายเชื่อว่า บาร์เซโลน่า จะเซ็นสัญญากับเขาอีกครั้งได้ หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันได้แล้ว โดยที่ โจน ลาปอร์ต้า ประธานของทีมก็มักจะให้สัมภาษณ์ในเชิงมั่นใจอยู่บ่อยๆ ด้วยว่ามันจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเซ็นสัญญากันมันติดปัญหาเรื่องเพดานค่าเหนื่อยที่ ลา ลีกา กำหนดเอาไว้ หลังจากที่เดิมที บาร์เซโลน่า ก็มีค่าใช้จ่ายด้านค่าเหนื่อยโดยรวมทะลุเพดานอยู่แล้ว ซึ่งสุดท้าย “อาซูลกราน่า” ก็ไม่สามารถหาทางลดค่าใช้จ่ายที่ว่าได้ ส่งผลให้ เมสซี่ จำเป็นต้องไปหาทีมใหม่ทั้งที่อยู่กับ “อาซูลกราน่า” มาตั้งแต่ระดับอะคาเดมี่ ทั้งนี้ ในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้าที่ บาร์เซโลน่า จะประกาศเรื่องใหญ่นั้น เมสซี่ ไปกินข้าวเย็นที่หมู่เกาะอิบิซ่า ประเทศสเปน ร่วมกับนักเตะ ปารีสฯ หลายคน ไม่ว่าจะเป็น เนย์มาร์, อังเคล ดิ มาเรีย, เลอันโดร ปาเรเดส และ มาร์โก แวร์รัตติ โดยที่ เนย์มาร์ เอาภาพตอนที่พวกเขาอยู่ด้วยกันมาโชว์บน อินสตาแกรม เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิตด้วย

เจ้าบุญทุ่ม ของ โรนัลด์ คูมัน ต้องเจอกับความพ่ายแพ้นัดแรกของปรีซีซั่นหลังบุกอุ่นเครื่องพ่ายเจ้าถิ่น เร้ด บูลล์ ซัลซ์บวร์ก 1-2

เกมช่วง 20 นาทีแรก เป็นฝั่งบาร์เซโลน่าที่ครองบอลได้มากกว่า แต่เจ้าบ้านก็มีลูกสวนกลับที่วูบวาบให้เห็น ทว่าทั้งสองทีมยังไม่สามารถส่องเข้ากรอบเลยสักหน นาที 24 จอร์ดี้ อัลบา เกือบทำพลาดหลังส่งพยายามส่งคืนหลังให้ เนโต้ แต่โดน คาริม อเดเยมี่ แย่งบอลตัดหน้าก่อนปาดเลียดมาหน้าประตูให้ โนอาห์ โอกาฟอร์ ยิงจ่อๆไม่ถึง 5 หลาข้ามคานออกไปอย่างเหลือเชื่อ แต่แล้ว นาที 43 ความพยายามของเจ้าบ้านมาพังประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะที่ คาริม อเดเยมี่ ปาดบอลเข้ากลางให้ ลูก้า ซูซิช ตะบันไกลเต็มแรงบอลไปแฉลบ แฟรงกี้ เดอ ยอง เปลี่ยนทางเสียบเสาแรกเข้าไปชนิดที่ เนโต้ ที่กำลังพุ่งไปอีกทางได้แต่ยืนมองบอลเข้าก้นตาข่าย จบครึ่งแรก ซัลซ์บวร์ก ขึ้นนำ บาร์เซโลน่า 1-0 ครึ่งหลัง เจ้าบ้านเปลี่ยนเอาสำรองลงมาเกือบยกทีม และนาที 52 เบรนดอน อารอนสัน ตัวรุกวัย 20 ปีชาวสหรัฐฯ หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาในกรอบแต่ยิงไปตรงตัว เนโต้ กระทั้งนาที 83 ทีมดังจากแคว้นกาตาลุญญา มาพังประตูไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ แซร์จินโญ่ เดสต์ ลากตัดเข้ามาซัดนอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งไปแฉลบ อูมาร์ โซเลต์ ก่อนไปโดน มาร์ติน เบรธเวท ตัวรองบาร์ซ่าเปลี่ยนทางเข้าประตูไป แต่แลวนาทีสุดท้าย เจ้าบ้านมาพังประตูขึ้นนำอีกครั้ง จากจังหวะที่ ชิกวูบุยเก้ อดามู ซัดบอลไปชนเสากระดอนมาเข้าทาง เบรนดอน อารอนสัน ยิงซ้ำเข้าไปไม่เหลือให้ทีมนำเจ้าบุญทุ่ม 2-1

เรือใบสีฟ้า ฟอร์มหรูเหลือเกินหลังชนะในเกมปรีซีซั่นสามนัดติดเมื่อไล่ถลุงเอาชนะ แบล็คพูล น้องใหม่แชมเปี้ยนชิพ 4-1

เปิดฉากมาได้แค่ 3 นาทีแรก “เรือใบสีฟ้า” ชิงขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 บอลจาก ริยาด มาห์เรซ จ่ายเข้ากลางให้ อิลคาย กุนโดกัน หมุนตัวซัดด้วยขวาไปติดแนวรับแบล็คพูล ทว่าบอลกระดอนไปเข้าทางปืนของ ซามูเอล เอโดซี่ ที่หลุดเข้ามาซัดผ่านตัว สจวร์ต มัวร์ เข้าไป แต่แล้ว นาที 20 แนวรับของซิตี้มาพลาดเองหลัง เชย์น ลาเวรี่ กระชากบอลเข้าไปในเขตโทษก่อนโดน รูเบน ดิอาส แข้งยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกซีซั่นที่ผ่านมาทำฟาวล์ล้มลง ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษทันที ก่อนจะเป็น ลุค การ์บัตต์ กัปตันทีมที่สังหารเข้าไปไม่ผ่านให้ แบล็คพูล ไล่ตีเสมอ 1-1 และนับเป็นการเสียประตูแรกของลูกทีม เป๊ป ในช่วงปรีซีซั่น จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอกับ แบล็คพูล 1-1 กลับมาเล่นกันต่อในครึ่งหลัง นาที 48 “เรือใบสีฟ้า” แซงขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากจังหวะเข้าทำอันยอดเยี่ยมจากจังหวะที่ กุนโดกัน ดีดคืนให้ แฟร์นานดินโญ่ ตักบอลยาวไปทางขวาให้ ริยาด มาห์เรซ จับบอลลงแล้วซัดเสียบเสาสองอย่างเด็ดขาด ทำสถิติยิงติดต่อกันในเกมลับแข้งปรีซีซั่น 3 นัดติด นาที 58 ลูกทีมของ เป๊ป มาหนีห่างเป็น 3-1 จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ เล่นทีเผลอเปิดฟรีคิกเร็วเข้าไปในกรอบให้ อิลคาย กุนโดกัน สอดเข้ามาแปสวนตัวนายด่านแบล็คพูลเข้าไป นาที 75 สกอร์ของ “เรือใบสีฟ้า” หนีไปไกลเป็น 4-1 จากจังหวะที่ ชูเอา กานเซโล่ หยอดมาในกรอบให้ อิลคาย กุนโดกัน เบียดแนวรับแบล็คพูลก่อนจับบอลลงแล้วซัดเข้าไปนิ่มๆ เป็นประตูที่สองของห้องเครื่องชาวเยอรมันในเกมนี้

หลังจากที่ แฮร์รี่ เคน แสดงจุดยืนว่าอยากย้ายทีมจนถึงขั้นไม่เข้าซ้อมกับสโมสรแล้วนั้น

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมที่จะปรับเงิน แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนดังของทีมในแต่ละวันที่เขาไม่ยอมเดินทางมาซ้อมร่วมกับสโมสร ตามรายงานของ เดอะ ซัน สื่อของเมืองผู้ดี หลังจากตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมมาอย่างยาวนาน ล่าสุด เคน ก็แสดงจุดยืนว่าต้องการบอกลา “ไก่เดือยทอง” อย่างหนักจนถึงขั้นปฏิเสธที่จะมาซ้อมร่วมกับทีม ซึ่งมันก็ทำให้แฟนบอลส่วนใหญ่ของ สเปอร์ส ไม่พอใจอย่างมาก กระทั่งล่าสุด เดอะ ซัน ก็บอกว่า เคน จะต้องโดนลงโทษตามมาตรการทางวินัยโทษฐานที่ละเมิดข้อตกลงในสัญญา โดยสื่อเจ้าเดิมเสริมว่า แดเนี่ยล เลวี่ ประธาน สเปอร์ส ก็คาดไม่ถึงว่า เคน จะถึงขั้นทำอะไรแบบนี้ ส่วนเพื่อนร่วมทีมบางคนของดาวเตะชาวอังกฤษก็แปลกใจเช่นกันที่รองกัปตันทีมของพวกเขาแข็งข้อจนถึงขั้นไม่ยอมมาซ้อมกับทีม เดอะ ซัน บอกด้วยว่าที่จริงแล้ว สเปอร์ส ไม่ได้ทำข้อตกลงกับ เคน ว่าจะปล่อยเขาแน่นอนหากได้ค่าตัวตามที่ต้องการแต่อย่างใด และ เลวี่ ก็ตั้งค่าหัวของ เคน เอาไว้ถึงราว 160 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,400 ล้านบาท) ด้วยกัน

เชลซี บุกไปเอาชนะ อาร์เซน่อล ได้ถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 2-1

ครึ่งแรกเกมดำเนินถึงนาทีที่ 26 เชลซี ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะสวนกลัว ติโม แวร์เนอร์ หลุดมาทางซ้ายแล้วแทงทะลุช่องให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หลุดมากดด้วยขวาในเขตโทษส่งบอลเข้าประตูไป ถัดมา นาทีที่ 42 เชลซี หวิดได้ลูกสองอีกครั้ง ฮาคิม ซิเย็ค ตั้งป้อมกดด้วยซ้ายในเขตโทษบอลพุ่งไปชนเสากระดอนออกมา ช่วงที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรก เชลซี นำ อาร์เซน่อล 1-0 ครึ่งหลัง อาร์เซน่อล ส่ง เบน ไวท์ ปราการหลังรายใหม่จาก ไบรท์ตัน ลงเล่นแทน ร็อบ โฮลดิ้ง จนกระทั่งนาทีที่ 69 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอสำเร็จเป็น 1-1 กรานิต ชาก้า ขึ้นโหม่งจจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายเข้าประตูไป อย่างไรก็ตาม นาที 72 เชลซี ขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 เอคตอร์ เบเยริน จ่ายบอลพลาดไปเข้าทาง แทมมี่ อับราฮัม ได้ซัดโล่งๆ ในเขตโทษยิงสวนตัว แบรนด์ เลโน่ เข้าประตูไป นาที 82 อาร์เซน่อล พลาดได้ประตูตามตีเสมออีกครั้งเมื่อ โจ วิลล็อค ได้ซัดด้วยขวาบอลไปชนคาน ก่อนที่บอลจะข้ามเส้นไปแล้วทั้งใบแล้วกระดอนออกมา ผู้ตัดสินไม่ให้เป็นประตู เวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไมไ่ด้ จบเกม เชลซี ชนะ อาร์เซน่อล 2-1

เรือใบสีฟ้า แชมป์พรีเมียร์ลีกไล่ถล่ม “เจ้าตูบ” บาร์นสลี่ย์ ทีมจากแชมเปี้ยนชิพขาดลอย 4-0

เกมครึ่งแรก ช่วง 10 นาทีแรก “เรือใบสีฟ้า” ครองบอลได้เหนือกว่านิดๆ แต่ยังหาโอกาสเข้าไปส่องจะๆยังไม่ได้ นาที 13 ซามูเอล เอโดซี่ ปีกดาวรุ่งใช้ความเร็วควบบอลถึงเส้นหลังก่อนปาดมาเสาแรกให้ เบน ไนท์ จับบอลแล้วซัดไปติดบล็อค กระทั่ง นาที 23 ลูกทีมของ เป๊ป มาชิงขึ้นนำ 1-0 ได้สำเร็จจากจังหวะวางบอลยาวจากแดนหลังของ รูเบน ดิอาส ข้ามหัวแนวรับบาร์นสลี่ย์ให้ ริยาด มาห์เรซ สปีดไปเก็บบอลถึงเส้นหลัง ก่อนปาดเลียดเข้าไปในกรอบ 6 หลาที่เสาไกลให้ ซามูเอล เอโดซี่ วิ่งมาแปพุ่งเสียบมุมอย่างสวยงาม เกมรุกของทัพเรือใบยังเดินหน้าบดโจมตีเข้าใส่ และนาที 30 มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะเข้าทำอันสุดสวย เริ่มต้นจาก ชูเอา กานเซโล่ ฝากบอลให้ ริยาด มาห์เรซ ก่อนฟูลแบ็กชาวโปรตุกีสสปีดไปรับบอลในกรอบเขตโทษแล้วปาดเลียดมามาหน้าปากประตูให้ เบน ไนท์ หอกวัย 19 ปี แปเข้าไปง่ายๆ สกอร์ไหลมาติดๆ นาที 34 เอโดซี่ คืนหลังให้ เบนฌาแม็ง เมนดี้ วิ่งมาครอสแรงไปเสาไกลให้ ริยาด มาห์เรซ วิ่งมาแปด้วยซ้ายข้างถนัดแบบไม่จับส่งบอลผ่านตัว แบร็ดลี่ย์ คอลลิ่นส์ นายด่านเจ้าตูบเข้าไปให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำโด่ง 3-0 จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำโด่งเหนือ บาร์นลี่ย์ 3-0 นาที 70 แมนฯซิตี้ มาได้เม็ดที่สี่จนได้จากจังหวะที่ มาห์เรซ ตักบอลไปเสาไกลให้ ซามูเอล เอโดซี่ สอดมาแปจังหวะเดียวเข้ากลางให้ ปาโบล โมเรโน่ ก่อนที่ดาวรุ่งสแปนิชจะตอกส้นให้ นาธาน อาเค่ ซัดไม่ถึง 5 หลาเข้าไปตุงตาข่ายให้ “เรือใบสีฟ้า” นำไปไกล 4-0

เจสัน แม็คเคเทียร์ อดีตมิดฟิลด์ ลิเวอร์พูล ชี้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ปีกอนาคตไกลของ “หงส์แดง” มีแววพัฒนาไปเป็นนักเตะแบบ ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ได้เลย

เจสัน แม็คเคเทียร์ อดีตกองกลางคนดังของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ปีกดาวรุ่งของ ลิเวอร์พูล มีพรสวรรค์ที่ดีจนสามารถเป็นนักเตะแบบ ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ได้ เอลเลียตต์ ได้รับการจับตามองจากคนในวงการฟุตบอลอังกฤษตั้งแต่ตอนที่เขายังอยู่กับ ฟูแล่ม แล้ว โดยก่อนที่จะมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เขาเคยเป็นที่สนใจของทีมระดับ ยูเวนตุส และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ด้วย ขณะที่ฤดูกาลก่อนแข้งวัย 18 ปีก็ทำผลงานได้ดีระดับหนึ่งในตอนที่ไปเล่นแบบยืมตัวกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ทำให้บางคนคาดกันว่าเขาจะได้รับโอกาสเล่นกับทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ โดยที่เขาก็ได้ลงเล่นเกม-ปรีซีซั่นให้กับ ลิเวอร์พูล ไปบ้างแล้วด้วย แม็คเคเทียร์ เผยว่า “ผมเป็นแฟนตัวยงของเขาตั้งแต่นาทีแรกที่ได้ดูเขาเล่น ผมได้ดูผลงานของเขาในเกมอุ่นเครื่องช่วงปรี-ซีซั่น ในสวิตเซอร์แลนด์แล้ว การประเมินเกี่ยวกับการผ่านบอลและการจับบอลของเขามันสุดยอดมากๆ เขาเป็นนักเตะที่น่าทึ่ง เรื่องที่ว่าเขาเหมาะกับตำแหน่งไหนมากที่สุดมันเป็นคำถามที่ตอบได้ยากมากๆ

ลิเวอร์พูล กลับมาแผ่วครึ่งหลังแพ้ให้ “หญิงชรา” แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ที่ได้ “สเตฟาน โยเวติช” ลงประเดิมเบิ้ลสองประตูไป 3-4

หงส์แดงทักทายนาทีที่ 11 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วางบอลริมสนามทางขวา บอลมาในเขตโทษ อิบราฮิม่า โกนาเต้ โขกตั้งมาให้ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ วอลเลย์นอกกรอบ บอลโด่งออกหลังไป แฮร์ธ่านำก่อน 1-0 ห้านาทีต่อมา มาร์วิน แพล็ทเทนฮาร์ดท์ เปิดบอลฟรีคิกระยะ 20 หลา ก่อนเป็น ซานติอาโก้ อัสซาซิบาร์ สปีดมาทางซ้าย พร้อมแหย่เท้ายิงบอลสวนตัว ควีวิน เคลเลเฮอร์ ซุกตาข่าย แต่เจ้าตัวต้องแลกกับอาการบาดเจ็บถูกเปลี่ยนตัวออก และแล้วนาทีที่ 31 โดดี ลูเคบากิโอ รับบอลทางขวา แทงเข้าเขตโทษฝากให้ ซูอัต แซร์ดาร์ แตะบอลหนีผู้เล่นคู่แข่งมาทางเสาแรก พร้อมซัดเสยเพดานประตู ชนิดที่นายด่านลิเวอร์พูลเหินตัวปัดยังไม่ทัน หญิงชราฉีกเป็น 2-0 คอสตาส ซิมิคาส ดักบอลขว้างพลาดของมือกาวคู่แข่ง กระชากมาด้านซ้ายปาดเรียดเข้ากลาง ซาดิโอ มาเน่ ซัดจังหวะแรกติดแนวรับหญิงชรา แล้วดีดซ้ำด้วยเท้าขวา พา หงส์แดง ไล่มาเป็น 1-2 ในนาทีที่ 37 ลิเวอร์พูลตีคืน นาทีที่ 43 นาบี เกอิต้า จ่ายบอลทิ้งมาที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วิ่งมาตอกส้นในเขตโทษ บอลเลยเข้าทาง ทาคุมิ มินามิโนะ ตั้งข้างเท้าแปบอลหนีมือ อเล็กซานเดอร์ ชโวโลว์ ทำสกอร์ให้ทีมสำเร็จ หมดครึ่งแรกเสมอ 2-2 แต่อีกเพียงนาทีเดียว โดดี ลูเคบากิโอ หาเหลี่ยมเปิดบอลริมเส้นด้านขวา บอลข้ามคู่เซ็นเตอร์หงส์แดงตกใส่ สเตฟาน โยเวติช กองหน้าตัวใหม่หญิงชราโหม่งเข้าพังประตูเม็ดแรกให้ต้นสังกัด แฮร์ธ่า นำอีกครั้ง 3-2 สิบนาทีท้ายเกม สเตฟาน โยเวติช โชว์ความยอดเยี่ยมเลี้ยงบอลกลางสนาม ก่อนแตะหลบ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ล้มเสียหลักในเขตโทษ แล้วหลุดไปยิงส่งบอลซุกก้นประตูเป็นลูกที่ของของเจ้าตัวนัดประเดิมสนาม หญิงชรา ฉีกเป็น 4-2 สองนาทีก่อนหมดเวลา เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ดันสูงมาโหม่งบอลติดเซฟนายทวารคู่แข่ง ทุบมาเข้าเท้า อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ยิงสวนทีเดียวในเขตโทษส่งบอล จบเกม ลิเวอร์พูล ไล่ไม่ทันแพ้ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน 3-4 ปราชัยนัดอุ่นเครื่องเกมแรก

สเปอร์ส บุกถลุง มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ ทีมจากลีกวัน 3-1

เปิดฉากมาไม่ถึง 2 นาทีแรก “ไก่เดือยทอง” หวิดได้ลุ้นขึ้นนำ ซน ฮึง-มิน เอาบอลลงแล้ววจ่ายต่อให้ อัลลี่ ก่อนป้ายออกซ้ายถึง สตีเว่น เบิร์กไวจ์น เลี้ยงตัดเข้าในกรอบแล้วซัดถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว ทว่าเจ้าบ้านสวนกลับมาในนาทีที่ 5 แล้วได้จุดโทษทันทีหลัง อัลฟี่ ไวน์แมน นายด่านสเปอร์สไปรวบ สกอตต์ ทไวน์ ล้มลงไปผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ ไวน์แมน จะแก้ตัวด้วยการพุ่งไปถูกทางเซฟลูกยิงของ แมทธิว โอไรลี่ย์ ได้อย่างยอดเยี่ยมทำให้สกอร์ยัง 0-0 เหมือนเดิม นาที 35 สเปอร์ส มาพังประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้จากจังหวะที่ ลูคัส มูร่า พาบอลจากขวาตัดเข้ากลางแล้วจ่ายทะลุช่องให้ ซน ฮึง-มิน หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดมุมแคบหนีตัวนายด่านเจ้าถิ่น บอลค่อยๆกลิ้งผ่านเส้นประตูเข้าไปอย่างเหนือชั้น จบครึ่งแรก สเปอร์ส บุกมานำเจ้าบ้าน มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ 1-0 กระนั้น นาที 58 ลูกทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต มานำห่างเป็น 2-0 บอลเริ่มจาก ลูคัส มูร่า โชว์ความสามารถเฉพาะตัวเลี้ยงจากครึ่งสนามก่อนแทงให้ ซน ฮึง-มิน หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจะเลือกหักเข้ากลางให้ เดเล่ อัลลี่ ยิงกลางประตูง่ายๆเข้าไป นาที 81 แนวรับของเจ้าบ้านมาพลาดง่ายๆ หลัง แฮร์รี่ ดาร์ลิง จ่ายบอลไปโดน ลูคัส มูร่า ตัดบอลได้ก่อนควบบอลเข้าไปในกรอบแล้วซัดผ่านมือนายด่านสำรองเอ็มเค ดอนส์ เข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ ไก่เดือยทอง นำห่าง 3-0 กระนั้น นาที 84 เอ็นเค ดอนส์ มาพังประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 จากลูกยิงของ จอห์น ฟรีแมน แต่ก็ไล่ไม่ทัน จบเกม สเปอร์ส บุกคว้าชัย มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ 3-1

สิงห์บลูส์ ผลงานยังคงไว้ใจได้แม้เกมนี้ต้องเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อนแต่ได้ทีเด็ดจากสองตัวสำรองซัดคนละตุงพาทีมรัวแซง บอร์นมัธ 2-1

10 นาทีผ่าน “สิงห์บลูส์” ทักทายก่อนจากจังหวะทิ้งยาวของ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ตักขึ้นมาถึง คริสเตียน พูลิซิช เก็บบอลก่อนแทงเข้าเขตโทษให้ แทมมี่ อับราฮัม สอดมาเก็บบอลตบย้อนเข้าทาง ฮาคิม ซีเย็ค ปั่นด้วยซ้ายโค้งผ่านมือ มาร์ค ทราเวอร์ส หลุดเสาไกลนิดเดียว นาทีที่ 26 เชลซี พลาดโอกาสทอง แดนนี่ ดริ้งค์วอเตอร์ ครอสยาวออกขวาสุดงามให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย แต่งหาช่องเปิดเข้าเขตโทษบอลแฉลบแนวรับ บอร์นมัธ เด้งมาถึง แทมมี่ อับราฮัม ชาร์จในกรอบ 6 หลาติดเซฟ มาร์ค ทราเวอร์ส ผวาปัดทิ้งเหลือเชื่อ ต่อมานาทีที่ 36 “สิงห์บลูส์” เร่งเครื่องไม่แผ่ว ฮาคิม ซีเย็ค เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนแทงช่องขึ้นมาให้ แทมมี่ อับราฮัม วิ่งสอดหลุดกับดักล้ำหน้าก่อนซัดตามน้ำด้วยขวาก็ยังเบาไปตรงตัว มาร์ค ทราเวอร์ส เหมือนเดิม หมดครึ่งเวลาแรก บอร์นมัธ 0 เชลซี 0 เปิดฉากครึ่งหลัง 5 นาที บอร์นมัธ พลาดโอกาสทองแบบเหลือเชื่อ มาร์กอส อลอนโซ่ ออกบอลช้าโดน เดวิด บรู๊คส์ สอดมาฉกหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ เอดูอาร์ เมนดี้ แต่จังหวะซัดด้วยซ้ายหลุดเสาแรกอย่างน่าผิดหวัง แต่แล้วนาทีที่ 66 บอร์นมัธ ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะทางขวาของ แจ็ค สเตซี่ย์ สอดมาในรับบอลในเขตโทษก่อนตวัดเข้าในแฉลบกระดอนพื้นเด้งมาเข้าหัว เอมิเลียโน่ มาร์คอนเดส โขกเข้าไปกลางประตูไม่เหลือ นาทีที่ 72 “สิงห์บลูส์” ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากบอลทางริมเส้นฝั่งซ้าย บาบ้า ราห์มาน ตั้งป้อมครอสเข้าเขตโทษให้ แมตต์ เมียซก้า พักอดในกรอบ 6 หลาซัดแฉลบแนวรับ บอร์นมัธ ลอยข้ามหัว มาร์ค ทราเวอร์ส ตุงตาข่าย 4 นาทีต่อมากลายเป็น เชลซี แซงนำ 2-1 จากลูกเตะมุมทางซ้าย รอสส์ บาร์คลีย์ ปั่นบอลโค้งมาเสาแรกตกใส่หัว อิเค อั๊กโบ หัวหอกวัย 22 ปีขึ้นดีกว่าแนวรับ บอร์นมัธ ทั้งแผงโหม่งแทบจะบนเส้นส่งบอลซุกก้นตาข่ายไม่พลาด

คนนี้ห้ามยุ่ง บิ๊กอินเตอร์ลั่นลูกากูไม่ได้มีไว้ขาย

เชลซี เลิกหวังได้เลย… จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ซีอีโอ อินเตอร์ มิลาน ประกาศชัด โรเมลู ลูกากู หัวหอกร่างยักษ์ ไม่ได้มีไว้ขาย ย้ำนี่คือนักเตะคนสำคัญในแผนการทำทีมของสโมสร จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ประธานบริหาร อินเตอร์ มิลาน สโมสรแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ฤดูกาลล่าสุด ยืนยันว่า สโมสรไม่มีแผนที่จะขาย โรเมลู ลูกากู กองหน้าคนสำคัญ ในช่วงซัมเมอร์นี้ อินเตอร์ กำลังมีปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนัก และจำเป็นต้องทำเงินเข้าสโมสร ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้ขาย อาชราฟ ฮาคิมี่ แบ็กขวาจอมบุกชาวโมร็อกกัน ให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เรียบร้อย และเชื่อกันว่า ลูกากู จะเป็นอีกคนที่อาจถูกแปลงเป็นเม็ดเงิน โดยมีข่าวเกี่ยวโยงกับต้นสังกัดเก่าอย่าง เชลซี อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มาร็อตต้า คอนเฟิร์มว่า หัวหอกทีมชาติเบลเยียมวัย 28 ปี จะไม่ถูกขายแน่นอน เพราะเป็นขุนพลคนสำคัญในแผนการทำทีมของ ซิโมเน่ อินซากี้ เฮดโค้ชคนใหม่

เรนเจอร์ส นำลูกทีมทำผลงานได้น่าดูชม หลังใช้กึ๋นเปลี่ยนตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมจนพลิกชนะ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่มี คาร์โล อันเชล็อตติ คุมทัพอีกคำรบ ไปได้ 2-1

ราชันออกนำ 1-0 นาทีที่ 8 มาร์ติน โอเดการ์ด จ่ายบอลเข้ามาที่ โรดรายโก้ ล็อกหลบแนวรับเรนเจอร์สจนล้มเสียหลัก ก่อนเจ้าตัวหลุดไปดีดบอลทางด้านซ้ายผ่านตัว อัลลัน แม็คเกรเกอร์ ซุกตาข่าย เรนเจอร์สพลาดโอกาสทอง สก็อตต์ ไรท์ ลากลุยมาทางริมสนาม ตบเรียดให้ แฟชั่น ซาคาล่า ตวัดยิงตามน้ำบอลเลยมาถึง ไรอัน เคนต์ ซัดซ้ำจากด้านซ้ายบอลแฉลบผู้เล่นมาดริดกระเด้งชนคานก่อนกระดอนออกมา นาทีที่ 29 ช่วงนาทีที่ 33 แชมป์ลีกสกอตบุกหนัก ไรอัน เคนต์ ได้หวดทางซ้ายของเขตโทษ บอลติดเซฟนายด่านมาดริด ก่อนจังหวะต่อเนื่อง ยานิส ฮาจี้ ไขว้หลังส่งไปที่ จอห์น ลุนด์สตรัม ซัดเต็มแรงทว่า อันเดรย์ ลูนิน ยังเหนียวหนึบ หมดครึ่งแรก เรอัล มาดริด นำก่อน 1-0 เรนเจอร์สเอาคืนเป็น 1-1 ลูคัส บาสเกซ ใช้ตัวบังบอลแต่กลายเป็นถูก เกล็น กามาร่า จิ้มบอลเข้าทาง แฟชั่น ซาคาล่า เพื่อนร่วมทีมเลี้ยงเข้าเขตโทษ แล้วยิงบอลโค้งหนีตัว อันเดรย์ ลูนิน ซุกประตูด้านขวาอย่างยอดเยี่ยม นาทีที่ 55 นาทีที่ 77 สตีเว่น เดวิส โยนบอลริมสนามด้านซ้าย แนวรับมาดริดโหม่งสกัดไม่ขาด กลายเป็น เซดริก อิตเท่น ตัวสำรองที่ลงมาตวัดยิงทันทีบอลเข้ากองก้นตาข่าย เรนเจอร์ส พลิกนำก่อน เรนเจอร์ส แซงชนะ เรอัล มาดริด 10 คน ไปได้ 2-1

แมนฯ ยูไนเต็ด จัดชุดดาวรุ่งผสมแข้งเก๋า โชว์ฟอร์มฉลองสัญญาใหม่ให้เจ้านายอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ไม่สวย พ่ายไปอย่างสนุก 2-4

เริ่มเกมมา 3 นาที เป็นฝัง่ง ปีศาจแดง ได้เฮก่อนอย่างรวดเร็ว เมื่อ มสัน กรีนวู้ด แทงบอลจากกลางสนามให้ ฟาคุนโด เปยิสตรี ตรงกรอบเขตโทษ แต่ตอนแรกดูเหมือนจะจับบอลยาว แต่กลายเป็นบอลทะลักเข้าทางปืนของ เจสซี่ ลินการ์ด ที่วิ่งเติมมาพอดี ยิงสวนตัว เซนี่ เดียง ไม่เหลือให้ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกขึ้นนำ 1-0 อย่างไรก็ตามเจ้าถิ่นมาทวงประตูคืนอย่างรวดเร็วในนาทีที่ 7 เมื่อ โยอัน บาร์เบต เปิดบอลจากริมสนามฝั่งซ้ายให้ ชาร์ลี ออสติน กระโดดโขกคนเดียวโล่งๆหน้าประตู ส่งบอลตุงตาข่าย ขยับสกอร์ให้ ควีนส์ ปาร์คฯ ไล่ตามเสมอ 1-1 นาทีที่ 42 แมนฯ ยูไนเต็ด มีลุ้นได้ส่องประตู เมื่อ เมสัน กรีนวู้ด ที่โยกไปอยู่ทางขวาบ้าง เปิดบอลให้ แดเนียล เจมส์ ตรงกรอบเขตโทษ ก่อนปีกทีมชาติเวลส์ แต่งบอลกดยิงด้วยเท้าซ้าย แต่แนวรับเจ้าถิ่นยังช่วยกันบล็อคได้อยู่ ทำให้หมดครึ่งแรกเสมอกัน 1-1 นาทีที่ 53 กลายเป็นเจ้าถิ่นได้เฮบ้าง เมื่อ คริส วิลล็อค ได้บอลตรงกรอบเขตโทษ ก่อนกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้าประตู บอลมาถึงเสาสอง และเป็น ลี วอลเลซ หักบอลกลับเข้ากลางประตูให้ ลินดอน ไดค์ส ที่เพิ่งเปลี่ยนตัวลงมา แปเต็มๆบอลผ่าน ลี แกรนท์ ตุงตาข่าย พร้อมเปลี่ยนสกอร์เป็น คิวพีอาร์ แซงนำ 2-1 จากนั้นนาทีที่ 58 คิวพีอาร์ มาช็อกแฟนผีเพิ่มอีก เมื่อ โมเซส โอดูบาโจ ได้บอลตรงริมสนามฝั่งขวา ก่อนโซโลเดี่ยวลากบอลผ่าน อันเดรียส เปไรร่า ไปกดยิงเต็มข้อด้วยเท้าซ้าย บอลพุ่งเสียบตาข่ายไปอย่างงามหยดย้อย สกอร์ไหลเป็นเจ้าถิ่นนำห่าง3-1 จากนั้นนาทีที่ 60 ผีแดง เหมือนเมาหมัด มาเสียประตูเพิ่มอีก เมื่อ คริส วิลล็อค จ่ายบอลให้ ลินดอน ไดค์ส กระชากบอลผ่าน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ก่อนยิงด้วยเท้าซ้ายในกรอบเขตโทษ ส่งบอลผ่านมือ ลี แกรนท์ ไปอีก ทำให้ คิวพีอาร์ นำห่างถึง 4-1 โดย ลินดอน ไดค์ส เหมาสองประตูแล้วหลังเพิ่งลงมาในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 73 แมนฯ ยูไนเต็ด มาได้ประตูตีตื้นมาบ้าง เมื่อ โชล่า ชอเรทีเร่ เปิดบอลจากฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษให้ แอนโธนี่ เอล็องก้า แต่งบอลกดยิงเต็มข้ออย่างยอดเยี่ยมตรงกรอบประตู ส่งบอลตุงตาข่าย ให้ทีมของโซลชา ไล่มา 2-4

ลิเวอร์พูล ซิวชัยชนะแรกในช่วงปรีซีซั่นสำเร็จ แม้ต้องรอถึงช่วงท้ายเกมถึงได้สกอร์ชัยจากการทำเข้าประตูของผู้เล่น ไมนซ์ เชือดไป 1-0

อีกสิบนาทีต่อมา ฌอง-ปอล โบติอุส ถอยต่ำมากลางสนาม วางบอลออกมาทางขวา ดาเนียล โบรซินสกี้ ดอดมาปาดบอลเรียดเข้ามาหน้าประตู แต่เจอ อิบราฮิม่า โกนาเต้ เตะทิ้งออกหลังช่วยทีมเอาไว้ ดาเนียล โบรซินสกี้ จ่ายบอลสั้นมาที่ เบน บ็อบเซียน ตบบอลคืนให้ฟูลแบ็กเพื่อร่วมทีมปรี่มาซัดทันทีในเขตโทษ ทว่า ควีวิน เคลเลเฮอร์ ยืนปิดเสาแรกด้านขวารับบอลอยู่มือ นาทีที่ 21 อิบราฮิม่า โกนาเต้ มีพลาดเหมือนกัน สกัดลูกเตะมุมไม่ดี บอลลอยเข้าหัวผู้เล่นคู่แข่งได้ลุ้นสกอร์ ยังดีที่บอลไร้น้ำหนักเข้าซอง ควีวิน เคลเลเฮอร์ ช่วงนาทีที่ 27 ก่อนจบครึ่งแรก 5 นาที นาบี้ เกอิต้า แทงเข้าเขตโทษด้านซ้าย อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน แตะบอลแต่งแล้วปั่นติดเซฟ โรบิน เซนท์เนอร์ ปัดออกหลังแบบหวุดหวิด หมด 45 นาที เสมอกัน 0-0 ผ่านมานาที 72 เควิน ชโตรเกอร์ เปิดเตะมุมฝั่งขวา บอลย้อนมาหน้ากรอบเขตโทษ โดมินิค วานเนอร์ ยิงสวนกลับมาหน้าประตู บอลเข้าซอง อาเดรียน ที่ลงมาเฝ้าเสาเป็นตัวสำรองแมตช์นี้ แต่แล้วนาทีที่ 86 หงส์แดงนำ 1-0 โอเว่น เบ็ค สปีดมาหยอดบอลทางซ้ายเข้ากลางเขตโทษ แต่กลายเป็น ลูก้า ยานนิส คีเลียน แข้งไมนซ์กระโดดสกัดบอลผิดเหลี่ยมเข้าประตูตนเองไป ช่วงนาทีสุดท้าย เคอร์ติส โจนส์ เข้าไปดวลเดี่ยวนายทวารคู่แข่ง แล้วดีดส่งบอลซุกก้นตาข่าย ทว่าเจ้าตัวล้ำหน้าก่อนแล้วชวดพังประตูให้ทีม แต่ไม่มีปัญหา จบเกม ลิเวอร์พูล เชือด ไมนซ์ 1-0 ซิวชัยชนะแรกในช่วงปรีซีซั่นสำเร็จ ก่อนลับแข้งนัดต่อไป พบ แฮร์ธ่า เบอรืลิน วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคมต่อไป

เสริมแดนกลาง ลิเวอร์พูล สนใจคว้า เคสซี่ ร่วมทัพ

กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาของอิตาลี ระบุ ลิเวอร์พูล กำลังให้ความสนใจที่จะดึง ฟร้องค์ เคสซี่ มิดฟิลด์ เอซี มิลาน มาร่วมทัพ โดยตอนนี้เจ้าตัวก็เหลือสัญญากับทีมจนถึงกลางปีหน้าเท่านั้นด้วย ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นหนึ่งในทีมที่ให้ความสนใจที่จะคว้าตัว ฟร้องค์ เคสซี่ กองกลาง เอซี มิลาน ไปร่วมทัพ ตามรายงานของ กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอิตาลี ดาวเตะวัย 24 ปี ทำผลงานได้โดดเด่นกับ มิลาน เมื่อฤดูกาลก่อน ด้วยการทำไป 13 ประตูกับ 4 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 37 นัด อย่างไรก็ตาม เขาก็เหลือสัญญากับทีมจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน ปีหน้าเท่านั้น จนทำให้อนาคตของเขากับ “รอสโซเนรี่” เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล กำลังต้องการเสริมตัวเลือกในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางอยู่พอดี หลังจากที่พวกเขาต้องแยกทางกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ไปก่อนหน้านี้ โดยเป็นที่เชื่อกันว่าตอนนี้ มิลาน ไม่พร้อมที่จะเพิ่มค่าเหนื่อยให้ เคสซี่ ตามที่เจ้าตัวต้องการด้วย

นูโน เอสปิริโต ซานโต กุนซือคนใหม่ของสเปอร์ส พาลูกทีมเก็บชัยนัดแรกในช่วงปรีซีซั่นได้แล้ว หลังบุกไปเอาชนะ โคลเชสเตอร์ ทีมจากลีกทู แบบสบายเท้า 3-0

เปิดฉากมา 10 นาทีแรก ลูคัส มูร่า ได้ลองซัดในกรอบแต่บอลยังไปเข้ามือนายด่าน โคลเชสเตอร์ กระนั้นอีกนาทีถัดมา “ไก่เดือยทอง” มาขึ้นนำ 1-0 จนได้จากจังหวะที่ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น หลุดเดี่ยวเข้าไป ก่อนจะถวายพานปาดเข้ามาให้ ซน ฮึง-มิน ยิงผ่านมือ ชามาล จอร์จ มือกาวโคลเชสเตอร์เข้าไป สเปอร์ส ยังคุมเกมรุกได้เหนือกว่า นาที 15 มาพังประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะที่ ซน ฮึง-มิน เปิดคอนเนอร์ทางด้านขวามาเสาแรกให้ ลูคัส มูร่า โฉบมาโขกบอลเข้าไปตุงตาข่าย เมื่อทำไม่ได้มาโดนทีเด็ดของ สเปอร์ส เล่นงานเข้าอีก ในนาที 38 เมื่อได้ประตูนำห่าง 3-0 จากจังหวะที่ ซน ฮึง-มิน หลุดถึงเส้นหลังทางก่อนครอสไปในกรอบ 6 หลาให้ เดเล่ อัลลี่ เทกมาโขกระยะเผาขนเข้าไป ก่อนจบครึ่งเวลาแรกด้วยสกอร์นี้ นาที 56 ไอ้หนู สคาร์เลตต์ ซัดบอลเข้าไปนอนก้นตาข่ายได้แล้ว ทว่าโดนจับล้ำหน้าเสียก่อนชวดมีชื่อบนสกอร์บอร์ดให้สเปอร์สอย่างน่าเสียดาย จบเกม สเปอร์ส บุกมาลับแข้งเอาชนะ โคลเชสเตอร์ 3-0 สำหรับโปรแกรมอุ่นเครื่องนัดต่อไปของ สเปอร์ส จะบุกไปเยือน มิลตัน คีย์นส์ ดอน ที่ เอ็มเค สเตเดี้ยม วันที่ 29 ก.ค.นี้

อิบราฮิม่า โกนาเต้ ปราการหลังป้ายแดงของ ลิเวอร์พูล เปิดอก แฮปปี้กับผลลัพธ์โดยรวมในการลงเล่นนัดแรกกับทีม

อิบราฮิม่า โกนาเต้ กองหลังคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าพอใจกับผลงานของตัวเองและการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม หลังจากที่เขาเพิ่งได้ลงเล่นนัดแรกให้กับทีม ในเกมอุ่นเครื่องนัดที่ “หงส์แดง” เสมอกับ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท 1-1 เมื่อวันอังคารที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ในวันดังกล่าว ลิเวอร์พูล ลงอุ่นเกือกทีเดียว 2 เกม แต่เป็นการเล่นแบบมินิเกมเป็นเวลา 30 นาที ซึ่ง โกนาเต้ ได้ลงเล่นในชุดเดียวกับนักเตะอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่, เจมส์ มิลเนอร์ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ด้วย ดาวเตะชาวฝรั่งเศสเผยว่า “เราจะค่อยๆ ทำได้ดีขึ้นไปทีละขั้น นี่เป็นเกมแรกในช่วงปรี-ซีซั่นของเรา และเราก็พร้อมสำหรับเกมต่อไปแล้ว เกมต่อไปจะเป็นข่าวดีทั้งสำหรับทุกคนและสำหรับผม ผมมีความสุขมากๆ ในการร่วมงานกับทีมชุดที่ลงไปเล่นในสนามในวันนี้ และมีการสื่อสารที่ดีกับทุกคน มันจะเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีวันลืมเลย”

ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชื่อดัง ระบุ เวสต์แฮม ตั้งค่าหัวของ เดแคลน ไรซ์ เอาไว้ถึง 100 ล้านปอนด์

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต้องการเงินระดับ 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวของ เดแคลน ไรซ์ กองกลางคนเก่งของทีม ตามรายงานของ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาที่มีความน่าเชื่อถือสูง ไรซ์ ทำผลงานได้โดดเด่นกับ เวสต์แฮม มาพักหนึ่งแล้ว จนทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษ ชุดทำศึก ยูโร 2020 ซึ่งในทัวร์นาเมนท์ดังกล่าวเขาก็เป็นกำลังหลักของ “สิงโตคำราม” ด้วย ก่อนที่จะพาทีมไปถึงตำแหน่งรองแชมป์ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาก็มีข่าวย้ายทีมอย่างหนักเช่นกัน โดยเฉพาะกับ เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทั้งนี้ เป็นที่เชื่อกันว่า ไรซ์ อยากย้ายไปอยู่กับ เชลซี มากๆ หลังจากเคยอยู่กับอะคาเดมี่ของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในระหว่างปี 2006-2014 ก่อนที่จะโดน เชลซี ปล่อยออกจากทีมในตอนที่มีอายุ 14 ปี โดยก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่าแข้งวัย 22 ปี ถึงขั้นปฏิเสธสัญญาฉบับใหม่ที่ เวสต์แฮม ยื่นให้เช่นกัน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่งแข้งวัยรุ่นเฉือนเอาชนะ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ 2-1

ครึ่งแรกเกมดำเนินมาถึง นาทีที่ 17 แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 เมื่อ ทาฮิธ ชอง ไปฉกบอลจากแนวรับ ดาร์บี้ หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษก่อนจะยิงไปติด เคลลี่ รูส จังหวะแรก ก่อนจะตามซ้ำจ่อๆเข้าประตูไป หลังจากนั้น นาทีที่ 30 ดาร์บี้ ได้ลุ้นตามตีเสมอจากจังหวะการเปิดจากกราบขวาของ โซเน่ อลูโก้ บอลกระดอนในเขตโทษ ก่อนจะเป็น ทอม ลอว์เรนส์ สอดมาโหม่งถึงก่อน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ บอลเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว ช่วงที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไมได้ จบครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำ ดาร์บี้ 1-0 ครึ่งหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มด้วยการเปลี่ยนผู้เล่น 9 คน จนกระทั่งนาทีที่ 59 มาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากการประสานงานของสองแข้งตัวสำรองจังหวะที่ โชล่า ชอเรทิเร่แทงบอลทะลุข่องให้ ฟากุนโด้ เปยิสตรี้ หลุดเดี่ยวก่อนจะแตะหลบ เคลเล่ รูส นายด่านดาร์บี้ เข้าไปยิงแบบเหนือชั้น อย่างไรก็ตาม “แกะเขาเล็ก” ไม่ยอมง่ายๆ ได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 คอลิน กาซิม ริชาร์ด ตัวสำรองลากบอลมากดเต็มข้อด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาแรกเช้าไปอย่างสวยงาม ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ 2-1 ประเดิมคว้าชัยนัดแรกในการอุ่นเครื่องปรีซั่น

อาร์เซน่อล ยังหาชัยชนะไม่เจอในการปรีซั่นหลังต้องไล่ตามตีเสมอ เรนเจอร์ส ถึงสองครั้งเจ๊าไปด้วยสกอร์ 2-2

เริ่มครึ่งแรกมาเป็น อาร์เซน่อล ที่ขึงเกมบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียว และมาได้ลุ้นขึ้นนำในนาทีที่ 10 จากจังหวะที่ อัลลัน แม็คเกรเกอร์ ออกบอลจากหน้าปากประตูพลาดไปเข้าทาง ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมยอง ฉกมายิงแบบโล่งๆแต่เหินข้ามคานไปแบบน่าผิดหวัง อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 14 กลายเป็น เรนเจอร์ส ที่ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากโอกาสจบสกอร์ครั้งแรกจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายแล้วเป็น เลออน บาโลกุน ขึ้นโหม่งส่งบอลตุงตาข่าย แต่กระนั้น นาทีที่ 23 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 นูโน่ ตาวาเรส ฉกบอลจากแนวรับ เรนเจอร์ส ก่อนโซโล่เข้าเขตโทษแล้วปั่นด้วยขวาบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล เสมอ เรนเจอร์ส 1-1 ครึ่งหลังเล่นมาได้ 3 นาที อาร์เซน่อล ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะวิ่งมาบรรจงแปเล่นทางด้วยซ้ายของ เอมิล สมิธ โรว์ ในเขตโทษ อัลลัน แม็คเกรเกอร์ บินปัดปลายมือบอลเฉี่ยวเสาออกไปนิดเดียว หลังจากนั้น เรนเจอร์ส ได้ใจขึงบุกใส่ อาร์เซน่อล บ้าง และเกือบได้ประตูที่สามในนาทีที่ 78 จากลูกยิงนอกกรอบของ นาธาน แพทเตอร์สัน บอลเแยวเสาออกไปนิดเดียว เวลาท่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม อาร์เซน่อล เสมอ เรนเจอร์ส 2-2 ส่งผลให้ “ปืนใหญ่” ยังไร้ชัยในเกมปรีซีซั่นในสองเกมที่ลงเล่น

โกนาเต้เผยแฟน ลิเวอร์พูล คาดหวังอะไรจากตนได้บ้าง

อิบราฮิม่า โกนาเต้ ปราการหลังป้ายแดงของ ลิเวอร์พูล ระบุ ตนเป็นนักเตะสไตล์ที่ไม่เกรงกลัวการเข้าหาบอล รวมถึงใช้เท้าทำประตูได้มากกว่าการโขกบอลอีกต่างหาก แต่เสริมว่าตนจะยังพยายามทำงานหนักเรื่อยๆ ต่อไป อิบราฮิม่า โกนาเต้ กองหลังคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าตนเป็นนักเตะที่ไม่เกรงกลัวในการเข้าหาบอลเลย รวมถึงทำบอลจากการยิงได้มากกว่าลูกโหม่ง โกนาเต้ ทำผลงานได้โดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก มาพักหนึ่งแล้ว จนทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจจ่ายเงินราว 36 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,440 ล้านบาท) เพื่อเอาเขามาอยู่กับทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยบางคนมองว่าดาวเตะชาวฝรั่งเศสมีโอกาสดีที่จะได้เป็นคู่เซนเตอร์แบ็กตัวจริงของทีมร่วมกับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ด้วย หลังโดนถามว่าแฟนบอล ลิเวอร์พูล สามารถคาดหวังอะไรจากตัวเขาได้บ้างแล้วนั้น โกนาเต้ ก็ตอบว่า “ได้สิครับ ผมเป็นคนตัวใหญ่, แข็งแกร่ง และไม่กลัวที่จะเข้าหาบอล! ผมสามารถทำประตูด้วยเท้าได้มากกว่าการใช้หัวโขก นั่นเป็นเรื่องที่แปลกนิดๆ! นั่นแหละคือตัวผม!

แฟนๆรอเฮ มัลดินี่ยัน ชิรูด์ จ่อเซ็นเอซีมิลาน

เปาโล มัลดินี่ ผอ.ฝ่ายเทคนิค เอซี มิลาน คอนเฟิร์มเอง สโมสรจ่อปิดดีล โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หัวหอกจอมเก๋า เชลซี พร้อมอวย ดาวเตะวัย 34 ปี เข้ามาช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับทีมได้แน่นอน เปาโล มัลดินี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ เอซี มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ยืนยันว่า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ กองหน้าเฟร้นช์แมนของ เชลซี กำลังจะย้ายมาร่วมทัพ “รอสโซเนรี่” และน่าจะเดินทางมาถึงเมืองมิลาน วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคมนี้ ถึงแม้ ชิรูด์ เพิ่งขยายสัญญากับ เชลซี ออกไปอีก 1 ปี เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน แต่นั่นก็เพียงเพราะ “สิงโตน้ำเงินคราม” ไม่ต้องการเสียนักเตะออกไปแบบฟรีๆ โดยคาดว่า หัวหอกร่างใหญ่วัย 34 ปี จะย้ายร่วมก๊วน “ปีศาจแดง-ดำ” ด้วยราคา 2 ล้านยูโร (ประมาณ 78 ล้านบาท) พร้อมเซ็นสัญญา 2 ปี ทั้งนี้ ชิรูด์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ให้ เชลซี และ อาร์เซน่อล ต้นสังกัดก่อนหน้านี้ รวมกัน 255 นัด ทำได้ 90 ประตู

“ปืนใหญ่” ประเดิมปรีซีซั่นไม่สวยเท่าไหร่หลังบุกไปพ่ายเจ้าถิ่น ฮิเบอร์เนี่ยน 1-2

เริ่มเกมมาได้แค่ 5 นาทีแรก “ปืนใหญ่” ทิ้งโอกาสทองขึ้นนำหลัง พอล แฮนโลน ทำพลาดโดน เอ็ดดี เอ็นเคเทียห์ ฉกบอลหลุดไปดวลเดี่ยวกับ มาซี่ย์ แต่เจ้าตัวดันยิงหลุดเสาไปอย่างน่าผิดหวัง แต่กลายเป็น อาร์เซน่อล มาพลาดเองในนาที 21 หลังบอลยาวจาก แม็ตต์ มาซี่ย์ ขึ้นหน้ามา บอลหลุดมาถึง เซดริก โซอาเรส จ่ายคืนหลังให้ อาร์เธอร์ โอคอนโคว ทว่านายด่านวัย 19 ปี เตะพลาดก่อนโดน มาร์ติน บอยล์ แย่งเข้าไปยิงอย่างง่ายๆ ให้เจ้าบ้าน ฮิเบอร์เนี่ยน ขึ้นนำ 1-0 นาที 37 ฮิเบอร์เนี่ยน เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สองหลัง เควิน นิสเบ็ต ผ่านเข้ากลางให้ อเล็กซ์ โกกิช ตะบันด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งแต่ยังติดเซฟของ โอคอนโคว ปัดออกไปหวุดหวิด อีกสามนาทีถัดมา แนวรับไอ้ปืนใหญ่เกือบโดนอีก หลัง สตีเฟ่น แบรดลี่ย์ หลุดเข้าไปซัดมุมแคบทางด้านขวาแต่บอลพุ่งไปชนโคนเสาอย่างน่าเสียดาย จบครึ่งแรก ฮิเบอร์เนี่ยน ขึ้นนำ อาร์เซน่อล 1-0 ครึ่งหลัง อาร์เซน่อล เปลี่ยน 7 ตำแหน่งส่ง คาร์ล ยาค็​อบ ไฮน์ นายด่านดาวรุ่งรวมทั้ง โอมาร์ เรกิค, เอมิล สมิธ โรว์, นิโกล่าส์ เปเป้, โธมัส ปาร์เตย์, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และโฟลาริน บาโลกัน ลงไปเล่นแทน และเมื่อทำไม่ได้ นาที 69 เจ้าบ้าน ฮิเบอร์เนี่ยน มาได้ประตูนำห่าง 2-0 บอลต่อเนื่องจากลูกเตะมุม พอล แฮนโลน โขกเช็ดไปเสาไกลให้ แดเนี่ยล แม็คคีย์ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาโขกจ่อๆไม่ถึงสองหลาเข้าไป ฮิเบอร์เนี่ยน นำ 2-0 นาที 82 ปืนใหญ่มายิงไล่คืน 1-2 จนได้ หลัง ลากาแซตต์ แทงให้ เบเยริน ที่ลงมาเป็นสำรองตักบอลจากเส้นหลังไปเสาไกลให้ เอมิล สมิธ โรว์ วิ่งมาแปเบียดเสาเสยตาข่ายเข้าไปอย่างเฉียบขาด

ชวดช่วยแคนาดา บาเยิร์นเผย เดวี่ส์ เอ็นข้อเท้าฉีก

บาเยิร์น บอกเอง อัลฟองโซ่ เดวี่ส์ แบ็กซ้ายชาวแคนาดามอาการเอ็นข้อเท้าฉีก จนทำให้ตอนนี้ต้องพักรักษาตัวที่นครมิวนิค บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน เปิดเผยว่า อัลฟองโซ่ เดวี่ส์ แบ็กซ้ายคนเก่งของทีมมีอาการเอ็นบริเวณข้อเท้าฉีก จนทำให้อดลงเล่นในศึก คอนคาเฟค โกลด์ คัพ 2021 กับทีมชาติแคนาดา เดิมทีแข้งวัย 20 ปีเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลของ แคนาดา ชุดสู้ศึก คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ หนนี้ และเขาก็ถูกยกให้เป็นตัวความหวังของทีมด้วยหลังจากที่ผ่านมาเจ้าตัวเล่นได้โดดเด่นกับ บาเยิร์น แต่จู่ๆ เขาก็ต้องถอนตัวก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้นได้ไม่นาน บาเยิร์น ระบุว่า “อัลฟองโซ่ เดวี่ส์ ต้องพักรักษาตัวที่ เอฟเซ บาเยิร์น เป็นระยะหนึ่ง แข้งวัย 20 ปี มีอาการเอ็นฉีกตรงข้อเท้าซ้ายในช่วงก่อนที่ แคนาดา จะลงเล่น โกลด์ คัพ ในตอนนี้ เดวี่ส์ จะกลับมาที่นครมิวนอคเพื่อทำการบำบัดต่อไป โดยมันจะมีการรักษาอาการบาดเจ็บของเขาแบบไม่ใช้วิธีที่เร่งรีบมากเกินไป

อังกฤษ ยังต้องรอคอยแชมป์รายการใหญ่ต่อไป เมื่อพวกเขาพ่ายช่วงดวลจุดโทษให้ “อัซซูรี่” อิตาลี 3-2 หลังเสมอในเวลา 90 นาทีกัน 1-1

เกมเริ่มเพียงสองนาที ลุค ชอว์ ขึ้นเกมมาริมเส้นทางซ้ายแดนหลัง ไหลเข้ากลางให้ แฮร์รี่ เคน เปิดบอลยาวมาที่ คีแรน ทริปเปียร์ ดันสูงมาฝั่งขวา หยอดบอลข้ามย้อนเข้าเขตโทษ 6 หลาก่อนเป็น ฟูลแบ็กแมนยูดอดมายิงยัดตาข่ายทางเสาด้านซ้าย อังกฤษ นำ 1-0 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ลองปั่นบอลระยะ 20 หลาหน้ากรอบเขตโทษ บอลเลี้ยวหนีกำแพงผู้เล่นสิงโตคำราม แต่สูงเกินข้ามคานออกหลัง ในนาทีที่ 7 ผ่านมาถึงนาทีที่ 35 นิโคโล่ บาเรลล่า ส่งบอลฝากให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า กระชากบอลหนี เดแคลน ไรซ์ กินระยะมาหน้ากรอบเขตโทษ ส่องไกลบอลเรียดออกข้างกรอบประตูด้านขวาแบบมีลุ้น ช่วงทดเจ็บนาที 45+1 โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ โยนบอลเข้าเขตโทษ ชิโร่ อิมโมบิเล่ เอี่ยวตัวยิงติดบล็อก จอห์น สโตนส์ บอลไม่ไปไหนมาหา จอร์จินโญ่ จ่ายตั้งไปที่ มาร์โก แวร์รัตติ วางเท้ายิงอีกครั้งแต่บอลไร้น้ำหนักเข้ามือ จอร์แดน พิคฟอร์ด หมดครึ่งแรก อังกฤษ นำก่อน 1-0 อิตาลีเอาจนได้ 1-1 นาที 67 โดมินิโก้ เบร์ราดี้ เปิดบอลเตะมุมทางขวา ไบรอัน คริสตันเต้ โฉบมาโหม่งบอลสะบัดเลยมาหน้าประตู มาร์โก แวร์รัตติ โขกติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่เซฟบอลชนเสาด้านซ้าย และเป็น เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ซ้ำบอลระยะเผาขนตุงประตู ก่อนจบ 90 นาที ยังเสมอกัน ต้องต่อเวลาอีก 30 นาที อันเดรีย เบล็อตติ ใช้ตัวบังจน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ต้องเตะทำฟาวล์ เรียกฟรีคิกระยะ 25 หลา เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ซัดบอลเข้าหากรอบ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยืนรับบอลกระฉอกก่อนเจ้าตัวตะครุบทัน นาทีที่ 107 หมดเวลา 120 ผลยังเหมือนเดิมเสมอ 1-1 ต้องตัดสินโดยการดวลจุดโทษ

อาร์เจนติน่า คว้าแชมป์โกปา อเมริกา สมัยที่ 15 ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม หลังเอาชนะ บราซิล 1-0

กองเชียร์ “ฟ้า-ขาว” ได้เฮลั่น เมื่อ โรดริโก้ เดอ ปอล วางบอลยาวให้ อังเคล ดิ มาเรีย หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว เอแดร์ซอน เข้าประตู นาที 21 อาร์เจนติน่า ออกนำ บราซิล 1-0 บราซิล พยายามตั้งเกมบุกเข้าใส่ แต่ทาง อาร์เจนติน่า ยังตั้งโซนเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น หมดครึ่งเวลาแรก อาร์เจนฯ ยังเป็นฝ่ายนำ 1-0 เริ่มครึ่งหลัง ตีเต้ กุนซือ “แซมบ้า” ทำการแก้เกมด้วยการส่ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ลงสนามมาเล่นแทน เฟร็ด นาที 52 ริชาร์ลิซอน ส่งบอลเข้าประตูจากจังหวะซ้ำลูกยิงของตัวเอง ทว่าผู้กำกับเส้นยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าของแนวรุกจาก เอฟเวอร์ตัน ไปเสียก่อน ถัดจากนั้น 2 นาที ริชาร์ลิซอน คนเดิมหลุดเข้าไปซัดในกรอบเขตโทษ แต่ทาง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ทุบทิ้งเอาไว้ได้ยอดเยี่ยม ช่วงท้ายเกม กาเบรียล ได้โอกาสวอลเล่ย์ด้วยซ้าย บอลพุ่งแรงแต่ทาง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ยังปัดทิ้งออกหลังช่วย อาร์เจนฯ ไม่เสียประตู ถัดมาจังหวะโต้กลับ “ฟ้า-ขาว” ชวดทำสกอร์ปิดกล่อง หลังหลุดไปดวล เอแดร์ซอน ตัวต่อตัวแล้วพยายามล็อกหลบนายด่านแซมบ้า แต่ไม่พ้น ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่ม หมดเวลาการแข่งขัน อาร์เจนติน่า เอาชนะ บราซิล 1-0 คว้าแชมป์ โกปา อเมริกา 2021 ไปครอบ และเป็นสมัยที่ 15 ของ “ฟ้า-ขาว”

ประตูชัยทดเจ็บ!ดิอาสส่องไกลงามหยดพาโคลอมเบียเชือดเปรู คว้าที่ 3 โกปา อเมริกา

เกมครึ่งแรกทำท่าจะเสมอกัน แต่เป็น เปรู ที่ออกนำไปก่อนจากจังหวะสวนกลับเร็ว คริสเตียน กูเอว่า ถวายพานให้ โยชิมาร์ โยตุน ยิงด้วยซ้ายเสียบมุมเข้าประตู และจบครึ่งแรก เปรู ออกนำ โคลอมเบีย 1-0 เริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน โคลอมเบีย ตามตีเสมอจากลูกยิงฟรีคิกของ ฮวน กวาดราโด้ ที่บรรจงปั่นด้วยขวาระยะประมาณ 20 หลา นาที 49 เกมกลับมาเท่ากัน 1-1 นที 65 ลุยซ์ ดิอาส ปีกตัวจี๊ดของ โคลอมเบีย กระชากเดี่ยวเข้าไปซัดผ่าน เปโดร กาเยเซ่ พา โคลอมเบีย พลิกขึ้นนำ 2-1 ช่วงท้ายเกม เปรู ตามตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 83 จานลูก้า ลาปาดูล่า ขึ้นโขกจากจังหวะลูกเตะมุมของ ราเซียล การ์เซีย เข้าประตู หมดสิทธิ์ที่ คามิโล่ วาร์กาส จะป้องกัน เกมทำท่าจะต้องไปตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ แต่เป็น ลุยซ์ ดิอาซ ปั่นโค้งยิงนอกกรอบเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 โคลอมเบีย ขึ้นนำอีกครั้ง 3-2 และจบเกมด้วยสกอร์นี้ โคลอมเบีย จึงคว้าอันดับ 3 ของศึก โกปา อเมริกา โดยคู่ชิงชนะเลิศจะลงเล่นในช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม เวลา 07.00 น.

สปอนเซอร์ใหม่เป็นไง? หลุดภาพเปิดตัวชุดเหย้าแมนยู

ฟุตตี้เฮดไลน์ส เว็บไซต์แนวข่าวสารสินค้าด้านวงการลูกหนังที่มีความน่าเชื่อถือสูง โชว์ภาพที่บอกว่าจะเป็นเซตภาพที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ฟุตตี้เฮดไลน์ส เว็บไซต์แนวข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของวงการฟุตบอล เปิดเผยภาพที่อ้างว่าเป็นชุดภาพที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะใช้สำหรับการเปิดตัวชุดเหย้าแบบใหม่ในการสู้ศึกฤดูกาล 2021-22 สิ่งที่หลายคนสนใจมากที่สุดเกี่ยวกับชุดแข่งตัวใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ตลอดช่วงที่ผ่านมาก็คือการอยากเห็นว่า ทีมวิวเวอร์ สปอนเซอร์รายใหม่ของพวกเขาจะถูกประดับตรงหน้าอกชุดแข่งแบบไหน หลังจากหลายคนคิดว่าโลโก้ของบริษัทดังกล่าวดูแล้วน่าจะเอามาใช้ประดับให้ดูสวยได้ยาก อย่างก่อนหน้านี้ก็มีภาพหลุดออกมาว่าตัวอักษรของคำว่า “TeamViewer” มันบีบอัดกันจนดูชิดเกินไป และขนาด แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังออกมาบอกเลยว่าไม่ชอบเท่าไหร่หากชุดแข่งมันออกมาตามแบบนั้นจริงๆ ทั้งนี้ ภาพที่หลุดออกมาในครั้งล่าสุดนั้นแสดงให้เห็นว่าสภาพชุดเหย้าตัวใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็จะคล้ายกับภาพที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้จริงๆ โดยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีคิวเปิดตัวชุดเหย้าแบบใหม่ของพวกเขาอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคมนี้ด้วย สำหรับคนที่มาเป็นนายแบบชุดแข่งในภาพที่หลุดออกมานั้นมีทั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ ปอล ป็อกบา ซึ่งนี่อาจจะสื่อได้ด้วยว่า ป็อกบา จะยังอยู่กับทีมต่อไป หลังจากดาวเตะชาวฝรั่งเศสตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมหนักพอตัวในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจุบันเขาเหลือสัญญากับทีมแค่ปีเดียวเท่านั้น

อังกฤษ ทะลุเข้าชิงบอลยูโรสำเร็จเป็นครั้งแรกของพวกเขา หลังได้ฮีโร่คนเดิม “แฮร์รี่ เคน” พังสกอร์สำคัญช่วงต่อเวลาอัด “โคนม” เดนมาร์ก 2-1

สิงโตคำรามทักทายนาที 13 แฮร์รี่ เคน ไหลบอลเรียดออกมาทางซ้าย ราฮีม สเตอร์ลิง ลากบอลโยกหลบ อันเดรียส คริสเตนเซ่น หาเหลี่ยมยิงในเขตโทษ แต่โดนไม่ดีบอลเข้าซองนายทวารโคนม โคนมได้ลุ้นนาที 15 ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก ลากบอลกินระยะมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ตัดสินใจยิงทันทีแต่บอลไร้น้ำหนักนายทวารผู้ดีรับสบาย จังหวะถัดมา จอร์แดน พิคฟอร์ด ออกบอลพลาดมาถูก มิคเคล ดัมส์การ์ด ดักบอลหน้ากรอบเขตโทษแทงออกมาด้านซ้าย มาร์ติน เบรธเวท ซัดไปแฉลบแข้งอังกฤษออกหลัง นาทีที่ 16 โคนมเอาจนได้ 1-0 มิคเคล ดัมส์การ์ด ซัดฟรีคิกระยะ 25 หลาเยื้องมาด้านซ้าย บอลพุ่งข้ามกำแพง ก่อนฮุบผ่านมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ซุกตาข่ายอย่างสวยงาม ในอีกห้านาทีต่อมา แต่แล้วอีกเพียงนาทีเดียว แฮร์รี่ เคน จ่ายบอลทะลุช่องให้ บูคาโย่ ซาก้า ลากมาปาดบอลในเขตโทษ ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งมากดดันจน ซิมง เคียร์ ต้องสไลด์เคลียร์บอลพลาดเสยเพดานตาข่ายฝั่งตนเองไป ให้ อังกฤษ ตีคืนเป็น 1-1 ก่อนหมดครึ่งแรกสกอร์นี้ อังกฤษเฮสนั่น 2-1 นาทีที่ 104 ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากบอลริมเส้นทางขวา หลุดเข้าไปโดน โยอาคิม เมห์เล่ เข้าสกัดล้มลง เชิ้ตดำชาวฮอลแลนด์ ชี้จุดโทษพร้อมเช็ควีเออาร์ ยืนยันคำเดิม แฮร์รี่ เคน ซัดทีแรกติดมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ก่อนเจ้าตัวตามซ้ำตุงประตู

บราซิล ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ตามคาด หลังเอาชนะ เปรู ไปแบบหืดจับจากประตูชัยของ ลูคัส ปาเกต้า

อีก 6 นาทีถัดมา คาเซมิโร่ ปั่นระยะไกลบอลเกือบเบียดเสาแต่ กาเยเซ่ ยังเหนียวพุ่งปัดออกไป ก่อน นาที 19 ลูคัส ปาเกต้า จะปาดมาให้ เนย์มาร์ ซัดไม่ถึง 3 หลาไปติดมือ กาเยเซ่ อีก แม้ ริชาร์ลิซอน จะตามมาซ้ำจ่อๆ แต่ กาเยเซ่ ก็ยังสุดยอดลุกมาปัดออกหลังไปได้อย่างเหลือเชื่อ นาที 33 ลูกทีมของ ติเต้ ได้ลุ้นอีกครั้งคราวนี้ คาเซมิโร่ โชว์สเต็ปพาบอลลุยมาเอง แม้จะโดนแข้งเปรูเตะล้มลงแต่บอลแต่ผู้ตัดสินให้เป็นลูกได้เปรียบหลังบอลมาเข้าทาง ริชาร์ลิซอน ลากเข้าไปซัดแต่บอลยังเบาไปเข้ามือ กาเยเซ่ จนแล้วจนรอด หลังบดอยู่นาน นาที 35 บราซิล มาชิงขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ทัพเปรู ซานตามาเรีย สกัดบอลไปเข้าทาง ริชาร์ลิซอน แทงบอลเร็วขึ้นหน้าให้ เนย์มาร์ หลุดเข้าไปก่อนดึงหลอกแนวรับเปรูสองราย แล้วแตะลอดขา คัลเลนส์ ก่อนหักมาให้ ลูคัส ปาเกต้า วิ่งมาซัดบริเวณจุดโทษเข้าไปตุงตาข่าย นาที 45+5 ทัพแซมบ้าเกือบได้ลุ้นเม็ดสอง หลัง เนย์มาร์ แทงตัดหลักแบ็กให้ เอเวอร์ตอน หลุดถึงเส้นหลังก่อนตักมาเสาไกลให้ เรนาน โลดี้ โขกบอลหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย จบครึ่งแรก บราซิล ขึ้นนำ เปรู 1-0 ด้วยโอกาสยิงถึง 10 เข้ากรอบ 7 ส่วน เปรู มีโอกาสหนเดียวแต่ไม่เข้ากรอบ ขณะที่ทัพ “เซเลเซา” ครองบอลถึง 64 % เลยทีเดียว โอกาสทองของ เปรู นาที 81 จากจังหวะลูกฟรีคิกทางด้านซ้าย โยชิมาร์ โยตุน โยนเข้ามากหน้าประตู เอแดร์ซอน ออกมาตัดบอลพลาดมาเข้าหัว อเล็กซานเดอร์ คัลเลนส์ ได้โขกสะบัด แต่บอลหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

อาร์เจนติน่า โชว์ฟอร์มสุดสวยไล่ถล่ม เอกวาดอร์ 3-0

นาที 14 เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กระดกบอลหลบ เฮร์นาน กาลินเดซ นายด่าน เอกวาดอร์ แล้วพยายามจะยิงมุมแคบ แต่ โรเบิร์ต อาร์โบเลด้า ตามมาบล็อคไว้ได้ทัน นาที 22 “ฟ้า-ขาว” พลาดโอกาสทองที่จะได้ประตูขึ้นนำ เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตู ทว่าเจ้าตัวยิงด้วยซ้ายไปชนเสาอย่างน่าเหลือเชื่อ ท้ายครึ่งแรกนาที 40 ลิโอเนล เมสซี่ ผ่านบอลมาให้ โรดริโก้ เดอ ปอล ได้ยืนยิงโล่งๆ ซัดเข้าประตูได้อย่างเฉียบขาด อาร์เจนติน่า ขึ้นนำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้ ความผิดพลาดของ เอกวาดอร์ ถูกลงโทษทันที เปโดร เรย์น่า ไปเสียบอลโดน อังเคล ดิ มาเรีย ตัดบอลได้ ก่อนที่ เมสซี่ จะถวายพานมาให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ได้ยิงง่ายๆ นาที 84 อาร์เจนติน่า หนีเป็น 2-0 นาที 88 อังเคล ดิ มาเรีย หลุดเดี่ยวเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนจะโดน เปโดร เรย์น่า เหนี่ยวล้มลง ผู้ตัดสินชี้ให้เป็นลูกจุดโทษในทีแรก ก่อนจะไปดูกล้องที่ข้างสนามแล้วกลับมาให้เป็นแค่ลูกฟรีคิก และควักใบแดงให้แก่ เรย์น่า และจากลูกฟรีคิก เมสซี่ บรรจงปั่นข้ามกำแพงเข้าประตูไปอย่างสวยงามในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 3

บราซิล ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกศึก โกปา อเมริกา 2021 ได้สำเร็จ หลังเฉือนเอาชนะ ชิลี 1-0

นาที 27 โอกาสของ ชิลี เอดูอาร์โด้ วาร์กัส หลุดมาทางกราบขวา ก่อนจะซัดเรียดไปที่เสาสอง ทว่าทาง เอแดร์ซอน ปัดทิ้งออกหลังเอาไว้ได้ ถัดมานาที 32 ดานิโล่ พาบอลมาหน้ากรอบเขตโทษก่อนจะซัดด้วยขวาบอลพุ่งได้ลุ้นแต่เฉี่ยวคานเหินออกไป เริ่มครึ่งหลังได้นาทีเดียว บราซิล ชิงออกนำไปก่อน จากจังหวะที่ เซบาสเตียน เวกัส สกัดบอลไม่ดีบอลตกมาถึง ลูกัส ปาเกต้า ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาซัดประตูเข้าไปอย่างเฉียบขาด นาที 46 “เจ้าภาพ” ขึ้นนำ 1-0 อย่างไรก็ตาม 2 นาทีต่อมา บราซิล มาเหลือผู้เล่น 10 คนเมื่อ กาเบรียล เชซุส ยกเท้าสูงไปเข้ายอดหน้าของ ยูเจนิโอ มีน่า เต็มๆ ผู้ตัดสินไม่ลังเลเป่าเป็นลูกฟาวล์พร้อมควักใบแดงไล่ออกจากสนาม นาที 67 บราซิล พลาดโอกาสฉีกเป็น 2-0 เนย์มาร์ กระชากบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนจะพยายามยิงยัด แต่ก็ยังเป็น เคลาดิโอ บราโว่ ที่ป้องกันได้ดี ช่วงเวลาที่เหลือ ชิลี ที่ได้เปรียบตัวผู้เล่นพยายามโหมบุกหนักเพื่อทวงประตูตีเสมอ แต่แนวรับ บราซิล ก็ยังช่วยกันได้ดี หมดเวลาการแข่งขัน บราซิล เฉือนชนะ ชิลี 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปเจอกับ เปรู ต่อไป

เฟเดริโก้ เชรูบินี่ ผอ. กีฬา ยูเวนตุส ระบุ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไม่ได้แสดงท่าทีเลยว่าอยากบอกลาทีม

เฟเดริโก้ เชรูบินี่ ผู้อำนวยการกีฬาของ ยูเวนตุส ยอดสโมสรแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี กล่าวว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงคนดังของทีมไม่ได้แจ้งกับพวกตนเลยว่าต้องการย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ อนาคตของ โรนัลโด้ ถือเป็นประเด็นร้อนของ ยูเวนตุส ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่เขาเหลือสัญญากับทีมจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าเท่านั้น โดยทีมที่มีข่าวกับเจ้าตัวก็มีอย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ สปอร์ติ้่ง ลิสบอน เป็นต้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานว่า จอร์จ เมนเดส เอเยนต์คู่ใจของ โรนัลโด้ เตรียมจะเข้าหารือกับบอร์ดบริหารของ ยูเวนตุส เพื่อคุยถึงอนาคตของแข้งวัย 36 ปีด้วย เชรูบินี่ เผยว่า “มันไม่มีสัญญาณใดๆ ทั้งนั้นจากฝั่งของ โรนัลโด้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องข่าวลือว่ามันจะมีการย้ายทีม ยูเวนตุส ไม่มีสัญญาณใดๆ ทั้งนั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฤดูกาลก่อนเขาทำไป 36 ประตูจากการลงเล่น 44 นัด

“สิงโตคำราม” ยังแกร่งทั่วแผ่นเป็นทีมเดียวที่ไม่เสียประตูให้ทีมใด หลังทำผลงานยอดเยี่ยมไล่บดเอาชนะ “อินทรีเหล็ก” 2-0

เปิดฉากครึ่งแรก 5 นาทีเป็น “อินทรีเหล็ก” ทักทายก่อนจากจังหวะหน้าเขตโทษของ เลออน โกเร็ตซ์ก้า แหวกขึ้นมาได้ช่องซัดด้วยขวาบอลผ่านบล็อคกระดอนพื้นไปตรงตัว จอร์แดน พิคฟอร์ด รับไว้ได้ไม่พลาด ต่อมานาทีที่ 15 “สิงโตคำราม” ตอบโต้บ้างจากจังหวะหน้าเขตโทษของ ราฮีม สเตอร์ลิง โยกตัดเข้าในก้มหน้าปั่นด้วยขวาระยะร่วม 30 หลาบอลโค้งเกือบเสียบเสาไกลติดปลายมือ มานูเอล นอยเออร์ ผวามาปัดทิ้งหวุดหวิด หมดครึ่งเวลาแรก อังกฤษ 0 เยอรมัน 0 นาทีที่ 48 “อินทรีเหล็ก” ออกหมัดก่อนจากจังหวะทางซ้ายของ โรบิน โกเซนส์ ตามมาเก็บบอลตักย้อนเข้าเขตโทษติดหัวแนวรับ อังกฤษ โขกสกัดไม่ขาดย้อนมาเข้าทาง ไค ฮาแวร์ตซ์ ตวัดด้วยซ้ายตามน้ำเกือบเสยใต้คานติดเซฟ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผวาปัดทิ้งออกหลัง แต่แล้วนาทีที่ 75 อังกฤษ ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะประสานงานสุดสวย แฮร์รี่ เคน เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนแปะตั้งให้ แจ็ค กรีลิช ตอบออกซ้ายถึง ลุค ชอว์ สอดมาปาดเข้าเขตโทษโค้งมาเข้าเท้า ราฮีม สเตอร์ลิง โฉบมาชาร์จในกรอบ 6 หลาผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ซุกก้นตาข่าย นาทีที่ 86 “สิงโตคำราม” มาปิดกล่องทิ้งห่างเป็น 2-0 จากจังหวะขยันของ ลุค ชอว์ ตัดบอลกลางสนามลากแหวกขึ้นมาแทงเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายถึง แจ็ค กรีลิช ครอสเข้าในให้ แฮร์รี่ เคน ทิ้งตัวโขกกระดอนพื้นตุงตาข่ายงามหยด หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม อังกฤษ 2 เยอรมัน 0

อาร์เจนติน่า จบรอบแบ่งกลุ่มศึก โกปา อเมริกา ด้วยการคว้าแชมป์กลุ่ม เอ หลังจากเอาชนะ โบลิเวีย 4-1

เริ่มเกมแค่ 6 นาที ลิโอเนล เมสซี่ ยกบอลมาให้ อเลฮานโดร โกเมซ หลุดไปซัดด้ายซ้ายเต็มข้อเข้าประตู อาร์เจนติน่า ออกนำ 1-0 นาที 31 อเลฮานโดร โกเมซ ถูกสกัดล้มลงในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นลูกฟาวล์ และเป็น ลิโอเนล เมสซี่ รับหน้าที่สังหารไม่พลาดพา “ฟ้า-ขาว” หนีเป็น 2-0 ช่วงท้ายครึ่งแรก เซร์คิโอ อเกวโร่ เปิดบอลให้ ลิโอเนล เมสซี่ หลุดกับดักล้ำหน้า ก่อนจะยกบอลข้ามหัว คาร์ลอส ลัมเป้ นายด่าน โบลิเวีย เข้าประตูไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรก อาร์เจนติน่า นำ โบลิเวีย 3-0 เข้าสู่ครึ่งหลัง โบลิเวีย ที่วันนี้สู้สุดใจมาได้ประตูตีไข่แตก เลโอเนล จุสติเนียโน่ กัปตันทีม ปาดบอลมาให้ เอร์วิน ซาอาเวดร้า วิ่งโฉบมาซัดเต็มข้อเสยเพดานตาข่าย นาที 60 โบลิเวีย ตาม อาร์เจนติน่า 1-3 อย่างไรก็ตาม นาที 65 เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาได้นาทีเดียว เก็บส้มหล่นยืนยิงโล่งเข้าประตู พาให้ อาร์เจนฯ ทิ้งห่างเป็น 4-1 ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม หมดเวลาการแข่งขัน อาร์เจนติน่า เอาชนะ ปารากวัย 4-1 เก็บเพิ่ม 3 คะแนนแข่ง 4 นัดมี 10 คะแนน จบรอบแบ่งกลุ่มด้วยตำแหน่งแชมป์กลุ่ม ขณะที่ โบลิเวีย แข่ง 4 นัดไม่มีคะแนน

“ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ทำผลงานได้ตามเป้าหลังเชือด โปรตุเกส แชมป์เก่า 1-0

เปิดฉากครึ่งแรก 5 นาทีเป็น โปรตุเกส ทักทายก่อนจากจังหวะกลางสนามของ เรนาโต้ ซานเชส ลากแหวกขึ้นมาแทงออกซ้ายให้ ดิโอโก้ โชต้า แตะบอลเข้าเขตโทษได้ช่องหักข้อด้วยซ้ายผ่านหน้าประตูหลุดออกหลัง นาทีที่ 24 “ฝอยทอง” หวิดได้ประตูขึ้นนำจากฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวาระยะราว 25 หลาของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ วิ่งมาซัดด้วยขวาบอลพุ่งส่ายเลี้ยวหนีกำแพงแต่ยังไม่ผ่านมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ผวาตบทิ้งออกมาได้ทัน แต่แล้วนาทีที่ 42 “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะสกัดไม่ขาดของแนวรับ โปรตุเกส บอลมาเข้าทาง โธมัส เมอนิเย่ร์ แทงย้อนไปฝั่งซ้ายให้ ธอร์กาน อาซาร์ สอดมาซัดด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลพุ่งส่ายติดไซค์ก้อยหนีมือ รุย ปาตริซิโอ ตุงตาข่ายงามหยด หมดครึ่งเวลาแรก เบลเยียม 1 โปรตุเกส 0 เปิดฉากครึ่งหลัง เบลเยียม เจอข่าวร้ายเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพคนสำคัญบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหว โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ ไม่มีทางเลือกต้องเปลี่ยน ดรีส์ เมอร์เท่นส์ ลงสนามแทน นาทีที่ 58 “ฝอยทอง” หวิดตามตีเสมอจากจังหวะของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ถอยมาเชื่อมบอลหน้าเขตโทษก่อนแทงเข้าในให้ ดิโอโก้ โชต้า พิงแนวรับ เบลเยียม ได้ช่องตวัดด้วยขวาเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 โปรตุเกส ส่งท้ายจากจังหวะทางซ้ายของ ชูเอา เฟลิกซ์ ฝากชิ่งกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนสอดมาซัดด้วยขวาหลุดเสาแรกอย่างน่าเสียดาย

เดนมาร์ก ตบเท้าเข้ารอบ 8 ทีมต่อไป หลัง แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก กดสองลูกก่อนทีมถล่ม “มังกรแดง” เวลส์ ที่ครึ่งหลัง แฮร์รี่ วิลสัน แข้งหงส์แดงลงสำรองโดนใบแดงไล่ออก สกอร์ยับ 4-0

เริ่มครึ่งแรกมา 10 นาทีแรก แกเร็ธ เบล ลากบอลลุยมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ แนวรับโคนมถอยหลังกันหมด จนสตาร์มังกรแดงซัดบอลติดไซด์ก้อยออกข้างเสาทางซ้าย ผ่านมานาทีที่ 18 แดเนี่ยล เจมส์ ลองส่องไกลนอกกรอบบอลเรียดเข้าหาประตู แต่น้ำหนักเบาเข้าซองนายทวารเดนส์รับสบาย โคนมออกนำ 1-0 มิคเกล ดามส์การ์ด ลงต่ำมารับบอลก่อนจ่ายฝากให้ แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก เลี้ยงมาระยะ 20 หลา แล้วปั่นบอลโค้งเลี้ยวหนีมือ แดนนี่ วอร์ด นายด่านมังกรแดงเสียบตาข่ายทางขวาอย่างสวยงาม กรรมการเช็ควีเออาร์ก่อนยืนยันสกอร์ นาทีที่ 27 ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+1 เยนส์ ลาร์เซ่น ครอสบอลด้านขวา แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก โหม่งต่อบอลกระเด้งมาฝั่งซ้ายในเขตโทษ มาร์ติน เบรธเวท จับไม่ดีเข้าทาง โยอาคิม เมห์เล่ ยิงตามน้ำติดเซฟนายทวารคู่แข่ง หมดครึ่งแรก เดนมาร์ก นำก่อน 1-0 เพียงสามนาทีครึ่งหลัง มาร์ติน เบรธเวท กระชากบอลจี้มาด้านขวา ก่อนปาดบอลเข้าเขตโทษเนโก วิลเลี่ยมส์ เตะเคลียร์พลาดเข้าทาง แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก ฉกฉวยโอกาสซัดเต็มเท้าบอลยัดเสาแรกพา เดนมาร์ก หนีเป็น 2-0 โคนมปิดเกม 3-0 นาทีที่ 88 โยอาคิม เมห์เล่ รับบอลโยนยาวเข้าเขตโทษทางขวา เจ้าตัวล็อกหนีแข้งคู่แข่ง แล้วหวดบอลพุ่งเสียบตาข่ายทางเสาแรก แถมจังหวะต่อมา แฮร์รี่ วิลสัน เข้าทำฟาวล์แรงใส่ โยอาคิม เมห์เล่ ถูกใบแดงไล่ออกทันที ทดเจ็บนาทีที่ 90+3 มาร์ติน เบรธเวท ส่งบอลเข้าสู้ก้นตาข่ายอีกลูก ทว่าสตาร์บาร์ซ่าถูกเป่าล้ำหน้า เชิ้ตดำเช็ควีเออาร์เพื่อความถูกต้อง แล้วกลับคำตัดสินให้เป็นประตูของเดนมาร์กอีกเม็ด จบเกมถล่ม เวลส์ เละเทะ 4-0 รอเจอผู้ชนะระหว่าง ฮอลแลนด์ กับ สาธารณรัฐเช็ก ต่อไป

สัญญาใกล้หมด สกายอัพเดทสถานการณ์ เมสซี่ กั บบาร์เซโลน่า

สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของอังกฤษ ระบุ ลิโอเนล เมสซี่ กับ บาร์เซโลน่า มีความคืบหน้าที่ดีในการคุยเรื่องต่อสัญญากัน แต่มันยังเหลือรายละเอียดสำคัญๆ ที่ต้องหาข้อสรุปกันอีก ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้ากัปตันทีม บาร์เซโลน่า ยอดสโมสรแห่งเวที ลา ลีกา สเปน มีความคืบหน้าที่ดีในการเจรจาเรื่องสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัด ตามรายงานของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดี เมสซี่ จุดประเด็นร้อนเกี่ยวกับการย้ายทีมตั้งแต่ช่วงกลางปีก่อน หลังจากที่ยื่นเรื่องขอย้ายทีมจากต้นสังกัดเพราะไม่พอใจในการบริหารทีมของ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานของทีมในตอนนั้น และถึงแม้ตอนนั้นจะไม่สมหวังแต่ประเด็นเรื่องย้ายทีมของเขาก็ยังไม่หมดลงไป เพราะจนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมต่อสัญญาสักทีทั้งที่มันมีผลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้น

หลังจากที่ ปอล ป็อกบา ทำสีผมเป็นสีดำ-ขาว จนทำให้บางคนตั้งข้อสงสัยว่าเขากำลังบอกใบ้ว่าอาจจะไปซบ ยูเวนตุส หรือไม่นั้น ล่าสุดเจ้าตัวก็บอกเองว่าตนแค่ย้อมสีผมเล่นเฉยๆ

ปอล ป็อกบา กองกลางคนดังของทีมชาติฝรั่งเศสและ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าการที่ตนไว้ผมสีดำ-ขาว มันไม่ได้เป็นการสื่อว่าตนคิดที่จะย้ายกลับไปอยู่กับ ยูเวนตุส เหมือนที่หลายคนคิดแต่อย่างใด ป็อกบา ตกเป็นข่าวลือเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เขาเหลือสัญญากับทีมจนถึงกลางปีหน้าเท่านั้น โดยนอกจาก ยูเวนตุส แล้วนั้น เขาก็ยังมีข่าวกับ เรอัล มาดริด และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เช่นกัน และช่วงนี้เขาก็ย้อมผมเป็นสีดำ-ขาว ซึ่งตรงกับสีชุดเหย้าของ ยูเวนตุส พอดี ทำให้แฟนบอลบางคนตั้งข้อสงสัยว่ามันเป็นการบอกใบ้ถึงอนาคตของเจ้าตัวหรือไม่ พอโดนนักข่าวจาก สกายสปอร์ต อิตาเลีย สื่อกีฬาชื่อดังของอิตาลีถามว่าสีผมในปัจจุบันมันสื่อถึงอะไรหรือไม่นั้น ป็อกบา ก็ตอบว่า “การที่ผมทำผมเป็นสีดำ-ขาว มันเป็นสัญญาณถึงอนาคตรึเปล่าน่ะเหรอ ? ผมกะแล้วว่าต้องมีคนถามอะไรแบบนี้

บราซิล เอาตัวรอดมาได้แบบหวุดหวิดจากการเฉือนชนะ โคลอมเบีย 2 – 1

ครึ่กแรกเป็นโคลอมเบียที่ขึ้นนำเร็ว 1-0 ในนาทีที่ 9 ฮวน กวาดราโด้ เปิดจากฝั่งขวาเข้าไปหน้าประตูบอลเลยไปถึง 14 ที่เสาไกลลอยตัววอลเลย์จ่อๆแค่ 6 หลาตุงตาข่ายอย่างงามหยดทำให้บราซิลเสียประตูแรกของทัวร์นาเมนต์นี้ จากนั้นทัพ”เซเลซา” ครองบอลบุกต่อเนื่องแต่จังหวะสุดท้ายยังหาทางเจาะเกมรับโคลอมเบียทีลงไปตั้งรับลึกไม่ได้หาโอกาสส่องให้ ดาวิด ออสปิน่า ออกแรงเซฟไม่มีให้เห็น ช่วงท้ายเกมนาที 41 ริชาร์ลิซอน พยายามหาจังหวะส่องไกลจากหน้ากรอบโทษแต่ก็ยิงติดบล็อออีกทำให้หมดครึ่งแรกบราซิลตามหลัง 0-1 เริ่มครึ่งหลังมา ตีเต้ แก้เกมทันทีด้วยการส่ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ดาวเตะจาก ลิเวอร์พูล ลงมาแทน เอแวร์ตอน ริเบยโร่ ในนาทีที่ 65 บราซิล มีโอกาสทองที่จะตีเสมอได้สุดๆ หลังจากที่ ฟีร์มีโน่ ส่งบอลมาให้ เนย์มาร์ ได้อย่างสุดยอด โดยที่ดาวเตะ ปารีสฯ แตะบอลผ่าน ออสปิน่า ได้ด้วย แต่สุดท้ายก็ยิงไปชนเสา นาทีที่ 90 โคลอมเบีย แก้เกมด้วยการเอา ออสการ์ มูรีโย่ มาแทน ดิอาซ ที่ทำประตูให้กับทีม ขณะเดียวกันมีการทดเวลาบาดเจ็บนาน 10 นาที จบเกมเป็น บราซิล ที่พลิกสถานการณ์เอาชนะไปได้ จนทำให้ชาติเจ้าภาพเก็บชัยชนะได้ครบทั้ง 3 นัดแรก

ราฮีม สเตอร์ลิง สวมบทฮีโร่ยิงประตูชัยพา อังกฤษ เบียดเอาชนะ เช็ก หวุดหวิด 1-0

เปิดฉากครึ่งแรกมาไม่ถึง 2 นาที “สิงโตคำราม” ชวดได้ประตูขึ้นนำหลัง ลุค ชอว์ ตักบอลขึ้นหน้าให้ ราฮีม สเตอร์ลิงหลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป กระดกบอลข้ามตัว โทมัส วาคลิค นายด่านของเช็กไปแล้วแต่บอลดันพุ่งไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย เกมรุกของอังกฤษมาเรื่อยๆ นาที 10 บอลจากลูกเตะมุม ลุค ชอว์ เปิดมาให้ จอห์น สโตนส์ โขกเหินคานไป ถัดมาอีกนาที แฮร์รี่ เคน วอลเลย์นอกกรอบบอลสูงออกไปอีก กระนั้น นาที 12 ทัพสิงโตคำราม ทะยานออกนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ แฮร์รี่ เคน พลิกบอลไหลออกซ้ายให้ แจ็ค กรีลิช ได้บอลถึงเส้นหลังแล้วตักไปเสาไกล บูคาโย่ ซาก้า โขกไม่ถึงแต่ยังมี ราฮีม สเตอร์ลิง สอดมาโขกไม่ถึง 5 หลาเข้าไป เป็นประตูที่ 2 ของปีกจากแมนฯซิตี้ในยูโรหนนี้ จบครึ่งแรก เช็ก ตามหลัง อังกฤษ 0-1 จบเกม อังกฤษ เบียดเอาชนะ เช็ก 1-0 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 7 คะแนน คว้าแชมป์ลกลุ่ม ดี ส่วน เช็ก จบรองแชมป์กลุ่ม โดย สิงโตคำราม จะเข้าไปพบกับรองแชมป์จากกลุ่ม เอฟ (เยอรมัน,โปรตุเกส,ฝรั่งเศส หรือฮังการี) ส่วนเช็กคว้าที่ 3 หลังโดน โครเอเชีย ที่แม้แต้มเท่ากันแต่ประตูได้มากกว่าคว้ารองแชมป์กลุ่มไปครอง เข้าไปพบกับรองแชมป์จากกลุ่ม อี

ทัพ”ฟ้า-ขาว”รักษาสกอร์ คว้าชัยชนะเหนือ ปารากวัย ไปแบบหืดจับ

เริ่มเกมได้ 10 นาที อาร์เจนติน่า ได้ประตูขึ้นนำ อังเคล ดิ มาเรีย แทงทะลุช่องให้ อเลฮานโดร โกเมซ หลุดเข้าไปยิงสวนตัว แอนโธนี่ ซิลวา ส่งบอลเข้าที่เสาสอง “ฟ้า-ขาว” นับหนึ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้น ปารากวัย พยายามหาทางเข้าทำเพื่อตามตีเสมอ ส่วน อาร์เจนติน่า เน้นเกมรับแล้วรอโต้กลับ โดยช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก “ฟ้า-ขาว” มาได้ประตูที่สองจากจังหวะที่แนวรับ ปารากวัย ทำเข้าประตูตัวเอง ทว่าห้องวีเออาร์ส่งสัญญาณมาว่าเป็นลูกล้ำหน้าของ ลิโอเนล เมสซี่ ไปเสียก่อน หมด 45 นาทีแรกยังเป็น อาร์เจนติน่า นำอยู่ 1-0 ครึ่งหลังผ่านไป 20 นาทีเป็น ปารากวัย เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าเล็กน้อย แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าทำแบบจะแจ้งมากนัก สกอร์ยังเท่าเดิม โอกาสจบสกอร์ครั้งแรกในครึ่งหลังของ อาร์เจนติน่า เกิดขึ้นในนาที 82 ลิโอเนล เมสซี่ ส่องไกลด้วยซ้ายนอกกรอบ แต่บอลยังเบาไปเข้าซองของ แอนโธนี่ ซิลวา ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม อาร์เจนติน่า เอาชนะ ปารากวัย 1-0 เก็บเพิ่มเป็น 7 คะแนนจากการลงสนาม 3 นัด ส่วน ปารากวัย ยังมี 3 แต้มจาก 2 เกม

อิตาลี เก็บชัยสามนัดรวดซิวแชมป์กลุ่ม เอ รอเจอ รองแชมป์กลุ่ม ซี หลังเชือด เวลส์ 1-0

เริ่มครึ่งแรกถึงนาทีที่ 15 เอเมอร์สัน ลากบอลจากแดนหลัง ขึ้นมาลองลุ้นสกอร์ ส่องไกลนอกกรอบ บอลกระดอนพื้นเล็กน้อยก่อนนายทวารมังกรแดงล้มตัวรับ อัซซูรี่บุกอีกนาทีที่ 24 โจ มอร์เรลล์ จ่ายบอลพลาดถูก เฟเดริโก้ เบร์นาร์เดสคี่ ฉกบอลก่อนตบเรียดเข้าเขตโทษด้านขวา อันเดรีย เบล็อตติ วิ่งมาซัดบอลไปทางเสาสอง ทว่าไม่มีเพื่อนร่วมทีมเข้าชาร์จบอลออกหลัง และแล้วนาทีที่ 39 มาร์โก แวร์รัตติ เปิดลูกฟรีคิกทางขวาของสนาม บอลเข้าทาง มัตเตโอ เปสซิน่า สะกิดบอลเปลี่ยนทางกระดอนพื้นผ่านมือ แดนนี่ วอร์ด ซุกตาข่ายด้านซ้ายเป็นลูกแรกของเจ้าตัวในนามทีมชาติ พา อัซซูรี่ ออกนำช่วงครึ่งแรก 1-0 อัซซูรี่น่านำอีกนาทีที่ 65 มัตเตโอ เปสซิน่า แทงบอลขนานริมสนามให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า สปีดมาเก็บบอลเลี้ยงลุยมาททางขวาปาดย้อนไปที่ อันเดรีย เบล็อตติ ทิ้งตัวซัดบอลในเขตโทษติดเซฟ แดนนี่ วอร์ด นายทวารมังกรแดง โจ โรดอน โหม่งบอลโยนยาวเขตโทษด้านซ้าย บอลลอยมาหา แกเร็ธ เบล ยืนโล่งเอี่ยวตัวยิงบอลเหินข้ามคานออกไปแบบไม่น่าเชื่อ นาทีที่ 76 ก่อนจบเกม อิตาลี ชนะ เวลส์ 1-0 เก็บชัยสามนัดรวดซิวแชมป์กลุ่ม เอ รอเจอ รองแชมป์กลุ่ม ซี ส่วน “มังกรแดง” แพ้นัดนี้ เมื่อวัดแต้ม-เฮดทูเฮดเท่ากับ สวิส ที่อัด ตุรกี ได้ แต่เป็นพวกเขาเป็นรองแชมป์เนื่องจากประตูได้-เสีย ดีกว่า หนึ่งลูก

โปแลนด์ ตีเสมอ 1-1 โดย สเปน

เริ่มเกมไม่ถึง 2 นาที “กระทิงดุ” หวิดงานเข้าจากจังหวะของ อัลบาโร่ โมราต้า ลงมาช่วยเกมรับไปอัด ปิโอเตอร์ เซลินสกี้ ร่วงลงไปในกรอบเขตโทษโชคดี ผู้ตัดสิน ใจแข็งไม่เป่าให้ของขวัญ โปแลนด์ 20 นาทีผ่าน “กระทิงดุ” เร่งเครื่อง เปา ตอร์เรส ขยับขึ้นมาสูงลองซัดไกลด้วยซ้ายบอลพุ่งแรงหลุดเสาแรกออกไป ต่อมาเป็น อัลบาโร่ โมราต้า สอดมารับบอลในเขตโทษก่อนโขกชงเข้าในไปติดหัว ยาน เบดนาเร็ค โหม่งสกัดไม่ดีเข้าทาง โรดรี เอร์นานเดซ ซัดหน้ากรอบ 6 หลาแต่ไม่ยิงไม่โดนบอลเหลือเชื่อ นาทีที่ 25 สเปน ทะยานออกนำ 1-0 จากบอลทางขวาของ เคราร์ด โมเรโน่ พาบอลตัดเข้าเขตโทษก่อนซัดด้วยซ้ายผ่านบล็อคแนวรับ โปแลนด์ มาเข้าทาง อัลบาโร่ โมราต้า สอดมาชาร์จตัดหน้า วอยเชี๊ยค เชสนี่ ตุงตาข่าย หมดครึ่งเวลาแรก สเปน 1 โปแลนด์ 0 นาทีที่ 54 โปแลนด์ มาตามตีเสมอ 1-1 จากจังหวะทางขวาของ คามิล จอซเวียค สอดขึ้นมาครอสเข้าเขตโทษลึกไปเสาไกลถึง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ชิงเหลี่ยมเอาชนะ อายเมริค ลาปอร์กต์ โขกผ่านมือ อูไน ซิมอน เสียบหน้าต่างงามหยด ต่อมานาทีที่ 84 สเปน โหมเต็มที่ จอร์ดี้ อัลบา ทิ้งเข้าเขตโทษลึกมาถึง ปาโบล ซาราเบีย โขกตั้งให้ อัลบาโร่ โมราต้า ขยับมาชาร์จหน้ากรอบ 6 หลาแต่ต้องชม วอยเชี๊ยค เชสนี่ ออกมาปิดมุมเซฟช่วยเอาไว้ได้เหลือเชื่อ หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม สเปน 1 โปแลนด์ 1

ชิลี กระหน่ำประตูชัยเชือด โบลิเวีย บ๊วยกลุ่ม 1-0

นาทีที่ 9 ฌ็อง เมเนเซส หยอดบอลริมเส้นทางซ้าย บอลถูกนายทวารคู่แข่งออกมาชกทิ้งบอลเข้าทาง อาร์ตูโร่ วิดาล วิ่งมาโหม่งย้อนแต่บอลไม่ตรงกรอบออกหลังไป แต่แล้วนาทีถัดมา ชิลีนำ 1-0 อาร์ตูโร่ วิดาล กระดกบอลทิ้งให้ เอดูอาร์โด้ วาร์กัส แตะบอลหลบผู้เล่นคู่แข่งจ่ายต่อไปที่ เบน เบเรตัน ลาบอลหนีแนวรับคู่แข่งซัดเรียดหนีมือ การ์ลอส ลัมเป้ นายด่านโบลิเวียซุกตาข่าย ชิลีพยายามทิ้งห่าง ฌ็อง เมเนเซส จ่ายบอลเข้าเขตฝั่งขวา เมาริซิโอ อิสล่า สอดมาปาดมากลางให้ เบน เบเรตัน ยิงหวังทำสกอร์ทว่ายังไม่ผ่านมือ การ์ลอส ลัมเป้ ในนาทีที่ 23 โบลิเวียโยนโอกาสทิ้งนาทีที่ 30 เออร์วิน ซาเวดร้า กระชากบอลเข้าทางขวาเขตโทษ ตบปาดเสี่ยงมาบริเวณจุดโทษ โรเบร์โต เฟร์นันเดซ วิ่งมาซัดไร้ตัวประกบ ดันยิงย้อนออกกรอบประตูทางเสาแรก เข้าช่วงนาทีที่ 45 โรเบร์โต เฟร์นันเดซ ส่งบอลเข้ากลางไปที่ รามิโร่ วาก้า ล็อกหลบแข้งลาโรย่าหนึ่งครั้ง แล้วส่องไกล บอลลอยเฉี่ยวคานบนแบบได้ลุ้น ชิลี นำก่อน 1-0 เกมครึ่งแรก โบลิเวียยังทำได้ดีนาทีที่ 73 เออร์วิน ซาเวดร้า สปีดมารับบอลริมเขตโทษ ก่อนส่งตั้งให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง ดีเอโก้ เบฮาราโน่ ดอดมาซัดบอลพุ่งออกข้างกรอบประตูน่าเสียดาย เข้าสู่สิบนาทีท้าย ดีเอโก้ เบฮาราโน่ ตั้งหน้าเท้ายิงบอลแฉลบผู้เล่นชิลี เปลี่ยนทางเกือบซุกตาข่ายด้านซ้ายเพียงนิดเดียวเท่านั้น จบเกม ชิลี ชนะ โบลิเวีย 1-0 เก็บสามแต้มแรกทัวร์นาเมนท์นี้พร้อมนำจ่าฝูงกลุ่ม เอ สำเร็จ

“มังกรแดง” เวลส์ เก็บชัยทัวร์นาเมนต์นี้นัดแรกสำเร็จ หลัง แกเร็ธ เบล โชว์ลูกจ่ายสองครั้งแม้เจ้าตัวจะพลาดจุดโทษเกมนี้ พาทีมชนะ ตุรกี 2-0

เริ่มเกมมาถึงนาทีที่ 8 แกเร็ธ เบล แทงบอลเรียดกลางสนามทิ้งให้ แอรอน แรมซี่ย์ จับบอลล็อกหนึ่งครั้งเขตโทษทางซ้าย ก่อนซัดยัดเสาแรกทว่านายทวารตุรกีปิดมุมเซฟไว้ทัน เข้าสู่ช่วงนาทีที่ 24 แกเร็ธ เบล โชว์ลูกจ่ายคิลเลอร์พาสทะลุช่องระหว่างแนวรับตุรกี มาให้ แอรอน แรมซี่ย์ สปีดมาเก็บบอลหลุดเดี่ยวในเขตโทษ แต่กองกลางยู่เว่ดันยิงไม่ดีเหินออกหลังไม่ได้ลุ้นประตู และแล้วท้ายครึ่งแรกนาทีที่ 42 แกเร็ธ เบล วางบอลยาวกลางสนามให้ แอรอน แรมซี่ย์ วิ่งมาพักอกเอาบอลลงในเขตโทษ ก่อนซัดด้วยเท้าขวาหนีตัว อูร์กูร์ชาน ซาคีร์ นายทวารไก่งวงซุกตาข่ายพา เวลส์ออกนำ 1-0 เมื่อหมด 45 นาทีแรก ตุรกีลุยหนัก เจงกิซ อุนเดอร์ เปิดลูกเตะมุมด้านซ้าย บอลลอยมาเข้าหัว เมรีห์ เดมิราล โหม่งทางขวาเขตโทษมาที่ คาน อายฮาน โขกชงอีกทีให้ บูรัค ยิลมาซ กระโดดยิงหน้าประตูแบบไร้ตัวประกบ ทว่าหัวหอกไก่งวงกดไม่ลงข้ามคานไปไกล นาทีที่ 54 เวลส์พลาดจังหวะทิ้งห่างนาทีที่ 60 แกเร็ธ เบล ลากบอลลุยเข้าเขตโทษทางซ้าย เซกี้ เซลิค ใช้เท้าสกัดทำฟาวล์จนดาวเตะมังกรแดงล้มลง กรรมการชี้จุดโทษ ก่อนเช็ควีเออาร์ยืนยัยคำตัดสิน เจ้าตัวลุกมาสังหารเอง แต่ดันหวดข้ามคานอย่างเหลือเชื่อ มังกรแดงปิดปัญชี 2-0 ทดเจ็บ 90+5 แกเร็ธ เบล ลากบอลเลาะเส้นหลังก่อนเข้าเขตโทษ มาตบย้อนไปที่ คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ ดอดมาตะบันเต็มเท้า จบเกม เวลส์ สอยชนะ ตุรกี 2-0 ส่งผลให้ “ไก่งวง” ต้องลุ้นหนักนัดหน้ากับ สวิส เพื่อลุ้นติดอันดับสามที่ดีสุด

“ฝอยทอง” แชมป์เก่า เอาตัวรอดหวุดหวิดหลังมารัวท้ายเกมยำ ฮังการี 3-0

เปิดฉากครึ่งแรก 5 นาที “ฝอยทอง” ทักทายก่อนจากจังหวะทางขวาของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา แทงฝากขึ้นมาให้ ดีโอโก้ โชต้า จับบอลหลุดเท้าไปแฉลบขาแนวรับ ฮังการี เด้งมาเข้าทางก่อนตามมาอัดด้วยซ้ายติดเซฟ ปีเตอร์ กูลัคซี่ ทุบทิ้งออกมา ต่อมานาทีที่ 27 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ขยันไปฉกบอลคืนก่อนแทงเข้าเขตโทษฝั่งขวาให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา หลุดขึ้นมาเกือบได้ซัดแต่ต้องชม วิลลี่ ออร์บาน ชิงเหลี่ยมทิ้งตัวสกัดช่วยเอาไว้ได้นิดเดียว นาทีที่ 43 โปรตุเกส พลาดโอกาสทองจากบอลทางขวาของ ราฟาเอล เกร์เรยโร่ ขยันไล่บอลก่อนทิ่มคืนให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปั่นเข้าเขตโทษเลยมากลางประตูเข้าทาง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ชาร์จหน้ากรอบ 6 หลาเหินข้ามคานเหลือเชื่อ หมดครึ่งเวลาแรก ฮังการี 0 โปรตุเกส 0 นาทีที่ 47 โปรตุเกส หวิดทะยานออกนำจากลูกเตะมุมทางขวา บรูโน่ แฟร์นันด์ส วางย้อนมาเสาไกลให้ เปเป้ ขึ้นดีกว่า วิลลี่ ออร์บาน โขกบอลเกือบเบียดโคนเสาแรกติดปลายมือ ปีเตอร์ กูลัคซี่ ผวามาปัดทิ้งหวุดหวิด นาทีที่ 84 โปรตุเกส มาทะยานออกนำ 1-0 จนได้จากลูกฟรีคิกเล่นเร็ว ราฟา ซิลวา สอดมารับบอลในเขตโทษฝั่งขวาก่อนปาดเข้าในให้ ราฟาเอล เกร์เรยโร่ ดีดไซค์ก้อยแฉลบเท้า วิลลี่ ออร์บาน เปลี่ยนทางซุกโคนเสาไกลงามหยด ไม่หนำใจนาทีที่ 86 “ฝอยทอง” ปิดกล่องเป็น 2-0 จากความผิดพลาดของ วิลลี่ ออร์บาน เสียเหลี่ยมไปดึง ราฟา ซิลวา ร่วงในเขตโทษผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าให้เป็นจุดโทษทันที คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด สุดท้าย โปรตุเกส มาปิดกล่องเป็น 3-0 ในนาทีที่ 90+3 จากจังหวะประสานงานสุดสวย ราฟา ซิลวา ฝากชิ่งคืนให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลุดเข้ากรอบ 6 หลาก่อนแตะหนี ปีเตอร์ กูลัคซี่ ตวัดด้วยซ้ายเข้าไปไม่เหลือ โดยเป็นประตูที่ 106 ของเจ้าตัวในการรับใช้ทีมชาติ

ปารากวัย อาศัยความได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่น พลิกแซงเอาชนะ โบลิเวีย 3 – 1

เติมเกมลองส่องไกลนอกกรอบ บอลพุ่งได้ลุ้น แต่ทาง รูเบน กอร์ดาโน่ นายด่าน โบลิเวีย บินปัดทิ้งไว้ได้ ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้อง วีเออาร์ เพื่อเช็กจังหวะลูกจุดโทษที่ ซานติอาโก้ อาร์ซาเมนเดีย ไปยกแขนขวางวิถีบอลจังหวะทำประตูของ โบลิเวีย และตัดสินใจชี้ป็นจุดโทษพร้อมควักใบเหลืองให้แก่ อาร์ซาเมนเดีย และเป็น เอร์วิน ซาเวดร้า สังหารเข้าไปไม่พลาดพา โบลิเวีย ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 10 นาที 19 ปารากวัย ได้จุดโทษคืนบ้าง เมื่อ รูเบน กอร์ดาโน่ ไปตะครุบบอลรวบขา กาเบรียล อัลวาลอส ผู้ตัดสินไม่ลังเลเป่าฟาวล์ทันที อย่างไรก็ตาม ห้องวีเออาร์ ให้สัญญาณแก่ผู้ตัดสินเพื่อเช็คจังหวะล้ำหน้าก่อนที่จะเป็นจุดโทษ ซึ่งสุดท้ายผู้ตัดสินชี้เป็นลูกล้ำหน้าของผู้เล่น ปารากวัย ไปเสียก่อน ทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก โบลิเวีย เหลือผู้เล่นสิบคน เมื่อ เคาเม่ กูเอย่าร์ ที่โดนใบเหลืองก่อนหน้านี้ไปเล่นนอกเกมใส่ โรเบิร์ต ปิริส ดา ม็อตต้ และผู้ตัดสินควักใบเหลืองที่สองให้แก่เจ้าตัวทันที หมดครึ่งเวลาแรก โบลิเวีย ยังเป็นฝ่ายนำ ปารากวัย 1-0 3 นาทีต่อมา ปารากวัย พลิกขึ้นนำจนได้ คาร์ลอส กอนซาเลซ ตัวสำรองลอยตัวโขกทำประตูจังหวะแรกโดน รูเบน กอร์ดาโน่ ปัดได้ แต่บอลมาเข้าทางของ อังเคล โรเมโร่ ตามซ้ำเข้าไป นาที 65 ปารากวัย นำ 2-1 ปารากวัย ฉีกสกอร์เป็น 3-1 กาเบรียล อัลวาลอส ผ่านบอลต่อให้ อังเคล โรเมโร่ หลุดเข้าไปยิงมุมแคบเข้าประตูในนาทีที่ 81 หมดเวลาการแข่งขัน ปารากวัย เอาชนะ โบลิเวีย 3-1 คว้า 3 คะแนนแรกของศึกโกปา อเมริกา 2021 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ

เจ้าภาพ บราซิล เก็บสามแต้มได้ตามเป้าหลังไล่ต้อนเอาชนะ เวเนซูเอลา 3-0

เปิดฉากครึ่งแรกมาเป็น ทัพ “เซเลเซา” ที่บุกกดดันเข้าใส่ทัพชาตินางงาม นาที 8 หวิดได้ลุ้นขึ้นนำหลัง เนย์มาร์ เปิดเตะมุมทางด้านซ้ายมาเสาแรกให้ ริชาร์ลิซอน โฉบมาโขกบอลพุ่งไปถากเสาไกล ชนิดที่ กาเบรียล เชซุส พยายามพุ่งเข้าชาร์จแต่ไม่ทัน จนแล้วจนรอด ทัพแซมบ้า มาชิงขึ้นนำ 1-0 ได้สำเร็จ ในนาทีที่ 23 จากจังหวะที่ เนย์มาร์ เปิดเตะมุมมาเสาแรกให้ ริชาร์ลิซอน โขกสะบัดไปติดแนวรับเวเนฯเข้าไปในกรอบ 6 หลาก่อนที่ มาร์กินญอส จะบังบอลแล้วยิงหักหนี กราเตโรล เข้าไป จบครึ่งแรก บราซิล นำ เวเนซูเอลา 1-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 53 กาเบรียล เชซุส เล่นหนึ่งสองก่อนหลุดเข้าไปซัดเลียดบอลพุ่งไปเสาไกล เนย์มาร์ พยายามตามมาสไลด์เข้าชาร์จแต่ไม่ทัน บอลผ่านหน้าปากประตูถากเสาออกไป นาที 63 บราซิล มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง โยฮัน กูมันญ่า ไปเข้าฟาวล์เสียบใส่ ดานิโล่ ผู้ตัดสินชี้ให้จุดโทษทัพแซมบ้าทันที ก่อนที่ เนย์มาร์ จะรับหน้าที่สังหารรจุดโทษเข้าไปอย่างเยือกเย็นให้ บราซิล นำห่าง 2-0 กระนั้น นาที 90 ทัพแซมบ้ามาได้เม็ดที่สามนำห่าง 3-0 เนย์มาร์ แตะหลบหนีนายด่านเวเนฯก่อนเปิดด้วยซ้ายมาเสาแรกให้ กาเบรียล บาร์โบซ่า กระแทกบอลจ่อๆไม่ถึงสองหลาเข้าไปอย่างง่ายดาย จบเกม บราซิล เปิดหัวบดเอาชนะ เวเนซูเอลา 3-0 คว้าสามแต้มประเดิมสนามศึก โกปา อเมริกา 2021

สวิตเซอร์แลนด์ พลาดโอกาสเก็บสามแต้มหลังโดน เวลส์ ไล่ตามตีเสมอแบ่งแต้มไปด้วยสกอร์ 1-1

เปิดฉากครึ่งแรกมา 6 นาที สวิตเซอร์แลนด์ มีโอกาสทักทายก่อนจากจังหวะครอสจากกราบซ้ายของ ริคาร์โด้ โรดริเกซ เปิดเข้าเขตโทษให้ เควิน เอ็มบาบู สอดมาโหม่งบอลไปแฉลบแนวรับ เวลส์ ออกหลังไป ท้ายครึ่งแรก นาทีที่ 45 สวิสฯ ชวดขึ้นนำอย่างน่าเสียดายจากจังหวะที่ บรีล เอ็มโบโล่ ไหลใส่พานให้ ฮาริส เซเฟโรวิช ได้ยืนซัดโล่งๆหน้าปากประตูแต่ยิงผิดเหลี่ยมบอลเหินข้ามคานออกไปแบบน่าผิดหวัง ทำให้จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมออยู่ 0-0 นาที 66 เวลส์ มีโอกาสตามตีเสมอเช่นกันเมื่อแนวรับ สวิส สกัดบอลมาเข้าทางของ เบน เดวิส ได้กดด้วยซ้านหน้าเขตโทษบอลแฉลบแข้งสวิสข้ามคานออกหลังไปนิดเดียว อย่างไรก็ตาม เวลส์ มีรูปเกมดีขึ้นจนมาตามตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 74 จากจังหวะฟรีคิกหน้าเขตโทษเขี่ยเปลี่ยนจุดให้ โจ มอร์เรลล์ เปิดโค้งเข้าเขตโทษให้ คีฟเฟอร์ มัวร์ สอดมาโขกเต็มๆเข้าประตูไป เวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เวลส์ เสมอ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 แบ่งกันไปทีมละแต้มส่งผลให้ อิตาลี นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มเอแบบเดี่ยวๆ

ชิโร่ อิมโมบิเล่ ฟอร์มร้อนแรงทั้งยิง-ทั้งจ่ายก่อนพา อิตาลี รัวครึ่งหลังใส่ ตุรกี ขาดลอย 3-0

เกมเริ่มเพียงนาทีที่ 3 โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ สปีดมารับบอลริมกรอบเขตโทษทางขวา ก่อนปาดเรียดเข้าให้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ วิ่งมาซัดในเขตโทษ บอลชนข้างตาข่ายไปแทน อิตาลีหวิดนำนาทีที่ 18 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เล่นบอลทำชิ่งกับ มานูเอล โลคาเตลลี่ ก่อนเป็นกองกลางนาโปลีหลุดเข้าเขตโทษทางซ้าย ปั่นบอลเลี้ยวไม่พอ ออกข้างประตูด้านขวาไป ช่วงทดเจ็บครึ่งแรกนาทีที่ 45+1 เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า เปิดบอลเขตโทษทางซ้าย บอลสะกิดโดนมือ เซกี้ เซลิค เชิ้ตดำปัดให้จุดโทษ ก่อนขอเช็ควีเออาร์จังหวะแฮนด์บอลของผู้เล่นตุรกี แล้วยืนยันคำตัดสินเดิม หมด 45 นาทีแรก เสมอกัน 0-0 แต่แล้วนาทีถัดมา อิตาลีนำจนได้ 1-0 นิโคโล่ บาเรลล่า จ่ายบอลออกมาทางขวาให้ โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ ลากเข้าในเขตโทษ ก่อนตบเข้ากลางกรอบ 6 หลา บอลกระแทกโดนหน้าอก เมรีห์ เดมิราล กองหลังไก่งวงกระเด้งซุกตาข่ายตัวเอง อัซซูรี่ทิ้งห่าง 2-0 นาทีที่ 66 โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ วางบอลในเขตโทษด้านขวา ข้ามฟากมาถึง เลโอนาร์โด้ สปินาซโซล่า พักอกแต่งบอลแล้วซัดติดมือนายทวารไก่งวง และเป็น ชิโร่ อิมโมบิเล่ วิ่งมาซ้ำระยะ 6 หลาตุงประตูอีกเม็ด อิตาลีนำสบาย 3-0 นาทีที่ 79 อูร์กูร์ชาน ซาคีร์ นายทวารไก่งวงออกบอลพลาด ถูก โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ ยกเท้าเกี่ยวบอลหน้ากรอบเขตโทษ ไกลเข้ากลางให้ นิโคโล่ บาเรลล่า ป้ายออกมาทางด้านซ้าย ชิโร่ อิมโมบิเล่ รับแล้วส่งสั้นเข้าเขตโทษ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ จับก่อนเอียงตัวยิงบอลหนีมือนายทวารคู่แข่งเป็นสกอร์ จบเกม อิตาลี ถล่ม ตุรกี 3-0 เก็บสามแต้มเต็มนัดเปิดสนามยูโร 2020 เกมหน้ารอเจอ สวิตเซอร์แลนด์ วันพุธที่ 16 มิถุนายน ต่อไป

ดอร์ทมุนด์ บอกปัดข้อเสนอขอซื้อ เจดอน ซานโช่ อันแรกจากทาง แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อย หลังจากอีกฝ่ายให้ค่าตัวที่ 67 ล้านปอนด์ แต่ “ปีศาจแดง”

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยอดสโมสรแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ปฏิเสธข้อเสนอจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ขอซื้อ เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของทีมแล้ว หลังจากอีกฝ่ายให้ค่าตัวมาที่ 67 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2680 ล้านบาท) ตามรายงานของ โกล สื่อวงการลูกหนังรายหนึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาตามล่าตัว ซานโช่ อยากหนักอีกครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมของพวกเขายังต้องการเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งปีกขวา โดยว่ากันว่าดาวเตะวัย 21 ปีเองก็สนใจที่จะย้ายไปเล่นให้ “ปีศาจแดง” ด้วย ทั้งนี้ โกล บอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยื่นข้อเสนอขอซื้อ ซานโช่ รอบแรกไปแล้ว แต่มันก็โดนบอกปัดแทบจะทันควัน อย่างไรก็ตาม เป็นที่เชื่อกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะยื่นขอซื้อ ซานโช่ อีกครั้งอยู่ดี และ ดอร์ทมุนด์ ก็แจ้งให้ยอดทีมแห่งถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รู้แล้วเช่นกันว่าเงื่อนไขอะไรบ้างที่จะทำให้พวกเขายอมปล่อยปีกดีกรีทีมชาติอังกฤษ

โปรตุเกส ขนสตาร์ชุดใหญ่ลงครบ แถมแข้งดังทั้ง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้-บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ช่วยกันซัดนำอัด อิสราเอล 4-0

นาทีที่ 2 นูโน่ เมนเดส วางบอลโด่งทิ้้งไปที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ฉีกแนวรับอิสราเอล มารับบอลก่อนหลุดเดี่ยวไปซัดในเขตดทาทว่าบอลออกข้างเสาด้านซ้าย เจ้าถิ่นเฮสนั่น 1-0 นาทีที่ 42 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ไหลบอลเรียดให้ ชูเอา กานเซโล่ เติมสูงมาทางขวาของสนาม ก่อนปาดบอลเข้ากลางไปที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปรี่มาซัดเต็มเท้าระยะ 12 หลาในเขตโทษส่งบอลเข้าประตูไป ฝอยทองบวกสกอร์เป็น 2-0 นาทีที่ 44 บรูโน่ แฟร์นันด์ส ส่งบอลมาหน้ากรอบเขตโทษทางซ้าย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จับบอลลากเข้าไปแล้วยิงบอลลอดขานายทวารทีมเยือนซุกตาข่ายอีกเม็ด หมดครึ่งแรก โปรตุเกส นำก่อน 2-0 เจ้าบ้านปิดเกมนำ 3-0 นาทีที่ 85 ชูเอา กานเซโล่ ได้บอลริมกรอบเขตโทษทางซ้าย เจ้าตัวเลี้ยงจี้เข้าเขตโทษ แตะหนีผู้เล่นคู่แข่งมาเหลี่ยมเท้าซ้าย ก่อนหวดเต็มพิกัด บอลเลี้ยวหนีมือนายทวารทีมเยือนเข้าประตูอย่างสวยงาม ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+1 ฝอยทองฉีกเป็น 4-0 กอนคาโล่ กูเอเดส ลองซัดบอลนอกกรอบเขตโทษ บอลถุกแนวรับทีมเยือนเขี่ยทิ้งเข้าทาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงเร็วทันที บอลโค้งเสียบตาข่ายเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้ จบเกม โปรตุเกส ถล่ม อิสราเอล 4-0 ก่อนที่ทัพ ฝอยทอง มีคิวฟาดแข้ง ยูโร 2020 นัดแรกดวล ฮังการี วันอังคารที่ 15 มิถุนายน ต่อไป

เนย์มาร์ จัดการซัดประตูและจ่ายให้เพื่อนยิงในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยพาทีมชาติบราซิล บุกเอาชนะ ปารากวัย 2-0

เปิดฉากได้แค่ 5 นาทีเป็น บราซิล ที่ชิงออกนำได้ก่อนอย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่ กาเบรียล เชซุส กระชากบอลทางฝั่งขวาแล้วตบมาหน้าประตู จังหวะแรก ริชาร์ลิซอน ยิงไม่ดีบอลเลยมาตกหน้า เนย์มาร์ จากนั้นกัปตันทีมแซมบ้าจับบอลลงหนึ่งจังหวะก่อนจะยิงยัดเสาแรกพาทัพเซเลเซา ออกนำ 1-0 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บครั้งแรก ริชาร์ลิซอน ส่งบอลเข้าประตูจากจังหวะหลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายเต็มข้อ ทว่าผู้กำกับเส้นยกธงเป็นลูกล้ำหน้าไปเสียก่อน และหมด 45 นาทีแรก บราซิล บุกนำ 1-0 นาที 87 เกมบุกของ ปารากวัย บ้าง และคราวนี้ อัลแบร์โต้ เอสปิโนล่า ได้จบสกอร์ แต่บอลยังไปเข้ามือของ เอแดร์ซอน ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ บราซิล มาได้ประตูตอกย้ำชัยชนะ เนย์มาร์ ผ่านบอลมาให้ กาเบรียล บาร์โบซ่า เอี้ยวตัวแปด้วยซ้ายส่งบอลเสียบเสาสอง และจบเกมด้วยชัยชนะของทีมเยือน 2-0 ส่งผลให้ บราซิล คว้าชัย 6 เกมรวด รั้งจ่าฝูงของตาราง ส่วน ปารากวัย มี 7 คะแนน

“ปีศาจแดงยุโรป” เบลเยียม คัมแบ็กคว้าชัย โรเมลู ลูกากู สวมบมฮีโร่หวดสกอร์ดับซ่า โครเอเชีย รองแชมป์โลกที่มีคิวประเดิมยูโร 2020

โครแอตบุกนาทีที่ 20 ลูก้า โมดริช จัดการวางบอลยาวทิ้งให้ อันเต้ เรบิช จับบอลก่อนลากมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ซัดไปติดบล็อกผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังไป เจ้าบ้านชวดโอกาสนาทีที่ 31 โรเมลู ลูกากู รับบอลโยนยาวลง ก่อนเลี้ยงมาตวัดยิงหน้ากรอบเขตโทษ บอลลอยชนสามเหลี่ยมกระดอนมาเข้าทาง ยานนิค การ์ราสโก้ ก้มต่ำโหม่งซ้ำในเขตโทษทว่าบอลไม่เป็นใจโดนคานบนอีกรอบกระเด้งออกมา และแล้วนาทีที่ 38 ดรีส เมอร์เท่นส์ หยอดบอลริมกรอบเขตโทษททางขวา บอลลอยมาทางซ้าย แยน แฟร์ตองเก้น โหม่งชงต่อไปที่ เจสัน เดนาเยอร์ โขกบอลถูกผู้เล่นคู่แข่งเขี่ยตั้งมาที่ โรเมลู ลูกากู กลับตัวซัดตามน้ำบอลลอดขานายทวารทีมเยือนซุกตาข่าย หมดครึ่งแรก เบลเยียม นำ 1-0 ทีมเยือนได้ลุ้นนาทีที่ 52 โยสโก้ กวาร์ดิออล ตัวสำรองกระชากบอลลุยมาทางซ้ายของสนาม วางบอลย้อยเข้าเขตโทษ บรูโน่ เพ็ตโควิช กระโดดโหม่งบอลเข้ามือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ นายทวารเบลเยียม ผ่านมาถึงนาทีที่ 78 นิโคลา วลาชิช ได้ลองซัดในเขตโทาทางซ้าย บอลเรียดเบาเข้ามือนายทวารเจ้าบ้านรับไม่มีปัญหา จบเกม เบลเยียม ชนะ โครเอเชีย 1-0 โดย เจ้าบ้านรอดวล รัสเซีย วันเสาร์ ส่วนทีมเยือน คิวประเดิมยูโร 2020 กับ อังกฤษ วันอาทิตย์หน้า

“สิงโตคำราม” ลงลับแข้งนัดสุดท้ายก่อนเบียดเอาชนะ โรมาเนีย หวุดหวิด 1-0

เปิดฉากครึ่งแรก กลายเป็น โรมาเนีย ที่ได้ลุ้นก่อน นาทีที่ 3 บอลต่อเนื่องจากลูกเตะมุม อเล็กซานดรู พอน เปิดเข้ามาก่อนจังหวะสุดท้าย เดนนิส อลิเบค จะซัดด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไป จากนั้นนาทีที่ 8 คาลวิน ฟิลลิปส์ ลองส่องนอกกรอบแต่บอลก็เหินออกไปไกล อีกสองนาทีต่อมา ทัพผีดิบได้ส่องเข้ากรอบหนแรกเป็น กาโมร่า ครอสมาให้ ราซวาน มาริน ซัดบอลแต่ยังไม่ผ่านมือ แซม จอห์นสตัน นาที 11 เจดอน ซานโช่ เลี้ยงจี้ตัดเข้ากลางหน้ากรอบก่อนจะอัดด้วยซ้ายแต่บอลเหินสูงออกไปไกล จบครึ่งแรก อังกฤษ ทำอะไรไม่ได้เสมอกับ โรมาเนีย 0-0 ครึ่งหลัง แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ของอังกฤษ ส่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงสนามที่บาดเจ็บกับต้นสังกัดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หรือ 106 วันนับแต่เกมพบกับ เอฟเวอร์ตัน โดยลงมาเล่นแทน คาลวิน ฟิลลิปส์ นาที 67 สิงโตคำรามมาได้ลูกที่จุดโทษหลัง แจ็ค กรีลิช โดน ติเบรู กาปูซ่า แนวรับผีดิบที่เพิ่งลงมาแค่นาทีเดียวดึงล้มในเขตโทษ ก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะฉลองกัปตันทีมด้วยการยิงจุดโทษเข้าไปไม่พลาดให้ อังกฤษ ขึ้นนำโรมาเนีย 1-0 จบเกม อังกฤษ อุ่นเครื่องส่งท้ายด้วยการเบียดเอาชนะ โรมาเนีย 1-0 โดยทัพทรี ไลออนส์ จะเปิดสนามนัดแรกในศึก ยูโร 2020

ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ดาวดัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชี้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เพื่อนซี้ในทีมชาติฝรั่งเศส สมควรได้รางวัล บัลลงดอร์ ปีนี้

ปอล ป็อกบา กองกลางซูเปอร์สตาร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เพื่อนร่วมทีมชาติฝรั่งเศส สมควรที่จะได้รางวัล บัลลงดอร์ ประจำปี 2021 หลังจากที่ฤดูกาลล่าสุดช่วย เชลซี สโมสรต้นสังกัด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ ก็องเต้ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รางวัล “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” พิชิต แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม แถมยังได้ “แมน ออฟ เดอะ แมตช์” ทั้งสองเกมที่เจอกับ เรอัล มาดริด ในรอบรองชนะเลิศด้วย ปัจจุบัน ป็อกบา และ ก็องเต้ ต่างอยู่ในแคมป์เก็บตัวทีมชาติฝรั่งเศส เตรียมสู้ศึก ยูโร 2020 โดยทัพ “ตราไก่” อยู่กลุ่ม เอฟ ร่วมกับ เยอรมนี, โปรตุเกส และ ฮังการี ซึ่งพวกเขามีคิวลงเตะนัดแรกเจอกับ “อินทรีเหล็ก” วันอังคารที่ 15 มิถุนายน

บราซิล เปิดบ้านเอาชนะ เอกวาดอร์ ไปได้ 2-0 คว้าชัย 5 นัดรวด

เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ โดย บราซิล มีโอกาสยิงตรงกรอบแค่ครั้งเดียวเท่านั้นจากลูกฟรีคิกของ เนย์มาร์ ส่วน เอกวาดอร์ ยังยิงไม่ตรงกรอบ โดยส่วนใหญ่ทีมเยือนเน้นเกมรับแล้วรอโต้กลับ นาที 42 กาเบรียล ส่งบอลเข้าประตูจากลูกจ่ายจากทางฝั่งขวาของ ดานิโล่ แต่ผู้กำกับเส้นยกธงเป็นลูกล้ำหน้าไปเสียก่อน หมดครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกัน 0-0 เข้าสู่ครึ่งหลัง นาที 65 ริชาร์ลิซอน รับบอลต่อจาก เนย์มาร์ แล้วแต่งเข้าซ้ายซัดมุมแคบผ่านตัว อเล็กซานเดอร์ โดมิงเกซ เข้าประตูพา บราซิล ขึ้นนำ 1-0 10 นาทีต่อมา ริชาร์ลิซอน ครอสบอลมาหน้าประตูให้ กาเบรียล วิ่งเข้ามาโฉบโหม่งโล่งๆ แต่บอลเลยออกเสาสองไปอย่างน่าเสียดาย อย่างไรก็ตาม เนย์มาร์ ยิงไปติดเซฟของ อเล็กซานเดอร์ โดมิงเกซ ทว่าหลังจากนั้น ผู้ตัดสิน กลับมาให้ บราซิล ได้ยิงอีกรอบ หลังจากนายด่าน เอกวาดอร์ ก้าวเท้าออกมาจากเส้นก่อนที่คนยิงจะสังหาร ซึ่งคราวนี้ เนย์มาร์ ยังคงรับหน้าที่เช่นเดิม และคราวนี้แก้ตัวได้สำเร็จ นาที 90+4 บราซิล ขยับไปเป็น 2-0 หมดเวลาการแข่งขัน บราซิล เปิดบ้านเอาชนะ เอกกวาร์ดอ ไปได้ 2-0 ส่งผลให้ ทัพแซมบ้า เก็บชัยชนะ 5 นัดรวด นำเป็นจ่าฝูงของตารางมี 15 คะแนน ส่วน เอกวาดอร์ ยังมี 9 คะแนน รั้งอยู่อันดับ 3 เช่นเดิม

“สิงห์บลูส์” โชว์ฟอร์มสุดแกร่งหลังปราบเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เปิดฉากครึ่งแรกมาได้แค่ 3 นาที ติโม แวร์เนอร์ ได้ขึ้นบอลมาทางขวาก่อนปาดเข้าในกรอบให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ แหวกถึงเส้นหลังก่อนจะล้มตัวเปิดไปเข้ามือ เอแดร์ซอน เกมเปิดแลกกันสนุก นาที 14 “สิงห์บลูส์” ทิ้งโอกาสขึ้นนำหลัง เมสัน เมาน์ท หลุดขึ้นไปในกรอบด้านซ้ายก่อนจะหักเข้ากลางประตูให้ ติโม แวร์เนอร์ วิ่งมาซัดด้วยขวาแต่ไปตรงตัว เอแดร์ซอน รับไว้ได้ กระทั่ง นาที 42 แฟนสิงห์บลูส์ที่ตามมาเชียร์ได้เฮกันลั่นสนามเมื่อ เชลซี มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ เมสัน เมาน์ท จ่ายบอลชนิดคิลเลอร์พาสให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนแตะหลบ เอแดร์ซอน แล้วยิงด้วยซ้ายโล่งๆเข้าไป และเป็นประตูแรกในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของดาวเตะทีมชาติเยอรมันในฤดูกาลนี้ จบครึ่งแรก แมนฯซิตี้ ตามหลัง เชลซี 0-1 กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง นาที 55 เกมต้องหยุดชั่วคราวหลัง เควิน เดอ บรอยน์ โดน อันโตนิโอ รือดิเกอร์ อัดเข้าไปโดนศรีษะจนล้มลงไป ก่อนทีมแพทย์ของเรือใบสีฟ้าและเป๊ปพิจารณาแล้วว่าเล่นต่อไม่ไหวต้องเปลี่ยนเอา กาเบรียล เชซุส ลงไปเล่นแทน ท้ายเกมแม้ว่าลูกทีมของ เป๊ป จะโหมบุกเข้าใส่แต่ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในเขตอันตรายของเชลซีได้เลย จบเกม เชลซี เฉือนเอาชนะ แมนฯซิตี้หวุดหวิด 1-0 ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นสมัยที่ 2 ต่อจากปี 2012 ส่วน “เรือใบสีฟ้า” อกหักชวดได้แชมปม์สมัยแรก และอดสร้างประวัติศาสตร์ได้สามแชมป์ในฤดูกาลนี้

70ล.ปอนด์ก็สู้!แมนยูพร้อมยื่นข้อเสนอทาบไรซ์ร่วมทัพ

ลอนดอน อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด สื่อของอังกฤษ ตีข่าว แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมยื่นข้อเสนอขอซื้อ เดแคลน ไรซ์ หลังจากก่อนหน้านี้มีข่าวว่า เชลซี ไม่คิดที่จะสู้ค่าตัวระดับ 70 ล้านปอนด์ที่ เวสต์แฮม ตั้งเอาไว้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอขอซื้อ เดแคลน ไรซ์ กองกลางคนเก่งของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาร่วมทัพ ตามรายงานของ ลอนดอน อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี ไรซ์ ทำผลงานได้โดดเด่นกับ เวสต์แฮม อย่างต่อเนื่อง โดยฤดูกาลนี้เขาถึงขั้นช่วยให้ทีมได้อันดับ 6 ของตารางคะแนนจนส่งผลให้ “ขุนค้อน” ได้สิทธิ์เล่นศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลหน้า แต่มันก็ทำให้เขาตกเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่ร่วมลีกอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และ เชลซี เช่นกัน เป็นที่เชื่อว่า เวสต์แฮม ตั้งค่าหัวของแข้งวัย 22 ปีเอาไว้ที่ 70 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า เชลซี ไม่พร้อมที่จะสู้ค่าตัวในระดับนั้น แต่ ลอนดอน อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด บอกว่า “ปีศาจแดง” คิดที่จะลองเสี่ยงดวงดู

“อัซซูรี่” อิตาลี เกมครึ่งแรกอาจดูฝืดไปหน่อย ทว่าครึ่งหลังลงมาไล่ถลุงคู่แข่ง ซานมารีโน สบายเท้า 7-0

อัซซูรี่บุกอีกนาทีที่ 13 ไบรอัน คริสตันเต้ ทิ้งบอลยาวมาหน้ากรอบเขตโทาทางขวา เฟเดริโก้ เบร์นาร์เดสคี่จับบอลลงก่อนโยกหามุมซัดบอลเข้ากรอบแต่นายทวารซานมารีโนไม่พลาดรับไว้ ผ่านมานาทีที่ 24 วินเชนโซ่ กริโฟ่ เปิดลูกเตะมุมด้านขวา จานลูก้า มันชินี่ ดันมาช่วยเกมรุกได้โขกอีกครั้งไปชนตัวผู้เล่นทีมเยือน กระดอนออกข้างเสาสองแบบมีลุ้น อิตาลีฉีกหนีนาทีที่ 34 วินเชนโซ่ กริโฟ่ วางลูกเตะมุมด้านขวา บอลถูก เอเลีย เบเนเด็ตตินี่ นายทวารทีมเยือนปัดทิ้งเข้าทาง จาน มาร์โก้ เฟร์รารี่ ยกเท้าซัดสวนกลับบอลย้อนเข้าประตูอีกเม็ด หมดครึ่งแรก เจ้าบ้านนำ 2-0 ต่อมานาทีที่ 62 ราฟาเอล โตลอย สอดมาทางขวาของสนาม เปิดเรียดมาหน้าประตู เฟเดริโก้ เบร์นาร์เดสคี่ ทิ้งตัวยิงบอลทว่าเหินข้ามคานไปพอควร ถัดมานาทีที่ 77 เฟเดริโก้ เบร์นาร์เดสคี่ ครอสบอลทางซ้ายของสนาม บอลถูกแนวรับทีมเยือนสกัดตั้งมาเข้าเท้า มัตเตโอ โปลิตาโน่ เอี่ยวตัววอลเลย์ระยะ13 หลาส่งบอลซุกตาข่าย เป็นลูกที่สองของเจ้าตัวอีกด้วย และแล้วนาทีที่ 86 เฟเดริโก้ เบร์นาร์เดสคี่ ส่งบอลเรียดเข้าเขตโทษด้านซ้าย มัตเตโอ เปสซิน่า ดอดมารับก่อนลากไปซัดลอดขานายทวารคู่แข่งเข้าประตูอย่างเหลื่อเชื่อ เป็นลุกที่สองของเจ้าตัวเช่นกัน จบเกม อิตาลี ถล่ม ซานมารีโน 7-0 ก่อนมีคิวลับแข้งกับ สาธารณรัฐเช็ก วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน ก่อนลุยยูโร 2020 ต่อไป

น็องต์ เก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้ก่อน บุกอัด ตูลูส 2-1 โดย น็องต์ จะกลับถิ่นดวลเกมนัดสอง

เริ่มมาถึงนาทีที่ 10 ลูโดวิค บลาส ได้บอลจ่ายเร็กระชากเข้าในเขตโทษทางซ้าย ก่อนเจ้าตัวตัดสินใจยิงยัดเสาแรกซุกตาข่ายอย่างเฉียบคมให้ น็องต์นำก่อน 1-0 แต่ว่านาทีที่ 19 วากุน อีซุฟ บาโย วิ่งมาเก็บบอลปาดของเพื่อน จิ้มย้อนออกมาหน้ากรอบเขตโทษ และเป็น เดเวอร์ มาชาโด้ วางเท้าหวดสวนทีเดียวบอลเสียบประตูสุดสวย ทีมเยือนนำอีกนาทีที่ 22 คาลิฟา คูลิบาลี ซัดบอลในเขตโทษจังหวะแรกติดเซฟนายทวารตูลูสปัดมาเข้าทาง แร็งแด็ง โกโล่ ยิงซ้ำเข้าไป กรรมการเช็ควีเออาร์ ก่อนยืนยันเป็นสกอร์ ช่วงครึ่งหลังไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม น็องต์ บุกชนะ ตูลูส 2-1 โดย น็องต์ จะกลับถิ่นดวลเกมนัดสอง เพลย์ออฟเลื่อนชั้น-ตกชั้น วันอาทิตย์นี้ เพื่อการันตีเล่นบนลีกสูงสุดซีซั่นหน้า

“แพะบ้า” โคโลญจน์ จำเป็นต้องทุ่มกำลังทั้งหมดในเกมนัดสอง หลังพลาดท่าพ่าย โฮลชไตน์ คีล 0-1

แพะบ้าบุกนาทีที่ 13 มาริอุส โวล์ฟ วิ่งมารับบอลริมกรอบเขตโทษด้านขวา ปาดเข้าในเขตโทษ โลอันนิส เกลิออส นายทวารทีมเยือนออกมาดัก่อนที่ อิสมาล ยาค็อบส์ จะเข้าถึงบอล เจ้าถิ่นชวดนำนาทีที่ 30 โยนาส เฮคเตอร์ โชว์ความขยันตามเข้าแย่งบอลจากผู้เล่นทีมเยือนถึงสองครั้ง ลากเข้าไปซัดในเขตโทษ ทว่าโดนแนวรับโฮลชไตน์ คีล บล็อกทัน ช่วงนาทีที่ 43 ฟินน์ โพราธ ครอสบอลข้ามเข้าเขตโทษทางขวา ฟิน บาร์เทลส์ เทคตัวโหม่งบอลเข้ามือ ติโม ฮอร์น นายด่านแพะบ้าหมดครึ่งแรกเสมอ 0-0 แพะบ้าเร่งเครื่องนาทีที่ 65 เอลเลียส สคิรี่ จ่ายบอลมาที่ โดมินิก ดรักซ์เลอร์ ตบย้อนมาในเขตโทษให้เจ้าตัว โยกหาเหลี่ยมซัดคนเดียว แต่บอลตรงตัวนายทวารทีมเยือน ทีมเยือนชวดทิ้งห่างนาทีที่ 78 ฟาเบียน รีเซ่ เปิดบอลเลี้ยวจากทางซ้าย บอลมาในเขตโทษ ยานนี่-ลูก้า แซร์ร่า กระโดดตัดหน้าแนวรับเจ้าถิ่นโหม่งชนคานบนอย่างจัง เจ้าบ้านอดเฮนาทีที่ 84 ออนเดรย์ ดูด้า ยิงฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งจะเข้าประตู ฟิล นอยมันน์ แข้งทีมเยือนยืนดักเตะทิ้งมาเข้าทาง เซบาสเตียน อันเดอร์สันน์ ยิงซ้ำทว่ายังเป้นเจ้าตัวบล็อกขวางอีกครั้งช่วยทีม จบเกม โคโลญจน์ แพ้ โฮลชไตน์ คีล 0-1 โดยพวกเขาต้องยกทัพออกเยือนบ้างวันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคมนี้เพื่อชี้ชะตาการอยู่รอดบนลีกสูงสุด

บียาร์เรอัล ผงาดคว้าแชมป์ยูโรปาลีกได้เป็นสมัยแรก หลังโชว์ความแม่นในการดวลจุดโทษเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 11-10 (เสมอในเวลา 90 นาที 1-1)

ออกสตาร์ทเกมมาได้ 7 นาที “ผีแดง” เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง มาร์คัส แรชฟอร์ด กระชากเข้าไปในกรอบแต่หามุมยิงไม่ได้ ก่อนจ่ายคืนหลังให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ตั้งป้อมซ้ดด้วยขวากลางประตูบอลพุ่งเลียดหลุดกรอบออกไป นาที 16 เป็นโอกาสลุ้นหนแรกของ บียาร์เรอัล หลังบอลเล่นสั้นจากลูกเตะมุมทางด้านซ้าย ดานี่ ปาเรโฆ เปิดยาวมาเสาไกลให้ มานู ตริเกรอส วิ่งสอดเข้ามาแปด้วยขวาแต่ยิงไม่ถนัดบอลเลยเหินโด่งออกหลังไปไกล นาที 29 กลายเป็น บียาร์เรอัล ที่ได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ คาวานี่ ไปฟาวล์เสียฟรีคิก ก่อนที่ ดานี่ ปาเรโฆ่ จะเปิดบอลโค้งเข้าไปในกรอบให้ เคราร์ด โมเรโน่ หนีตัวประกบวิ่งเข้าไปเบียดกับ ลินเดอเลิฟ ก่อนล้มแปด้วยขวาผ่านมือ ดาบิด เด เคอา เข้าไป เป็นประตูที่ 30 รวมทุกรายการในฤดูกาลนี้ของหัวหอกทีมชาติสเปน ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 ผีแดงเกือบได้ลุ้นตีเสมอหลัง เมสัน กรีนวู้ด พาบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนกึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าไปหน้าประตูไปโดน ราอูล อัลบิโอล บอลเปลี่ยนทางสุดเสียว แต่ยังไปเข้ามือ คโรนิโม่ รูยี่ นายด่านเรือดำน้ำสีเหลืองรับไว้ได้ จบครึ่งแรก บียาร์เรอัล ขึ้นนำ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-0 ครึ่งหลัง นาที 55 สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ใช้ความขยันตามไปแย่งบอลก่อนกลับตัวซัดด้วยซ้ายไปแฉลบแนวรับบียาร์เรอัลออกหลัง ช่วงทดเจ็บ นาที 90+2 เปา ตอร์เรส เก็บบอลได้ในกรอบก่อนแต่งเข้าซ้ายแต่ซัดเหินคานออกไปแบบหมดลุ้น จนจบเกมเสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาทีเพื่อหาแชมป์ของผู้ชนะรายการนี้

จับตา !ลือโรนัลโด้เตรียมถกอนาคตกับยูเวนตุส

สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดี ระบุ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เตรียมหารือเรื่องอนาคตกับผู้บริหารของ ยูเวนตุส หลังจากเขามีข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงคนดังของ ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เตรียมที่จะเข้าเจรจาเรื่องอนาคตของตัวเองกับผู้บริหารของทีม ตามรายงานของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของประเทศอังกฤษ โรนัลโด้ เหลือสัญญากับทีมจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าเท่านั้น และที่ผ่านมากระแสข่าวการย้ายทีมของเขาก็รุนแรงพอตัว โดยที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ สปอร์ติ้ง ลิสบอน คือทีมที่ตกเป็นข่าวกับแข้งชาวโปรตุกีสมากที่สุด สื่อเจ้าเดิมเสริมว่าอนาคตของ โรนัลโด้ ขึ้นอยู่กับเรื่องที่ว่าอนาคตของ อันเดรีย ปีร์โล่ เทรนเนอร์ของทีม กับ ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสรจะเป็นยังไงด้วย โดยก่อนหน้านี้ลือกันว่า โรนัลโด้ กับ ปีร์โล่ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก

แอสตัน วิลล่า ยู-18 งัดฟอร์มยอดเยี่ยมหลังไล่บดเอาชนะ ลิเวอร์พูล ยู-18 ไปแบบสนุก 2-1

เปิดฉากมาได้แค่ 8 นาทีแรก เป็นเด็กวิลล่าที่ชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ อาร์ยาน ไรคีย์ ได้บอลถึงเส้นหลังก่อนหักเข้ากลางมาให้ เบน คริสเน่ ตั้งป้อมซัดกลางประตูส่งบอลเลียดเสียบมุมเข้าไปอย่างเฉียบขาด เท่านั้นไม่พอ นาที 11 เด็กหงส์ต้องมาเสียลูกที่จุดโทษหลัง บิลลี่ คูเมติโอ้ ไปฟาวล์ใส่ แบรด ยัง หัวหอกตัวเก่งสิงห์ผงาดจนล้มลง ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษทันทีก่อนที่ ยัง จะลุกมาสังหารเข้าไปไม่พลาดให้ แอสตัน วิลล่า นำห่าง 2-0 แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะตั้งเกมได้และเปิดเกมรุกเข้าใส่ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอโดยเฉพาะโอกาสของ มาเตอุสซ์ มูเซียลอฟสกี้ ที่มีเยอะกว่าใคร ก่อนที่ครึ่งแรกจะจบลงเป็น แอสตัน วิลล่า ขึ้นนำทัพหงส์น้อย 2-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 56 แบรด ยัง เกือบแผลงฤทธิ์อีกหลังกระชากเข้าไปซัดมุมแคบด้านซ้ายแต่ยังดีที่ ฮาร์วี่ย์ เดวิส นายด่านทัพหงส์ปัดออกหลังหวุดหวิด ช่วงท้ายเกมแม้ว่าแข้ง หงส์ ยู18 จะบุกอย่างหนักแต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับวิลล่าที่ช่วยกันไว้ได้ดี ก่อนจบเกมเป็น แอสตัน วิลล่า ที่คว้าชัยเหนือ ลิเวอร์พูล หวุดหวิด 2-1 คว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ ได้เป็นสมัยที่ 4 ในรอบ 19 ปี หลังครั้งล่าสุดทำได้เมื่อปี 2002

บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลาง แมนฯ ยูไนเต็ด ระบุ ตนสนิทสนมกับ ปิโอเตร ซีลินสกี้ มิดฟิลด์ นาโปลี มากๆ

บรูโน่ แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์คนดังของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าตนอยากร่วมงานกับ ปิโอเตร ซีลินสกี้ กองกลาง นาโปลี จนถึงขนาดเคยพูดอย่างนั้นกับอีกฝ่ายเองเลย บรูโน่ กับ ซีลินสกี้ เคยเล่นด้วยกันในตอนที่ทั้ง 2 ฝ่ายอยู่กับ อูดิเนเซ่ ซึ่งตอนนี้ทั้งคู่ต่างก็เป็นตัวหลักของต้นสังกัดของตัวเอง โดยในซีซั่นนี้ดาวเตะชาวโปแลนด์ลงเล่นในลีกไป 35 นัด พร้อมทำได้ 8 ประตูกับ 10 แอสซิสต์ พร้อมกับมีส่วนทำให้ทีมมีลุ้นโควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อยู่ ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสเผยว่า “ในด้านเทคนิคนั้นผมพูดได้เลยว่า ซีลินสกี้ ฝึกฝนในด้านนี้มาดีกว่าผมซะอีก เราเคยดวลกันอย่างสนุก ผมคิดว่าสมัยก่อน ซีลินกี้ เป็นคนขี้อายนิดหน่อย ตอนนั้นเขายังอายุน้อยอยู่เหมือนกับผมนี่แหละ” “ตอนนั้นเรามาจากคนละประเทศรวมถึงมีแนวความคิดที่แตกต่างกัน สถานการณ์ของเราทั้งคู่มันต่างกัน แต่ยังไงซะผมก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ปิโอเตร เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยม ผมชอบเขามากๆ เขาเป็นหนึ่งในคนที่ผมได้เจอใน อิตาลี และยังติดต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ที่จริงเมื่อไม่กี่เดือนก่อนผมก็ได้คุยกับเขา และบอกเขาไปว่าผมอยากจะได้เล่นร่วมกับเขาอีกสักครั้ง มันไม่มีใครรู้หรอกนะว่าอนาคตจะเป็นยังไง สำหรับผมแล้วเขาเป็นนักเตะชั้นยอดเลยล่ะ”

สาลิกาดง แม้จะอยู่รอดปลอดภัยแล้วแต่ยังเล่นเต็มที่เกมนี้ไม่ทำให้แฟนบอลที่คัมแบ็กมาใน เซนต์ เจมส์ พาร์ค ต้องผิดหวังเมื่อปราบ เชฟฯยูไนเต็ด บ๊วยที่หล่นชั้นไปแล้ว 1-0

เปิดฉากมาสองนาทีแรก เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนหลัง มิเกล อัลมิรอน ลากเข้ามาส่องจากนอกกรอบแต่บอลเลียดไปเข้ามือ แอรอน แรมส์เดล นาที 27 แฟนบอลเจ้าบ้านเร้าอย่างหนัก และเกือบได้ขึ้นนำจากจังหวะที่ แม็ตต์ ริทชี่ ครอสบอลมาให้ จอนโจ เชลซี่ โขกเต็มแรงแต่ยังโดน แอรอน แรมส์เดล เซฟไว้ได้อีก ท้ายครึ่งแรก เจ้าบ้านไล้บี้บดเข้าใส่อย่างหนัก ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 จาค็อบ เมอร์ฟี่ ครอสมาเสาแรกให้ โชลินตอน โขกเหินข้ามคาน และแล้ว นาที 45+4 นิวคาสเซิ่ลมาชิงขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง จ่ายออกขวาให้ จาค็อบ เมอร์ฟี่ย์ครอสเข้ากลางมาให้ โจ วิลล็อค เทกมาโขกบอลเข้าไปอย่างสวยงาม ทำสถิติยิง 6 เกมติด จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ขึ้นนำ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-0 ครึ่งหลัง นาที 58 จอห์น เฟล็ค เปิดบอลจากลูกเตะมุมมาให้ แจ็ค โรบินสัน โขกหลุดกรอบออกไป ถัดมาไม่ถึงนาที โอลิเวอร์ นอร์วู้ด อัดด้วยขวาจากนอกกรอบแต่ก็ยังเหินโด่งข้ามคานออกไป ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม นิวคาสเซิ่ล เปิดบ้านเบียดเอาชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-0 เก็บสามแต้มได้สำเร็จ

“ปืนใหญ่” ของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า เครื่องร้อนช้ามารัวทดเจ็บ 2 ประตูบุกเชือด คริสตัล พาเลซ 3-1

เปิดฉากครึ่งแรกได้ 2 นาที “ปืนใหญ่” ทักทายก่อนจากจังหวะทางขวาของ แคลัม เชมเบอส์ หยอดบอลเข้าเขตโทษเกือบถึง ปิแอร์-เอเมริค โอบาเมย็อง แต่บอลแรงเลยไปถึง บิเซนเต กวยต้า ชกทิ้งออกมาได้ทัน ต่อมานาทีที่ 23 จากลูกเตะมุมทางซ้ายของ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ หยอดบอลย้อยมากลางประตูถึง เจมส์ ทอมกินส์ โฉบมาโขกกระดอนพื้นพุ่งใส่เสาไกลแต่ยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่ ผวามาตะปปรับเอาไว้ได้ทัน แต่แล้วนาทีที่ 36 อาร์เซน่อล ทะยานออกนำ 1-0 จากจังหวะประสานงานสุดสวยทางริมเส้นฝั่งซ้าย บูคาโย่ ซาก้า ตอกส้นเข้าเขตโทษให้ คีแรน เทียร์นี่ย์ สอดมาตักย้อนไปเสาไกลถึง นิโกล่าส์ เปเป้ โฉบมาตั้งเท้าแปด้วยขวาตุงตาข่าย หมดครึ่งเวลาแรก คริสตัล พาเลซ 0 อาร์เซน่อล 1 ครึ่งหลังเริ่มไม่ถึงนาที คริสตัล พาเลซ ออกหมัดทันทีจากบอลทางริมเส้นฝั่งขวา แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ปั่นบอลโค้งเข้าเขตโทษให้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ขึ้นเอาชนะ กาเบรียล มากัลเญส แต่โขกไม่ดีเหินข้ามคานออกไป แต่แล้วนาทีที่ 62 เจ้าถิ่น ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากลูกฟรีคิกทางซ้ายของ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ครอสบอลเข้าเขตโทษโค้งมาตกใส่หัว คริสติย็อง เบนเตเก้ ทิ้งตัวโขกกระดอนพื้นติดปลายมือ แบร์นด์ เลโน่ แต่แรงพอซุกก้นตาข่าย ผู้ตัดสิร รอเช็ควีเออาร์ก่อนยืนยันให้เป็นประตู ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+1 “ปืนใหญ่”แซงอีกครั้งเป็น 2-1 จากสองตัวสำรอง มาร์ติน โอเดการ์ด เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนตักไปเสาไกลให้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ โฉบตัดหน้า โจเอล วอร์ด จับบอลลอยข้ามหัว บิเซนเต กวยต้า ก่อนตามมาทิ่มเข้าไปไม่เหลือ ยังไม่หนำใจนาทีที่ 90+5 อาร์เซน่อล ปิดกล่องเป็น 3-1 จากความสามารถเฉพาะตัวของ นิโกล่าส์ เปเป้ พาบอลแหวกเข้าเขตโทษก่อนโยกตัดหลัง เจมส์ ทอมกินส์ แปเลียดด้วยซ้ายผ่านมือ บิเซนเต กวยต้า ตุงตาข่าย หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม คริสตัล พาเลซ 1 อาร์เซน่อล 3

“ผีแดง” ไม่ชนะในโอลด์ แทรฟฟอร์ด 3 นัดติดต่อกัน เมื่อทำได้แค่เสมอกับ ฟูแล่ม 1-1

เปิดฉากครึ่งแรก นาทีที่ 6 “ผีแดง” ได้ลุ้นก่อนเลยจากจังหวะที่ กรีนวู้ด แทงให้ แอรอน วาน-บิสซาก้า เติมขึ้นมาก่อนครอสไปให้ ปอล ป็อกบา เทกโขกเหินคานออกไป นาที 16 แฟนบอลผีแดงที่เพิ่งคัมแบ็กเข้ามาต้องเฮกันลั่นสนามหลัง ดาบิด เด เคอา เปิดมาให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สะกิดต่อให้ เอดินสัน คาวานี่ หลุดกับดักล้ำหน้าจากครึ่งสนามก่อนจะชิพกว่า 40 หลา ข้ามหัว อัลฟ็องซ์ อาเรโอล่า ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างเหนือชั้น ให้ แมนฯยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 โดยวีเออาร์ยืนยันเช็กแล้วให้เป็นประตู ซึ่งเป็นเม็ดที่ 10 ในลีกซีซั่นนี้ของหัวหอกชาวอุรุกวัย จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ ฟูแล่ม 1-0 ครึ่งหลัง นาที 52 “ผีแดง” ได้เสียวลุ้นเม็ดที่สองหลัง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ เรียกฟรีคิกหน้ากรอบกลางประตู และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่วิ่งมาปั่นบอลถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย เจ้าบ้านเมื่อไม่ได้เม็ดที่สองนำห่าง นาที 76 มาโดน “เจ้าสัวน้อย” ไล่ตีเสมอ 1-1 จนได้ จากจังหวะที่ บ็อบบี้ รีด หลุดกับดักล้ำหน้าทางริมเส้นทางขวาก่อนครอสเร็วมาเสาไกลให้ โจ ไบรอัน พุ่งมาชาร์ทในกรอบ 6 หลาเข้าไปไม่เหลือ วีเออาร์ เช็กแล้วว่า รีด ไม่ล้ำหน้าก่อนยืนยันให้ประตู แต่ช่วงเวลาที่เหลือ “ผีแดง” ไม่สามารถพังตาข่ายแซงขึ้นนำอีกครั้งได้ จบเกม แมนฯยูไนเต็ด ทำได้แค่ เสมอกับ ฟูแล่มที่ตกชั้นไปแล้ว 1-1 ส่งผลให้ แมนฯยูฯสะดุดในบ้าน 3 เกมติด ยังต้องรอการันตีรองแชมป์ต่อไป

“หงส์ขาว” กุมความได้เปรียบนัดแรกก่อนหลัง อองเดร อายิว ซัดประตูโทนของเกมด้วยการบุกไปอัด บาร์นสลี่ย์ ถึงถิ่น 1-0

ออกสตาร์ทครึ่งแรกมาได้แค่ 3 นาที “หงส์ขาว” ได้ลุ้นก่อนเลยหลัง คอเนอร์ ฮูริเฮน ครอสบอลมาให้ เจย์ ฟูลตอน ขึ้นโขกแต่บอลยังไม่ผ่านมือ แบร็ดลี่ย์ คอลลิ่นส์ นายด่านเจ้าถิ่น แต่แล้ว นาที 39 กลายเป็น สวอนซี่ ที่บุกมาขึ้นนำไปก่อน 1-0 บอลจาก ไคล์ นอห์ตัน เปิดขึ้นหน้าให้ อองเดร อายิว หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปรับบอลก่อนจะลากหนีแนวรับเจ้าถิ่นแล้วปั่นด้วยซ้ายบอลโค้งหนีมือ แบร็ดลี่ย์ คอลลิ่นส์ นายด่านบาร์นลี่ย์เข้าไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรก บาร์นสลี่ย์ ตามหลัง สวอนซี 0-1 กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาที 48 เจ้าถิ่นเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง คาร์ลตัน มอร์ริส ตัวสำรองที่ลงมาแทน โดมินิค ไฟร์เซอร์ ซัดไปติดเซฟ เฟร็ดดี้ วู้ดแมน แม้บอลจะไปเข้าทาง คัลลั่ม บริตเตน ซ้ำดาบสองเข้าไปแต่ นายด่านหงส์ขาวยังพุ่งมาเซฟออกไปอย่างเหนียวหนึบ นาที 72 ทัพหงส์ขาวเกือบได้ลุ้นเม็ดที่สอง คราวนี้ เจค บิดเวลล์ ผ่านบอลมาให้ จามาล โลว์ อัดด้วยขวาหลุดกรอบออกไป ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 เจ้าถิ่นชวดได้ลูกตีเสมอ หลัง เคาลี่ย์ วู้ดโรว์ เปิดเตะมุมมาเสาแรกให้ คาร์ลตัน มอร์ริส หนีตัวประกบวิ่งมาดีดบอลเสาแรก บอลย้อยกำลังจะเข้าประตูแต่ไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

แฮร์รี่ เคน ซัดเบิกร่องช่วยให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ยังต่อลมหายใจลุ้นจบท็อปโฟร์ด้วยการเปิดรังเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

ครึ่งแรกเปิดฉากมา สเปอร์ส เดินเครื่องบุกใส่ทันที และเกือบมาได้ประตูขึ้นนำจากโอกาสจบสกอร์ครั้งแรกของ แฮร์รี่ เคน ในนาทีที่ 5 เมื่อตั้งป้อมซัดด้วยขวานอกเขตโทษบอลพุ่งไปชนเสากระดอนออกมา จนกระทั่งความพยายามของ “ไก่เดือยทอง” มาสัมฤทธิ์ผล ในนาทีที่ 45 ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก แทงบอลทะลุช่องให้ แฮร์รี่ เคน หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าเขตโทษแตะหลบแนวรับ วูล์ฟส์ และ รุย ปาตริซิโอ ไปยิงโล่งๆไม่เหลือให้ สเปอร์ส นำ วูล์ฟส์ 1-0 หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่มทำให้ จบครึ่งแรก สเปอร์ส นำ วูล์ฟส์ 1-0 ครึ่งหลัง สเปอร์ส ชวดได้ประตูที่สองอย่างน่าเหลือเชื่อ นาที 53 เดเล่ อัลลี่ แทงบอลไปที่วางให้ แฮร์รี่ เคน กดด้วยขวาในเขตโทษบอลพุ่งไปชนเสากระดอนมาเข้าทางปืนของ อัลลี่ ตามซ้ำดาบสองก็ยังไปชนเสาอีกครั้ง อย่างไรก็ดี นาทีที่ 62 สเปอร์ส ได้ประตูนำห่าง 2-0 จนได้จากจังหวะที่ ปกเร็ธ เบล ตั้งป้อมกดด้วยซ้ายโล่งๆในเขตโทษไปติดเซฟของ รุย ปาตริซิโอ ปัดไม่พ้นก่อนจะโดน ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก วิ่งมาตามซ้ำจ่อๆเข้าไปไม่เหลือ เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม สเปอร์ส เอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 แซง เวสต์แฮม ขึ้นมารั้งที่ 6 ของตาราง โดยมีแต้มตาม เชลซี อันดับ 4 อยู่ 5 คะแนนขณะที่เหลือการแข่งขันอีกสองนัดสุดท้าย

แมนฯซิตี้ เกือบฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ไม่สวยเสียแล้ว หลังต้องออกแรงสุดเหนื่อยก่อนจะบุกไปเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล แบบสนุก 4-3

ก่อนเริ่มเกม แข้งเจ้าถิ่น นิวคาสเซิ่ล ยืนเรียงแถวปรบมือต้อนรับ เรือใบสีฟ้า ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แค่นาทีที่ 7 ทีมเยือนเกือบสร้างโอกาสขึ้นนำได้ก่อน ในหลัง กาเบรียล เชซุส เก็บบอลจากนอกกรอบก่อนจะวอลเลย์สวนเข้าไป บอลพุ่งหลุดกรอบแบบได้เสียว ยังเป็น “เรือใบสีฟ้า” ที่ได้ลุ้นต่อเนื่อง นาที 13 อิลคาย กุนโดกัน แทงบอลทะลุให้ ชูเอา กานเซโล่ ถึงเส้นหลังก่อนหักมาเสาแรกให้ เฟร์ราน ตอร์เรส โฉบมาซัดหลุดเสาแรกออกไป แต่กลายเป็น “สาลิกาดง” โอกาสลุ้นเข้ากรอบหนแรกเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ทันที ในนาที 25 จากจังหวะลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย จอนโจ้ เชลวี่ เปิดบอลมาเข้าหัว เอมิล คราฟธ์ หนีนาธาน อาเค่ขึ้นโขกบอลผ่านมือ สกอตต์ คาร์สัน เข้าไป นาที 39 แมนฯซิตี้ มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ บอลจาก โรดรี้ จ่ายคืนหลังให้ ชูเอา กานเซโล่ วิ่งมาอัดด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งไปแฉลบขา ยาค็อบ เมอร์ฟี่ พุ่งเสียบเสาไกล เป็นเครดิตทำประตูของ ชูเอา กานเซโล่ ซึ่งเป็นประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ นาที 42 เรือใบสีฟ้า มาพังประตูแซงขึ้นนำ 2-1 บอลฟรีคิกทางด้านซ้ายจาก อิลคาย กุนโดกัน เปิดมาเสาแรกให้ เฟร์ราน ตอร์เรส กระโดดยิงท่ายากดีดบอลด้วยขวาผ่าน มาร์ติน ดูบราฟก้า เข้าไป วีเออาร์เช็กไม่ล้ำหน้ายืนยันให้ประตู ครึ่งหลัง นาที 55 ยาค็อบ เมอร์ฟี่ กระชากบอลหนีชูเอา กานเซโล่ แต่จังหวะซัดบอลยังไม่หนีมือ สกอตต์ คาร์สัน รับเอาซองไว้ไม่มีปัญหา จบเกม แมนฯซิตี้ บุกปราบ นิวคาสเซิ่ล 4-3 ฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังมีเพิ่มเป็น 83 คะแนน ส่วน “สาลิกาดง” แม้จะรั้งอันดับ 16 มี 39 คะแนนแต่อยู่รอดปลอดภัยแล้ว

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล มีแรงฮึดไล่ยิงแซงปาดชัย โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กดสองเม็ดบุกอัด “ผีแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น 4-2

หงส์แดงมีลุ้นนาทีที่ 3 เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จับบอลเข้าเขตโทษด้านขวาก่อนซัดทันทีไปติดแขน เอริค ไบยี่ ที่สไลด์ตัวดักออกหลัง ผู้เล่นทีมเยือนประท้วงขอจุดโทษ แต่กรรมการปัดให้ ผีแดงเฮก่อนนาทีที่ 10 ปอล ป็อกบา โยนบอลออกมาทางขวาไปที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด เอาบอลลงดีดเข้าเขตโทษให้ อารอน วาน-บิสซาก้า จ่ายทะลุช่อง บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับบอลโยกหาเหลี่ยมยิงไซต์ก้อยบอลพุ่งชนขาของ เนธาเนี่ยล ฟิลลิปส์ ที่ยกขึ้นหวังสกัดเปลี่ยนทางเข้าประตูไป เจ้าถิ่นชวดทิ้งห่างนาทีที่ 31 ลุค ชอว์ เล่นลูกเตะมุมเรียดทางขวา บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับบอลแล้วโยนเข้าเขตโทษทางซ้าย ปอล ป็อกบา โหม่งบอลย้อยเกือบเข้าประตูทางเสาสอง และแล้วนาทีที่ 45+3 เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เปิดลูกฟรีคิกกลางสนามเยื้องมาทางขวา 25 หลา บอลลอยข้ามาถึง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เบียดเอาชนะ ปอล ป็อกบา ตั้งศีรษะโหม่งบอลตุงประตู หมดครึ่งแรก ลิเวอร์พูล แซงนำ 2-1 ปีศาจแดงตามมานาทีที่ 68 ลุค ชอว์ จ่ายเรียดเข้ากลางให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปล่อยบอลหลอกลอดขาเลยมาถึง มาร์คัส แรชฟอร์ด จ่ายสั้นฝากไปที่ เอดินสัน คาวานี่ แทงบอลคืนมาที่เจ้าตัวเข้าเขตโทาไปซัดเรียดหนีตัว อลีสซง เบ็คเกอร์ นายด่านทีมเยือนกลิ้งเช็คโคนเสาขวาซุกตาข่ายให้ทีมไล่มาเป็น 2-3 หงส์แดงปิดจ็อบนาทีที่ 90 เนมานย่า มาติช ครองบอลนานเกินไปจนถูกผู้เล่นทีมเยือนแหย่เท้าดัก บอลมาเข้าทาง เคอร์ติส โจนส์ ตัวสำรองตวัดบอลเร็วทิ้งให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กระชากบอลหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษแล้วปั่นหนีตัว ดีน เฮนเดอร์สัน มือกาวเจ้าบ้านเข้าประตูอีกลูก ปิดเกม ลิเวอร์พูล บุกอัด แมนฯ ยูไนเต็ด 4-2 เพิ่มความหวังลุ้นแย่งตั๋วไปชปล.ช่วงท้ายซีซั่น แถมหยุดเจ้าบ้านชะลอการคว้ารองแชมป์ออกไปอีกนัดก่อน

“สิงห์บลูส์” ซัดประตูชัยให้ อาร์เซน่อล บุกชนะหวุดหวิด 1-0

เปิดฉากครึ่งแรกมา 5 นาทีแรก”สิงห์บลูส์” ทักทายก่อนเลยหลัง คริสเตียน พูลิซิช ไหลเข้ากลางให้ เมสัน เมาท์น ซัดนอกกรอบแต่บอลยังเลียดและเบาไปเข้ามือ แบร์นด์ เลโน่ นาที 11 เชลซี ทิ้งโอกาสทองขึ้นนำอย่างน่าเสียดายหลัง กาเบรียล มากัลเญส จ่ายบอลคืนหลังให้ ปาโบล มารี สั้นเกินไปโดน ไค ฮาแวร์ทซ์ ฉกบอลก่อนควบหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ แบร์นด์ เลโน่ แต่เจ้าตัวดันยิงเหินคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง แต่กลายเป็น “สิงห์บลูส์” ที่พลาดกันเองบ้าง และคราวนี้ถึงกับเสียประตูให้ ปืนใหญ่ บุกมาขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 16 จากจังหวะที่ จอร์จินโญ่ พยายามคืนหลังให้ เกป้า ทว่าส่งคืนหลังผิดทางบอลกำลังกลิ้งเข้าประตูตัวเองอยู่แล้ว แม้ว่า เกป้า จะพุ่งมาปัดก่อนข้ามเส้นหวุดหวิด แต่ยังไปเข้าทาง โอบาเมย็อง ไหลเข้ากลางให้ เอมิล สมิธ โรว์ วิ่งมาซัดง่ายๆเข้าไป จบครึ่งแรก เชลซี ตามหลัง อาร์เซน่อล 0-1 ครึ่งหลัง กลับมาลงสนามบู๊กันต่อโดย โธมัส ทูเคิ่ล แก้เกมด้วยการส่ง คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ลงไปเล่นแทน บิลลี่ กิลมอร์ เจ้าบ้านยังพับสนามบุกเข้าใส่ ปืนใหญ่ อย่างหนัก นาที 61 ชวดได้ประตูตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลังบอลจากลูกเตะมุมเข้ามาให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ขึ้นโขกต่อไปเสาสองให้ คริสเตียน พูลิซิช ตามซ้ำเข้าไปจ่อๆ แต่วีเออาร์ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก พูลิซิช อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าอย่างชัดเจนทำให้สกอร์ยังเป็น อาร์เซน่อลบุกมานำ 1-0

g

เลสเตอร์ ยู-23 ไม่สามารถอยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก ดิวิชั่น 1 หลังพ่ายคารังให้ “หงส์แดงยู-23” 0-2

เปิดฉากมาได้แค่ 11 นาทีแรก เลสเตอร์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง ซิดเนย์ ตาวาเรส ห้องเครื่องตัวเก่งของทีมมีอาการเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องให้ ไทรีส เชด ลงเล่นแทน กลายเป็นอาคันตุกะที่มีโอกาสมากกว่า และเกือบมาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะยิงระยะเผาขนของ เลห์ตัน คลาร์กสัน แต่ยังเป็น ยาคุบ สโตลาร์ซิค ที่โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกไปได้ ก่อนที่ครึ่งแรกยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอ 0-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 52 “เจ้ากัน” ธนวัฒน์ โดนเตือนเป็นใบเหลืองที่สองของเจ้าถิ่น ก่อนที่อีก 7 นาทีถัดมา ลิเวอร์พูล มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จาก เบน วู้ดเบิร์น ที่ยิงผ่านมือ สโตลาร์ซิค เข้าไป แม้ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าบ้านจะพยายามอย่างหนักแต่ไม่สามารถเจาะแนวรับของ “หงส์แดง” ได้สำเร็จ ก่อน นาที 89 จากมาเสียเม็ดที่สองให้ “หงส์แดง” บุกมานำห่าง 2-0 จากการยิงของ เคด กอร์ดอน ไอ้หนูวัย 16 ปี จบเกมเป็น เลสเตอร์ ซิตี้ ยู-23 พ่าย ลิเวอร์พูล ยู-23 0-2 หนีตกชั้นไม่สำเร็จ ต้องหล่นไปเล่นใน ดิวิชั่น 2 ฤดูกาลหน้า พร้อมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ขณะที่แชมป์ฤดูกาลนี้เป็นของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่การันตีแชมป์ไปนานแล้ว

“ราชันชุดขาว” พลาดโอกาสขึ้นจ่าฝูงอย่างน่าเจ็บใจหลังเปิดบ้านไล่เจ๊า เซบีย่า 2-2

เปิดฉากครึ่งแรก 12 นาที “ราชันชุดขาว” เกือบได้เฮจากบอลกลางสนามของ วินิซิอุส จูเนียร์ ฝากออกขวาให้ อัลบาโร โอดริโอโซล่า สอดขึ้นมาครอสเข้าเขตโทษลึกมาเสาไกลเข้าหัว คาริม เบนเซม่า โขกเต็มแรงผ่านมือ บาสซีน โบโน่ ซุกก้นตาข่ายเสียดายโดน วีเออาร์ ริบสกอร์เนื่องจาก โอดริโอโซล่า ขยับล้ำหน้าไปก่อนแล้ว แต่แล้วนาทีที่ 22 เซบีย่า ทะยานออกนำ 1-0 จากลูกสูตรฟรีคิกทางขวา เฆซุส นาบาส ขยับมารับบอลก่อนดึงจังหวะหยอดเข้าเขตโทษถึง อีวาน ราคิติช โขกตั้งให้ แฟร์นานโด ดึงหลอก เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ ก่อนซัดด้วยซ้ายผ่านมือ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ ตุงตาข่าย หมดครึ่งเวลาแรก เรอัล มาดริด 0 เซบีย่า 1 ครึ่งหลังผ่าน 5 นาที “ราชันชุดขาว” ออกหมัดก่อนจากบอลทางขวาของ อัลบาโร โอดริโอโซล่า ฝากเข้าในให้ ลูก้า โมดริช ลากตัดเข้าซ้ายซัดหนีบล็อค มาร์กอส อากุนญ่า ติดต้นแขน บาสซีน โบโน่ ล้มไปปัดข้ามคานนิดเดียว แต่แล้วนาทีที่ 67 “ราชันชุดขาว” ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะสวนกลับ โทนี่ โครส ขยับมารับบอลหน้ากรอบ 18 หลาก่อนแทงเข้าเขตโทษฝั่งขวาให้ มาร์โก อาเซนซิโอ แปด้วยซ้ายตามน้ำยัดเสาแรกตุงตาข่าย แต่แล้วช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 เจ้าถิ่น มาตามตีเสมอเป็น 2-2 จากจังหวะยิงไกลของ โทนี่ โครส ซัดไปแฉลบส้นเท้า เอแดน อาซาร์ เปลี่ยนทางผ่านมือ บาสซีน โบโน่ ที่ขยับหลงทางซุกก้นตาข่าย

“หงส์แดง” ไม่พลาดสามแต้มหลังไล่บดเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-0

เกมครึ่งแรก นาทีที่ 10 เป็นโอกาสแรกของ ลิเวอร์พูล เทรน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ วางยาวมาให้ ซาดิโอ มาเน่ ในกรอบพักอกแล้วยิงด้วยขวาเหินคานออกไป นาที 25 เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ต้องออกแรงเหนื่อยอีกหลัง มาเน่ ไหลต่อให้ ดีโอโก้ โชต้า เลี้ยงแหวกแนวรับทีมเยือนเข้าไปก่อนจะซัดเสาแรกแต่ยังโดน ฟอร์สเตอร์ ทุบบอลออกไปได้ เมื่อทำไม่ได้ อีกนาทีต่อมา นาที 31 เจ้าบ้าน “หงส์แดง” ชิงขึ้นนำ 1-0 สำเร็จ จากจังหวะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เปิดด้วยซ้ายมาในกรอบ 6 หลา ถึง ซาดิโอ มาเน่ โฉบมาโขกบอลลงพื้นเสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ออกนำ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง นาที 49 ดีโอโก้ โชตา กระชากบอลเข้าไปซัดเสาแรกแต่ยังโดน เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ที่ยืนคุมเสาปัดออกหลัง ก่อนชอตต่อเนื่อง เนธาเนี่ยล ฟิลลิปส์ จะโขกบอลจากลูกเตะมุมแต่ก็หลุดกรอบออกไปแบบได้เสียวอีก นาที 90 หงส์แดงมาได้ประตูที่สองสำเร็จ หลัง ฟีร์มีโน่ ตัวสำรองไหลบอลให้ ติอาโก้ ซัดผ่านมือ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ เข้าไปให้ ลิเวอร์พูล นำห่าง 2-0 จบเกม ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-0 เก็บสามแต้มมีเพิ่มเป็น 57 คะแนน แซงสเปอร์สขึ้นรั้ง อันดับ 6 ตามหลัง “ขุนค้อน” แต้มเดียว และตามหลัง เลสเตอร์ อันดับ 4 อยู่ 6 คะแนน ส่วน “นักบุญ” รั้งอันดับ 16 ยังไม่ปลอดภัยแม้มีแต้มมากกว่าโซนตกชั้น 10 คะแนน

เลสเตอร์ ซิตี้ แผ่วสองเกมติดแล้ว หลังล่าสุดพ่ายคาบ้านให้ นิวคาสเซิ่ล 2-4

เริ่มเกมมาแค่ 6 นาที จิ้งจอกสยาม ได้โอกาสทักทายก่อนเลยหลัง เจมส์ แมดดิสัน ชิ่งกับ เจมี่ วาร์ดี้ ก่อนบอลมาถึง แมดดิสัน แต่ยิงด้วยขวาเบาไปบอลพุ่งไปเข้ามือ มาร์ติน ดูบราฟก้า แต่กระนั้น “สาลิกาดง” มาบุกขึ้นนำไปก่อน 1-0 จนได้ จากความผิดพลาดของ คลาการ์ โซยุนคู ที่พยายามล็อคบอลหนี โจ วิลล็อค ก่อนโดนห้องเครื่องตัวยืมของอาร์เซน่อลฉกบอลเข้าไปซัดผ่านมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตูที่ 5 ในลีกของดาวเตะวัย 21 ปี สถานการณ์ของเจ้าบ้านแย่ลงไปอีก เมื่อนาที 34 มาเสียประตูที่สองให้ นิวคาสเซิ่ล บุกมานำห่าง 2-0 จากจังหวะลูกเตะมุมทางด้านขวา แมตต์ ริตชี่ เปิดโค้งมาในกรอบ 6 หลาสุุดแม่น พอล ดัมเมตต์ เทกตัวเอาชนะ โฟฟาน่า ก่อนโขกบอลเข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด และเป็นประตูแรกของเจ้าตัวในรอบ 5 ปี นับจากที่เคยยิงใส่ “ผีแดง” เมื่อมกราคม 2016 จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ตามหลัง นิวคาสเซิ่ล 0-2 ครึ่งหลัง นาที 54 เจ้าบ้านมาได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบ และเป็น เจมส์ แมดดิสัน ที่ปั่นบอลไปแฉลบกำแพงถากเสาแรกออกไปหวุดหวิด เจ้าบ้านเมื่อทำไม่ได้ ต้องมาเสียเม็ดที่สามในนาที 64 จากจังหวะสวนกลับ แมตต์ ริตชี่ วางบอลขึ้นหน้าให้ คัลลั่ม วิลสัน หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนกระชากหนี แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แล้วแปเข้าไปง่ายให้ นิวคาสเซิ่ล บุกมานำขาดลอย 3-0 “สาลิกาดง” บุกมานำโด่ง 4-0 และเป็นประตูที่สองของวัลสันในเกมนี้ มีลุ้นแฮตทริกอีกด้วย นาที 80 “จิ้งจอก” มาตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-4 สำเร็จ หลัง เจมี่ วาร์ดี้ ไหลบอลให้ อิเฮียนาโช่ ข้ามหลอก บอลเลยมาเข้าทาง มาร์ค อัลไบรท์ตัน ยิงเข้าไปไม่พลาด จากนั้น นาที 87 เลสเตอร์ ฮึดมาได้เม็ดที่สองไล่มาเป็น 2-4 จากความยอดเยี่ยมของ เคลิชี่ อิเฮียนาโช่ ที่ซัดเสาแรกแหวกแนวรับสาลิกาเบียดเสาเข้าไปอย่างสวยงาม

“ผีแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลุ้นแชมป์แรกของเจ้าตัวกับทีม แม้ทีมจะบุกแพ้ “หมาป่ากรุงโรม” โรม่า 2-3

เจ้าบ้านชวดนำนาทีที่ 4 ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ โยนลูกฟรีคิกระยะเกือบ 27 หลา บอลลอยเข้าเขตโทษ เอดิน เชโก้ หันหลังโหม่งมาเข้าทาง จานลูก้า มันชินี่ เกี่ยวบอลก่อนซัดจ่อระยะเผาขนแต่โดน ดาบิด เด เคอา มือกาวผีแดงออกมาปัดได้ บอลกระดอนมาข้างกรอบประตูด้านซ้าย ไบรอัน คริสตานเต้ พยายามชิพบอลซ้ำ แต่ถูกผู้เล่นแมนยูเคลียร์ออกหลัง ผีแดงเกือบทำได้นาทีที่ 20 เฟร็ด กระดกบอลโด่งสวนเข้าเขตโทษไปที่ เอดินสัน คาวานี่ สปีดดีดบอลย้อยข้ามหัวนายทวารโรม่า แต่บอลสูงไปตกลงบนคานออกหลังแทน เจ้าบ้านเปิดเกมหนักนาทีที่ 34 เอดิน เชโก้ โยกหาเหลี่ยมยิง บอลกระฉอกมาหา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เขี่ยทิ้งเข้าทาง ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ ได้ลองซัดตรงเขตโทษด้านซ้าย บอลไปโดนปัดโดยนายทวารทีมเยือน หมาป่ายังสู้นาทีที่ 41 เอดิน เชโก้ ได้บอลหน้าเขตโทษ ไหลให้ เฮนริค มคิทาร์ยาน ดอดมายิงแต่ไม่ดีพอบอลโดนนายทวารปีศาจแดงปิดมุมรับไว้ได้ หมดครึ่งแรก แมนยู บุกนำ 1-0 เจ้าบ้านแซงบ้างนาทีที่ 60 เฟร็ด ไปเล่นยากหน้ากรอบเขตโทษถูก ลอเรนโซ่ เปลเลกรินี่ แหย่บอลมาที่ ไบรอัน คริสตานเต้ ยิงสวนทันทีบอลวิ่งเสียบตาข่ายอีกลูก หมาป่าไม่ถอดใจนาทีที่ 83 ดาวิเด้ ซานตอน หยอดบอลข้ามาในเขตโทษด้านขวา นิโกล่า ซาลิวสกี้ แข้งดาวรุ่งเจ้าบ้านซัดตามน้ำไปแฉลบ อเล็กซ์ เตลลิส เปลี่ยนทางเข้าประตูไป จบเกม โรม่า แซงชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-2

เชลซี เอาชนะ เรอัล มาดริด 2-0 ทูเคิ่ลทำได้ เชลซีอัดเรอัลมาดริด ทะลุชิงชปล.สมัย3ดวลแมนซิตี้ปลายเดือนนี้

เริ่มเกมครี่งแรก นาที 11 “ราชันชุดขาว” ได้ทักทายก่อนหลัง ลูก้า โมดริด ไหลเข้ากลางให้ โทนี่ โครส ลองซัดนอกกรอบแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ เอดูอาร์ เมนดี้ นาที 12 “สิงห์บลูส์” ได้ทักทายหนแรกเหมือนกัน จากจังหวะที่ จอร์จินโญ่ ให้ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ซัดไกลกว่า 35 หลา บอลพุ่งแรงจน ติโบต์ กูร์กตัวส์ ต้องทุบออกไป จากนั้นไม่ถึงนาที เมสัน เมาน์ท หลุดไปถึงเส้นหลังก่อนปาดเลียดมาเสาแรก บอลกำลังจะถึง ติโม แวร์เนอร์ แต่ยังโดน กูร์กตัวส์ พุ่งออกมาใช้ขาสกัดบอลออกไปหวุดหวิด นาที 28 กลายเป็นทัพ “สิงห์บลูส์” มาชิงขึ้นนำไปก่อนจากจังหวะที่ ก็องเต้ พลิกบอลหลบแล้วชิ่งกับ แวร์เนอร์ ก่อนที่ ก็องเต้ จะวิ่งไปรับแล้วไหลบอลให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หลุดเข้าไปชิพบอลข้ามตัว ติโบต์ กูร์กตัวส์ ไปชนคาน ทว่า ติโม แวร์เนอร์ ยังตามไปโขกซ้ำไม่ถึง 3 หลาเข้าไปง่ายๆ ให้เจ้าบ้าน เชลซี ขึ้นนำอดีตแชมป์ 13 สมัยไปก่อน 1-0 สกอร์รวมสองนัดนำ 2-1 จบครึ่งแรก เชลซี ขึ้นนำ เรอัล มาดริด 1-0 (สกอร์รวมสองนัด เชลซี นำ เรอัล มาดริด 2-1) กลับมเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 47 ทัพของ โธมัส ทูเคิ่ล เกือบได้เม็ดที่สองนำห่างหลัง ไค ฮาแวร์ทซ์ ขึ้นโขกบอลหนีมือ กูร์กตัวส์ ไปแล้วแต่ไปตกบนหลังคานออกหลังอย่างน่าเสียดาย จบเกม เชลซี เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ เรอัล มาดริด 2-0 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะนเลิศด้วยประตูรวม 3-1 โดยจะเข้าไปพบกับ แมนฯซิตี้ ในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

“เรือใบสีฟ้า” ยังอยู่บนเส้นทางลุ้นทริปเปิ้ลแชมป์! หลังงัดฟอร์มสุดยอดไล่อัด ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-0

เปิดฉากครึ่งแรกมา เปแอสเช โหมบุกอย่างหนักชนิดที่ เจ้าบ้านยังตั้งเกมไม่ได้เลย และนาทีที่ 7 “เรือใบสีฟ้า” ต้องมาเสียจุดโทษอย่างรวดเร็วหลังผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะแฮนด์บอลของ ซินเชนโก้ ทว่าหลังได้รับสัญญาณจากวีเออาร์ แล้ววิ่งไปดูจอมอนิเตอร์ข้างสนาม ปรากฎว่าบอลไปโดนหัวไหล่ของ ซินเชนโก้ ทำให้ บียอร์น ไคเปอร์ส ผู้ตัดสินชาวฮอลแลนด์กลับคำตัดสินไม่ให้จุดโทษ และจังหวะบุกหนแรกของ ซิตี้ มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ทันทีในนาทีที่ 11 จากจังหวะที่ เอแดร์ซอน เปิดยาวขึ้นหน้า โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ที่วิ่งจากแดนตัวเองไม่ล้ำหน้าหลุดขึ้นไปทางซ้ายก่อนปาดเลียดมากลางประตูให้ เควิน เดอ บรอยน์ ซัดไปติดบล็อค อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ แต่บอลยังไปเข้าทาง ริยาด มาห์เรซ ซ้ำผ่านตัว เกย์ลอร์ นาวาส เข้าไปให้ แมนฯ ซิตี้ นำห่างด้วยประตูรวม 3-1 จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 1-0 (สกอร์รวมสองนัด แมนฯซิตี้ นำ 3-1) นาที 63 เรือใบสีฟ้า ทะยานนำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะสวนขึ้นมาทางซ้ายของ ฟิล โฟเด้น ลากเข้ามาแล้วฝากให้ เควิน เดอ บรอยน์ ก่อนวิ่งไปรับในก่อนแล้วปาดเลียดมาเสาไกลให้ ริยาด มาห์เรซ วิ่งมาแปโล่งๆยัดตาข่ายเข้าไป เป็นประตูที่สองของปีกทีมชาติแอลจีเรีย และให้ แมนฯซิตี้ นำห่างด้วยสกอร์รวม 4-1 ช่วงเวลาที่เหลือ เปแอสเช ไม่สามารถเจาะแนวรับเจ้าถิ่นได้ จบเกม แมนฯซิตี้ เอาชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 2-0 สกอร์รวมสองนัดเอาชนะไปได้ 4-1 ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เวสต์แฮม กลับมาคว้าชัยได้อีกครั้งหลังแพ้มาสองนัดติด เมื่อบุกไปเอาชนะ เบิร์นลี่ย์ 2-1

ออกสตาร์ทครึ่งแรกมา เป็น “ขุนค้อน” ที่สร้างโอกาสได้มากกว่า นาที 5 อันโตนิโอ ลองซัดนอกกรอบแต่บอลหลุดกรอบออกไปแบบไม่ได้ลุ้น ถัดมาในนาทีที่ 12 มานูเอล ลันซินี่ เก็บได้นอกกรอบแต่ปั่นเฉียดคานออกไปนิดเดียว นาที 17 แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด ตักบอลขึ้นหน้าให้ คริส วู้ด หลุดเข้าไปก่อนจะเก็บบอลแล้วกระดกหนี อิสซ่า ดิย็อป ก่อนมาโดน โทมัส ซูเช็ค ทำฟาวล์ล้มไปในเขตโทษ ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษแก่เจ้าถิ่นทันที ก่นอที่ คริส วู้ด จะลุกขึ้นมาสังหารเข้าไปไม่พลาด ให้ เบิร์นลี่ย ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 19 และเป็นประตูที่ 11 ในลีกซีซั่นนี้ของหัวหอกชาวนิวซีแลนด์ ทว่าเจ้าบ้านดีใจได้ไม่นาน นาที 21 “ขุนค้อน” มาไล่ตีเสมอทันควัน 1-1 จากจังหวะที่ วลาดิเมียร์ คูฟาล ครอสบอลจากขวามาให้ มิคาอิล อันโตนิโอ โขกเข้าไปไม่พลาด เท่านั้นไม่พอ นาที 29 เวสต์แฮม มาได้เม็ดที่สองแซงนำเจ้าถิ่น 2-1 จากจังหวะที่ ซาอิด เบนราห์มา ครอสบอลจากด้านซ้าย บอลโค้งหนีแนวรับเจ้าถิ่นตกพื้นในกรอบ ก่อนจเป็น อันโตนิโอ ที่พุ่งมาสะกิดเปลี่ยนทางบอลเข้าไป เป็นประตูที่่สองในเกมนี้มีลุ้นแฮตทริก และประตูที่ 9 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ จบครึ่งแรก เบิร์นลี่ย์ ตามหลัง เวสต์แฮม 1-2 โอกาสของเจ้าบ้านอีกครั้ง นาที 71 ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด เปิดคอนเนอร์เข้ามา เจย์ โรดริเกซ ขึ้นโขก บอลหลุดกรอบออกไป

สเปอร์ส เปิดบ้านไล่ถล่มเอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด บ๊วยของลีกที่ตกชั้นไปแล้ว 4-0

เริ่มครึ่งแรกไม่ถึง 2 นาที เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นขึ้นนำก่อนหลัง ซน ฮึง-มิน เปิดเข้ามาให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเข้าไปซัดติดเซฟของ แอรอน แรมส์เดล กระนั้นแม้ยิงเข้าก็ไม่ได้ประตูเนื่องจากหัวหอกทีมชาติอังกฤษล้ำหน้าไปก่อน นาที 16 แซร์ช โอริเย่ร์ วิ่งเข้าไปปั๊มบอลแย่งให้ ซน ฮึง-มิน แต่งเข้าซ้ายก่อนปั่นบอลกำลังจะเบียดเสาเข้าอยู่แล้วแต่ แอรอน แรมส์เดล ยังเหนียวพุ่งปัดมือเดียวออกหลังหวุดหวิด จนแล้วจนรอด นาที 36 สเปอร์ส มาพังประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่แนวรับดาบคู่สกัดไปเข้าทาง แซร์ช โอริเย่ร์ ก่อนจะตักบอลข้ามหัวแนวรับเชฟฯยูไนเต็ด ให้ แกเร็ธ เบล หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปดีดบอลข้ามตัว แรมส์เดล เข้าก้นตาข่ายอย่างเหนือชั้น เป็นประตูที่ 7 ในฤดูกาลนี้ของหัวหอกที่ยืมมาจากเรอัล มาดริด จบครึ่งแรก สเปอร์ส ขึ้นนำ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 1-0 นาที 61 “ไก่เดือยทอง” มาได้ประตูที่สองออกนำ 2-0 จนได้ คราวนี้ ซน ฮึง-มิน ได้บอลจากแดนตัวเองก่อนแทงขึ้นหน้าให้ แกเร็ธ เบล หลุดเดียวควบบอลเข้าไปแล้วซัดผ่านมือนายด่านดาบคู่เสียบตาข่ายเข้าไปอย่างเฉียบขาด มีลุ้นแฮตทริก และพูดยังไม่ทันขาดคำ นาที 69 แกเร็ธ เบล มาทำแฮตทริกได้สำเร็จ บอลจากด้านขวามาให้ แซร์ช โอริเย่ร์ ที่วันนี้ขยันและเติมเกมรุกขึ้นมาก่อนตัดเข้ากลางแล้วไหลให้ เบล ซัดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งเลียดเสียบมุมเข้าไปให้ สเปอร์ส นำโด่ง 3-0 เป็นประตูที่ 9 ในพรีเมียร์ลีกของเจ้าตัว นาที 77 สเปอร์ส มาได้ประตูนำห่างเป็น 4-0 คราวนี้ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น ตัวสำรองที่ลงมาเล่นแทน เบล ไหลออกซ้ายให้ ซน ฮึง-มิน ดึงจังหวะหลบแล้วปั่นด้วยขวาบอลโค้งหนีมือ แรมส์เดล เข้าไปอย่างสวยงาม

“ราชันชุดขาว” ทำผลงานได้ตามเป้าหลังเปิดบ้านเชือด โอซาซูน่า 2-0

3 นาทีผ่าน “ราชันชุดขาว” ทักทายก่อนจากความผิดพลาดของผู้เล่น โอซาซูน่า ลื่นเสียจังหวะโดน เอเดน อาซาร์ ลากแหวกขึ้นมาแต่งได้ช่องตะบันด้วยขวาแต่โดนไม่ดีบอลเหินข้ามคานลอยออกไปไกล นาทีที่ 18 ทีมเยือน ได้เสียวอีกครั้งจากจังหวะประสานงาน โรเบร์โต ตอร์เรส ทำชิ่งคืนให้ มานู ซานเชซ หลุดขึ้นมาทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนตักเข้าเขตโทษบอลติดไซค์ก้อยเกือบเสียบใต้คานติดปลายมือ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ นาทีที่ 45 โอซาซูน่า เกือบทะยานออกนำเป็นบอลทางซ้ายของ มานู ซานเชซ ตั้งป้อมครอสเข้าเขตโทษโค้งมาตกใส่หัว เอเซกิเอล อาวิล่า ทิ้งตัวโขกกระดอนพื้นซุกก้นตาข่ายเสียดายมีธงล้ำหน้ายกตามขึ้นมา หมดครึ่งเวลาแรก เรอัล มาดริด 0 โอซาซูน่า 0 70 นาทีผ่าน เรอัล มาดริด พยายามโหมเกมรุกคราวนี้จากความสามารถเฉพาะตัวของ โรดรีโก้ โกเอส แหวกขึ้นมาก้มหน้าอัดด้วยขวาบอลผ่านมือ เซร์คิโอ เอร์เรร่า พุ่งเฉี่ยวเสาไกลออกหลังนิดเดียว พยายามอยู่นานสุดท้ายนาทีที่ 75 “ราชันชุดขาว” ทะยานออกนำ 1-0 จากลูกเตะมุมทางซ้ายของ อิสโก้ ปั่นบอลลึกมาเสาไกลถึง เอแดร์ มิลิเตา ขึ้นตัดหน้า อารีดาเน่ เอร์นานเดซ โขกย้อยผ่านมือ เซร์คิโอ เอร์เรร่า ซุกก้นตาข่าย 5 นาทีต่อมา เรอัล มาดริด ปิดกล่องเป็น 2-0 จากความขยันของ คาริม เบนเซม่า ขยับมารับบอลกลางสนามพาลากตัดเข้าในแทงเข้าเขตโทษให้ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ จับด้วยขวายาวแต่กลายเป็นดีสวนตัว เซร์คิโอ เอร์เรร่า ไหลเข้าประตูไม่เหลือ หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม เรอัล มาดริด 2 โอซาซูน่า 0

เซาธ์แฮมป์ตัน ไล่ตีเสมอทันควัน 1-1 แบ่งแต้มกันไป ส่งผลให้ เลสเตอร์ ซิตี้ รั้งอันดับ 3 เหมือนเดิม

เริ่มเกมมาได้แค่ 2 นาที เซาธ์แฮมป์ตัน ชวดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดายหลัง แยนนิค เวสเตอร์การ์ด วางบอลให้ ไคล์ วอล์คเกอร์-ปีเตอร์ส หลุดเข้าไปส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะล้ำหน้าของอดีตฟูลแบ็กไก่เดือยทองไปก่อน นาที 15 ราล์ฟ ฮาเซ่นฮึทเทิ่ล ต้องแก้เกมด่วนหลังตัวผู้เล่นน้อยกว่า ด้วยการเปลี่ยนเอา โมฮาเหม็ด ซาลิซู ลงไปเล่นแทน เนธาน เตลล่า จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่เหลือ10คน เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-0 ครึ่งหลัง นาที 59 เจ้าบ้านที่ตัวน้อยกว่ามาได้ลูกที่จุดโทษ หลัง สจ๊วร์ต อาร์สตรอง ซัดบอลไปโดนแขน เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ผู้ตัดสินเป่าให้จุดโทษแก่เซาธ์แฮมป์ตันทันที ซึ่ง วีเออาร์ ก็ยืนยันเป็นแฮนด์บอลของอิเฮียนาโช่ ก่อนที่ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ จะรับหน้าที่ซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดให้ “นักบุญ” ขึ้นนำ 1-0 แต่แล้ว นาที 68 เลสเตอร์ ซิตี้ มาไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ เอ็นดิดี้ ตอกส้นให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ เปิดด้วยซ้ายมาเสาแรกให้ จอนนี่ อีแวนส์ โฉบมาโขกบอลเข้าไปอย่างเฉียบขาด นาที 89 เลสเตอร์เกือบได้ลุ้นประตูขึ้นนำอีก คราวนี้ มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดโค้งมาในกรอบให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ โฉบขึ้นโขกก่อนบอลไปแฉลบโดน อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ ปัดออกหลังได้ จบเกม เซาธ์แฮมป์ตัน ที่เหลือ10คนตั้งแต่ช่วง10นาทีแรก เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มทีมละหนึ่งคะแนน

“ผีแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ถล่มยับ “หมาป่ากรุงโรม”

โรม่า 6-2

ผีแดงเฮก่อนนาทีที่ 9 ปอล ป็อกบา ลากบอลจากริมสนามทางซ้าย จ่ายให้ เอดินสัน คาวานี่ ตวัดบอลในเขตโทษไปที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส วิ่งทำทางชิพระยะ 6 หลา ข้ามตัวนายทวารหมาป่าเข้าประตู ต่อมานาทีที่ 26 ปอล ป็อกบา หวังแก้ตัวลองปั่นบอลนอกกรอบเขตโทษ บอลเลี้ยวจะเข้าประตูทางขวา ทว่า เปา โลเปซ นายทวารหมาป่าพุ่งปัดก่อนไหล่ลงพื้นจนเจ็บต้องเปลี่ยนเอา อันโตนิโอ มิรันเต้ มือกาวสำรองเฝ้าเสาแทน ปีศาจแดงพลาดตีเสมอนาทีที่ 45+4 โรเจอร์ อิบันเญซ แนวรับโรม่าจ่ายบอลขวางสนามให้เพื่อนพลาดถูก เอดินสัน คาวานี่ ฉกหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษ ทว่าหัวหอกผีแดงยิงติดยบล็อกนายทวารทีมเยือน ก่อนเจ้าตัวพยายามยิงซ้ำอีกครั้ง ก็ไม่ผ่านเกมรับหมาป่าอยู่ดี หมดครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด ตามหลัง 1-2 ผีแดงนำอีกครั้งนาทีที่ 64 ลุค ชอว์ ไหลบอลจากซ้ายของสนามเข้ากลางให้ ปอล ป็อกบา ส่งสั้นไปที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แทงเข้าเขตโทาด้านขวา อารอน วาน-บิสซาก้า ยืนโล่งจับบอลแล้วซัดทันที บอลถูก อันโตนิโอ มิรันเต้ นายทวารโรม่าปัดมาเข้าทาง เอดินสัน คาวานี่ วิ่งมาหวดซ้ำตุงตาข่ายป็นลูกที่สองของเจ้าตัว

คริสเตียน พูลิซิช แม้จะซัดให้ “สิงห์บลูส์” บุกมานำก่อน ทว่าคาริม เบนเซม่า วอลเลย์สุดงามให้ เรอัล มาดริด ไล่ตีเสมอ 1-1

ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรกมาได้แค่ 10 นาที “สิงห์บลูส์” ทิ้งโอกาสทองที่จะบุกมาขึ้นนำก่อน หลัง เมสัน เมาน์ท ลากตัดเข้ามาซัดไปติดบล็อคเจ้าถิ่น แต่บอลลอยมาเสาไกล คริสเตียน พูลิซิช โขกตั้งเข้ากลางให้ ติโม แวร์เนอร์ วิ่งมายิงจ่อๆ โล่งๆ แต่ยังไปติดขา ติโบต์ กูร์กตัวส์ เซฟไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ จนแล้วจนรอด นาที 14 “สิงห์บลูส์” มาทะยานออกนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ วางบอลตัดหลังให้ คริสเตียน พูลิซิช หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป แม้สัมพัสบอลแรกไม่ดีจับยาวไปแต่ตามไปเก็บก่อนลากเข้ามาแล้วหลบ ติโบต์ กูร์กตัวส์ เข้าไปซัดด้วยขวาส่งบอลเข้าก้นตาข่าย แม้ฝนจะเทลงมาอย่างหนัก แต่นาที 29 เรอัล มาดริด มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ บอลเริ่มจากลูกเตะมุมทางซ้าย โทนี่ โครส เล่นสั้นกับ โมดริด ไหลต่อให้ มาร์เชโล่ ตักบอลยาวไปเสาไกลให้ ราฟาแอล วาราน โขกชงมาเสาแรกให้ มิลิเตา เช็ดต่อถึง คาริม เบนเซม่า พักอกแล้วล้มตัววอลเลย์เข้าไป ทำสถิติยิงเยอะสุดดในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เป็นอันดับ 4 ที่ 71 ประตูเท่ากับ ราอูล กอนซาเลซ ตำนานแข้งของเรอัล มาดริด กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 50 “ชุดขาว” สวนกลับเร็วจังหวะที่ วินิซิอุส จูเนียร์ พาบอลขึ้นมาแล้วให้ คาริม เบนเซม่า ทางซ้ายกระชากตัดเข้าไปซัดด้วยขวาหลุดกรอบออกไป

เลสเตอร์ ซิตี้ โชว์ผลงานคัมแบ็กกลับมาคว้าชัยได้สำเร็จ กลับมาเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1

เริ่มเกมครึ่งแรก เป็นฝั่ง “จิ้งจอกสยาม” ที่เปิดเกมรุกเข้าใส่ นาทีที่ 10 ติโมธี คาสตาญ ครอสมาหน้าประตู เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ พยายามเล่นบอลแต่เลยไปถึง เจมี่ วาร์ดี้ วิ่งมาซัดด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งหลุดกรอบไปแบบได้เสียว ทว่า นาที 12 กลายเป็น คริสตัล พาเลซ ที่สวนขึ้นมาแล้วได้ประตูออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ คริสติย็อง เบนเตเก้ เข้าไปแย่งบอลจากข้างหลังของ ตีเลมันน์ ผู้ตัดสินไม่ว่าอะไรปล่อยให้เล่นต่อ บอลมาถึง เอเบเรชี่ เอเซ่ พาบอลขึ้นมาก่อนแทงทะลุช่องให้ วิลฟรีด ซาฮา หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดด้วยขวาติดปลายมือ คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าประตุไป ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 จอนนี่ อีแวนส์ วางบอลยาวให้ เจมส์ แมดดิสัน หลุดเข้าไปซัดมุมแคบแต่ยิงไม่ดีบอลผ่านหน้าปากประตูไป ก่อนผู้ตัดสินจะเช็กสัญญาณจากห้อง วีเออาร์ ถึงความเป็นไปได้ที่เจ้าถิ่นจะได้จุดโทษ จากจังหวะที่ โจเอล วอร์ด มีการปะทะกับ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ในกรอบเขตโทษแต่ไม่มีอะไรยืนยันไม่เป็นจุดโทษ จบครึ่งแรก เลสเตอร์ ซิตี้ ตามหลัง คริสตัล พาเลซ 0-1 ครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 50 “จิ้งจอกสยาม” มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะเซ็ตบอลมาจากแดนหลังให้ ยูริ ตีเลมันน์ ตักบอลเข้าไปในเขตโทษถึง อิเฮียนาโช่ ก่อนจ่ายคืนหลังให้ ติโมธี คาสตาญ เติมมซัดด้วยซ้ายเสียบตาข่ายเข้าไปอย่างสวยงาม แม้วีเออาร์จะเช็กความเป็นไปได้ที่ อิเฮียนาโช่ จะทำแฮนด์บอลก่อนแต่ยืนยันให้ประตู จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ พลิกแซงกลับมาเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 ซิวสามแต้มพร้อมยึดอันดับ 3 ต่อไป โดยมี 62 คะแนน หนีอันดับ 4 เชลซี ไป 4 คะแนน ส่วน พาเลซ ยังอยู่อันดับ 13 เหมือนเดิมมีแค่ 38 แต้ม

บาร์เซโลน่า โอกาสลุ้นแชมป์ยังคงเปิดกว้างหลังเกมนัดที่ 32 ของพวกเขาบุกไปอัดเจ้าบ้าน บียาร์เรอัล 2-1

ครึ่งแรก นาที 26 เป็นฝั่ง “เรือดำน้ำสีเหลือง” ที่ชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ เปา ตอร์เรส แทงบอลขึ้นหน้าให้ ซามูแอล ชุคเวเซ่ สปีดหนีแนวรับเจ้าบุญทุ่มก่อนเลี้ยงหลบ มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น ซัดมุมแคบเบียดเสาเข้าไปอย่างเยือกเย็น กระนั้น อีกแค่สองนาทีถัดมา บาร์เซโลน่า มาไล่ตีเสมอ 1-1 ทันควัน บอลเริ่มมาจาก ออสการ์ มินเกซ่า ตักบอลให้ อองตวน กรีซมันน์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป ก่อนชิพข้ามหัว เซร์คิโอ อาเซนโฆ นายด่านบียาร์เรอัลเข้าไปอย่างเหนือชั้น และนาที 35 เจ้าบุญทุ่ม มาพลิกแซงขึ้นนำ 2-1 จากความผิดพลาดของแนวรับเจ้าถิ่น ฆวน ฟอยธ์ จ่ายคืนหลังไม่ดีโดน อองตวน กรีซมันน์ ตัดบอลไปได้ก่อนยิงผ่านตัว อาเซนโฆ เข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ ก่อนที่ครึ่งแรกจะจบลงด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลัง เจ้าบ้านแม้จะพยายามโหมบุกเพื่อไล่ตีเสมอ ทว่า นาที 65 ต้องมาเหลือแค่ 10 คน มานู ตรีเกโรส ไปเปิดปุ่มเข้าใส่ ลิโอเนล เมสซี่ อย่างน่าเกลียดทำให้ผู้ตัดสินชักใบแดงไล่ออกสนามทันที

สเปอร์ส เปิดบ้านเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1

เปิดฉากมาไม่ถึง 2 นาทีแรก เซาธ์แฮมป์ตัน เกือบชิงขึ้นนำอย่างรวดเร็ว หลัง นาธาน เตลล่า ครอสมาเข้าหัว โมฮาเหม็ด ซาลิซู โขกไปติดเซฟ อูโก้ โยริส แต่บอลยังไปเข้าทาง เช อดัมส์ ได้ซ้ำจ่อๆ แต่ โยริส ยังไวโชว์ซูเปอร์เซฟอีกครั้งปัดออกไปอย่างเหลือเชื่อ จนแล้วจนรอด นาที 30 เจ้าบ้านมาโดน “นักบุญ” บุกมาขึ้นนำ 1-0 จนได้ บอลจากลูกเตะมุม เจมส์ วอร์ด-เพร้าส์ เปิดโค้งมาเสาแรกให้ แดนนี่ อิงส์ โขกเล่นทางสะบัดบอลตกพื้นหนีมือ อูโก้ โยริส เบียดเสาไกลเข้าไปอย่างงดงาม เป็นประตูที่ 10 ในลีกซีซั่นนี้ ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 ไก่เดือยทอง ทิ้งโอกาสทองไล่ตีเสมอหลัง แซร์ช ออริเย่ร์ ครอสบอลมาเสาไกลให้ ซน ฮึง-มิน แปตั้งเข้ากลาง บอลเลย เอ็นดอมเบเล่ ไปถึง ลูคัส มูร่า ยิงบอลไม่ถึง 10 หลาเหินคานออกไปอย่างน่าผิดหวัง จบครึ่งแรก สเปอร์ส ตามหลัง เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 54 เป็นโอกาสลุ้นของเจ้าถิ่น บอลมาถึงแกเร็ธ เบล พลิกหลบก่อนตะบันด้วยซ้ายข้างถนัดบอลพุ่งแรงแต่ยังไปเข้ามือ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ ซึ่งเป็นการยิงเข้ากรอบครั้งแรกในเกมนี้ของสเปอร์ส กระทั่ง นาที 60 สเปอร์ส มาไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ ซน ฮึง-มิน ไหลสั้นๆให้ ลูคัส มูร่า ซัดไปติดบล็อค ซาลิซู ก่อนมาเข้าทาง แกเร็ธ เบล ดึงจังหวะแล้วปั่นด้วยซ้าย บอลโค้งหนีมือ อเล็กซ์ แม็คาร์ธี่ เข้าไปอย่างสวยงาม ท้ายเกม นาที 88 เซร์คิโอ เรกีลอน เรียกฟรีคิกระยะอันตรายให้กับทีมหลังโดน มูสซ่า เฌเนโป้ พุ่งมาเข้าใส่ แต่ภายหลัง วีเออาร์ เช็กถึงความเป็นไปได้ที่จะได้จุดโทษ ผลปรากฎว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในกรอบทำให้เปลี่ยนคำตัดสิน ชี้เป็นจุดโทษให้ สเปอร์ส และเป็น ซน ฮึง-มิน ยิงจุดโทษเข้าไปให้ สเปอร์ส แซงขึ้นนำ 2-1

“สิงห์บลูส์” เล่นไม่ดีแถมหวิดแพ้คาบ้านหลังโดน ไบรท์ตัน ไล่กดดันและเจาะเข้าใส่อย่างหนักในครึ่งหลัง ก่อนที่จะจบลงด้วยการแบ่งแต้มกัน 0-0

ก่อนเกมเกิดการจราจลวุ่นวายหน้าสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังแฟนบอลสิงห์บลูส์ต่อต้านไม่พอใจกับสโมสรที่เข้าร่วม ยูโรเปี้ยนส์ ซูเปอร์ลีก ทำให้เกมคู่นี้ต้องเลื่อนไปอีก 15 นาที ก่อนที่ข่าวล่าสุดนั้น เชลซี ยื่นเอกสารขอแสดงความจำนงค์ไม่เข้าร่วมซูเปอร์ลีกอีกต่อไป เริ่มครึ่งแรกเป็น เชลซี ที่บุกกดดันได้มากกว่า นาที 17 จอร์จินโญ่ ผ่านให้ คริสเตียน พูลิซิช ลองกดด้วยซ้ายแต่บอลพุ่งหลุดกรอบออกไป จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เชลซี เสมอกับ ไบรท์ตัน แบบไร้สกอร์ 0-0 ครึ่งหลัง โอกาสเข้าทำจะแจ้งของเจ้าถิ่นยังไม่มีให้เห็น นาที 50 คริสเตียน พูลิซิช ซัดด้วยขวาแต่ก็ยังไปติดบล็อคแข้งไบรท์ตันอีก นาที 80 ทีมเยือนกดดันต่อเนื่องอีก คราวนี้ ปาสกาล โกรสส์ ไหลเข้ากลางให้ อดัม ลัลลาน่า กดด้วยขวาบนเส้นแต่บอลพุ่งแต่ยังไม่ผ่านมือ เกป้า ล้มตัวรับบอลไว้ได้ ช่วงทดเจ็บ นาที 90+2 ไบรท์ตัน ต้องเหลือแค่ 10 คน หลัง เบน ไวท์ โดนใบเหลืองที่สองถูกไล่ออกจากสนาม แต่ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านที่ตัวมากกว่าไม่สามารถทำอะไรได้ จบเกม เชลซี เสมอกับ ไบรท์ตัน แบบไร้สกอร์ 0-0 แบ่งแต้มกันไป

“หงส์แดง” แม้จะได้ ซาดิโอ มาเน่ ซัดขึ้นนำทว่าช่วงท้ายเกมครึ่งหลังโดน ลีดส์ ยูไนเต็ด ไล่ตีเสมอ 1-1

ครึ่งแรกเปิดฉากมาได้ไม่ถึง 3 นาที “หงส์แดง” ได้ลุ้นก่อนเลยหลัง ฟาบินโญ่ วางบอลจากแดนหลังให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเดี่ยวไปรับบอลก่อนจะกระดกยิงผ่านตัว เมส์ลิเย่ร์ แต่บอลไม่ตรงกรอบ นาที 16 เป็นโอกาสของ “ยูงทอง” บ้าง คราวนี้ แพทริค แบมฟอร์ด ได้ลองซัดกลางกรอบแต่บอลไปโดน ติอาโก้ ขวางไว้ นาที 31 ลิเวอร์พูล มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ ดีโอโก้ โชต้า เปิดบอลยาวข้ามแนวรับให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดกับดักล้ำถึงบอลก่อน เมส์ลิเย่ร์ ที่ออกมาตัดบอลไม่โดน ก่อนไหลเข้ากลางให้ ซาดิโอ มาเน่ ยิงเข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่ 8 ในลีกซีซั่นนี้ และประตูแรกนับแต่ยิงใส่ สเปอร์ส เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังเสียประตู “ยูงทอง” โหมบุกใส่มากขึ้น นาที 42 ได้โอกาสส่องเข้ากรอบหลัง แจ็ค แฮร์ริสัน หักบอลมาให้ ไทเลอร์ โรเบิร์ตส์ วิ่งมาซัดนอกกรอบแต่บอลก็ยังไปตรงตัว อลีสซง รับเข้ามือไว้ได้ จบครึ่งแรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1 บู๊กันต่อในครึ่งหลัง แค่นาที 48 หงส์แดง เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สองนำห่าง หลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดเตะมุมมาให้ ดีโอโก้ โชต้า หนีตัวประกบเทกตัวโขกข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย กระทั้ง นาที 87 ความพยายามของ ยูงทอง มาสำเร็จจนได้ แจ็ค แฮร์ริสัน เปิดเตะมุมมาเข้าหัว ดีเอโก้ ยอเรนเต้ โขกบอลกดพื้นเข้าไปตุงตาข่ายให้ ลีดส์ ไล่ตีเสมอลิเวอร์พูล 1-1

อาร์เซน่อล ตามตีเสมอ ฟูแล่ม ในช่วงทดเจ็บ 90+7 แบ่งแต้มด้วยสกอร์ 1-1

เปิดฉากมาเพียงนาทีเศษ อาร์เซน่อล เกือบได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วเมื่อ อเลซ็องด์ ลากาแซตต์ กระดกบอลให้ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ หลุดเดี่ยวไปพยายามชิพข้ามตัว อัลฟ็องเซ่ อเรโอล่า บอลหลุดเสาสองออกไปนิดเดียว หลังจากนั้นยังเป็น “ปืนใหญ่” ที่เดินหน้าบุกใส่ต่อเนื่อง และได้ลุ้นอีกครั้ง ในนาทีที่ 7 จากจังหวะที่ เอมิล สมิธ โรวล์ หลุดไปถึงสุดเส้นหลังแล้วจ่ายย้อนกลับมาให้ ดานี่ เซบายอส วิ่งมาแปเล่นางด้วยขวา อัลฟ็องเซ่ อเรโอล่า พุ่งปัดปลายมืออกมาได้ ท้ายครึ่งแรก นาทีที่ 40 อาร์เซน่อล ชวดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดายเมื่อ เอคตอร์ เบเยริน เติมขึ้นมาแล้วเปิดเข้าเขตโทษให้ ดานี่ เซบายอส โขกเข้าประตูไป แต่ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แล้วริบประตูคืนเนื่องจาก บูกาโย่ ซาก้า ที่มีส่วนร่วมกับจังหวะแรกอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปก่อน ช่วงทดเจ็บ 45+1 อาร์เซน่อล ส่งบอลซุกก้นตาข่ายได้อีกครั้ง จากจังหวะที่ เอมิล สมิธ โรวล์ หลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษแล้วจ่ายบอลให้ กาเบรียล มารืติเนลลี่ ยิงไปแฉลบ โยอาคิม แอนเดอร์เซ่น เข้าประตูไป แต่รอบนี้ผู้ช่วยยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าของ สมิธ โรวล์ ทำให้จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอ 0-0 ครึ่งหลังเกมดำเนินมาถึง นาที 58 กาเบรียล มากัลเญส ไปสกัดใส่ อีวาน คาวาเลยโร่ ล้มในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที แล้วเป็น จอช มาจา รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาดให้ ฟูแล่ม พลิกขึ้นนำ 1-0 ช่วงทดเจ็บ 90+7 อาร์เซน่อล มาได้ประตูตีเสมอจนได้ 1-1 เมื่อ เอ็ดดี้ เอ็นเคเธียห์ ตามซ้ำจ่อๆหน้าปากประตูส่งบอลตุงตาข่าย แล้วเป็นประตูปิดท้ายให้ อาร์เซน่อล เปิดรังเสมอ ฟูแล่ม 1-1

ผลงานของ “ทอฟฟี่” ยังไม่ฟื้นหลังไม่ชนะในลีกมา 5 เกมติดแล้วเมื่อล่าสุดทำได้แค่เสมอกับ สเปอร์ส ในรัง 2-2

ครึ่งแรก โอกาสลุ้นแบบจะๆ ของเกมต้องรอถึง นาที 22 จากจังหวะที่ ฮาเมส โรดริเกซ แทงบอลทะลุให้ ริชาร์ลิซอน หลุดเดี่ยวเข้าไปล่อเป้าดวลกับ อูโก้ โยริส ทว่ายิงไม่ดีไปติดเซฟนายด่านทีมชาติฝรั่งเศสอย่างน่าเสียดาย กลายเป็น สเปอร์ส ที่ใช้โอกาสไม่เปลือง หลังโอกาสลุ้นหนแรกในนาที 27 เป็นประตูบุกมาขึ้นนำเจ้าบ้าน 1-0 จากจังหวะที่ มูสซ่า ซิสโซโก้ ครอสบอลด้วยขวาเข้ามาในกรอบไมเคิ่ล คีน เจตนาสกัดบอลแต่กลายเป็นโขกไปเข้าทาง แฮร์รี่ เคน จับบอลแล้วเอี่ยววอลเลย์ด้วยซ้ายเสียบมุมเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตูที่ 20 ขึ้นนำดาวซัลโวเดี่ยวๆ แต่แล้ว นาที 31 เซร์คิโอ เรกีล่อน มาพลาดทำเสียจุดโทษหลังวิ่งมาพลัก ฮาเมส โรดริเกซ ล้มลงในกรอบ ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันทีก่อนที่ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปอย่างเยือกเย็นให้ เอฟเวอร์ตัน ไล่ตีเสมอ สเปอร์ส 1-1 จบครึ่งแรก เอฟเวอร์ตัน ยังเสมอกับ สเปอร์ส 1-1 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 52 เคน ไหลให้ ซน ฮึง-มิน กระชากหนีแนวรับทอฟฟี่ก่อนหลุดเข้าไปซัดเสาแรก แต่ยังไปติดหน้าอก จอร์แดน พิคฟอร์ด ออกหลังไป นาที 62 เอฟเวอร์ตัน มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ เซมัส โคลแมน ตัวสำรองที่ลงมาได้นาทีเศษๆ หลุดเข้าไปเกือบถึงเส้นหลังก่อนปาดมากลางประตูให้ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สันซัดด้วยซ้ายเข้าไป เป็นประตูที่สองของซิกูร์ดส์สันในเกมนี้ แต่เจ้าถิ่นนำได้ไม่นาน นาที 68 สเปอร์ส ไล่ตามตีเสมอ 2-2 อย่างสนุก จากจังหวะความผิดพลาดของแนวรับทอฟฟี่ หลัง ไมเคิ่ล คีน พยายามโขกสกัดแต่โหม่งไปติดหลังโฮตเกต ก่อนกระดอนมาเข้าทาง แฮร์รี่ เคน วอลเลย์ด้วยขวาเข้าไปตุงตาข่าย ประตูที่สองในเกมนี้มีลุ้นแฮตทริก

“ผีแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเข้ารอบตัดเชือกเป็นปีที่สองติดต่อกันรายการนี้ ทุบคู่แข่งอย่าง กรานาด้า ได้แบบไป-กลับสกอร์เดิม 2-0

ทีมเยือนหวิดทำได้นาทีที่ 8 ยานเกล เอร์เรร่า กระโดดเอาชนะผู้เล่นเจ้าบ้าน ก่อนโหม่งบอลไปทางเสาด้านขวา โชคไม่ดีบอลกระเด้งเฉี่ยวออกข้างเสาแบบมีลุ้นตีเสมอ กรานาด้าเกือบเฮนาทีที่ 21 อังเคล มอนโตโร่ วางลูกฟรีคิกกลางสนามระยะ 30 หลา บอลลอยเข้ามาในเขตโทษ และเป็น ยานเกล เอร์เรร่า สปีดเช็คไลน์เกมรับเจ้าถิ่นพุ่งโหม่งบอลออกข้างเสาทางขวาไปอีกครั้ง เจ้าบ้านบุกบ้างนาทีที่ 34 เมสัน กรีนวู้ด ลงไปล้วงบอลกลางสนามฝากเข้ากลางให้ เนมานย่า มาติช วางบอลย้อยมาในเขตโทษด้านขวา ก่อนเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดบอลตามน้ำเหินข้ามคานแบบมีเสียวเหมือนกัน หมดครึ่งแรก แมนฯ ยูไนเต็ด นำก่อน 1-0 เจ้าบ้านเฮปิดเกมนาทีที่ 90 อเล็กซ์ เตลลิส เปิดบอลริมสนามทางซ้าย ฆวน มาต้า เทคตัวโหม่งบอลในเขตโทษไปชนหัว เฆซุส บาเยโฆ่ กองหลังคู่แข่งผ่านตัวนายทวารเพื่อนร่วมทีมซุกก้นตาข่ายอีกเม็ด จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด สอย กรานาด้า 2-0 สกอร์รวมชนะ 4-0 ผ่านเข้าดวลกับ “หมาป่ากรุงโรม” โรม่า นัดแรก วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายนต่อไป

“หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน บุกเฉือนชันเหนือ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม ได้ถึงรัง 1-0

4 นาทีต่อมาเป็น ฟูแล่ม ที่เดินเกมบุกขึ้นมาทางฝั่งขวาและได้ลุ้นจากลูกเปิดของ เคนนี่ เตเต้ บอลโค้งหวังไปให้ อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช ที่จุดนัดพบแต่บอลแรงเกินไปทำให้ มิโตรวิช ไปไม่ทันและบอลหลุดออกหลังไปไม่ได้เสียว นาทีที่ 45+1 วูล์ฟส์ พลาดได้ประตูขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดายจากจังหวะเปิดบอลทางฝั่งขวาของ ดาเนียล โพเดนซ์ ยัดไปกลางประตูให้ วิลเลี่ยน โฮเซ่ ได้โหม่งเน้นๆ ตรงเส้นกรอบ 6 หลาเข้าไป แต่ดันมีสัญญาณจากห้อง วีเออาร์หยุดให้ผู้ตัดสินตรวจสอบและทัพหมาป่าก็ถูกยึดประตูคืนเมือภาพนิ่งที่ตีเส้นวัดแล้วเป็น ดาเนียล โพเดนซ์ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อนที่จะรับบอลเพียงแขนเสื้อเท่านั้นทำให้ ฟูแล่ม รอดพ้นการเสียประตูไปอย่างหวุดหวิด จบครึ่งแรกทั้งสองทีมจึงยังเสมอกันด้วยผลสกอร์ 0-0 มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง ผ่านมาถึงนาทีที่ 57 วูล์ฟส์ สวยกลับไว รูเบน เนเวส เปิดบอลยาวครึ่งสนามหวังให้ อดามา ตราโอเร่ ที่วิ่งตัดแผงหลังฟูแล่มขึ้นไปพยายามรับบอลแต่ไม่ทันทำให้บอลเลยหลุดออกหลังไปไมได้ลุ้น จบเกม วูล์ฟแฮมป์ตัน บุกมาเฉือน ฟูแล่ม 1-0 ความสามแต้มสำคัญพร้อมขยับแซงขึ้นไปอยู่ที่ 12 ของตารางคะแนน ขณะที่ ฟูแล่ม อยู่ที่ 18 ตามเดิมต้องดินหนีตกชั้นต่อไป

“ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ยังเดินหน้าเก็บชัยชนะนอกบ้านเช่นเดิม แถมตุนอเวย์โกลถึงสองเม็ด บุกอัด กรานาด้า 2-0

ผีแดงหวิดทำได้นาทีที่ 29 สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ หยอดบอลยาวทิ้งให้ มาร์คัส แรซฟอร์ด เกี่ยวบอลลงเขตโทษด้านซ้าย ตบย้อนต่อไปที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส สอดมายิงเร็วติดบล็อกผู้เล่นเจ้าบ้าน ก่อนเป็นหัวหอกผู้ดีตามมาปั่นบอลโค้งเกือบเสียบคานบนทางขวา จังหวะต่อเนื่องนาทีที่ 31 ดาบิด เด เคอา เล่นบอลสั้นให้ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ลากมากลางสนามแล้ววางบอลยาวไปที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด สปีดมาเกี่ยวบอลหลุดเข้าไปยิงหนีตัวนายทวารกรานาด้าตุงตาข่าย เจ้าบ้านรุกหนักนาทีที่ 44 เคเนดี้ ยืนรออยู่หน้ากรอบเขตโทษเยื้องมาด้านซ้าย ก่อนเจ้าตัวเอี่ยวตัวซัดลูกเตะมุมทางขวาจังหวะเดียว บอลเข้าหากรอบแต่ตรงตัว ดาบิด เด เคอา นายด่านทีมเยือนทิ้งตัวรับ หมดครึ่งแรก แมนยู บุกนำ 1-0 ทีมเยือนเฮลั่นนาทีที่ 89 อเล็กซ์ เตลเลส โยนบอลริมสนามทางซ้าย ก่อนเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถูก ยาน ไบรซ์ อีเตกิ แข้งสำรองเจ้าบ้านใช้ตัวกระแทกล้ม กรมมการเป่าจุดโทษ และเป็น มิดฟิลด์ฝอยทองอาสายิงเองแม้ถูกนายทวารเจ้าบ้านปัดได้แต่บอลยังซุกตาข่าย จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด บุกอัด กรานาด้า 2-0 เกมนัดสองจะแข่งกันวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน โดยทัพ ผีแดง จะไม่มี สกอตต์ แม็คโทมิเนย์,ลุค ชอว์,แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เนื่องจากติดโทษแบนรับใบเหลืองครบกำหนด

“ตราไก่” ฝรั่งเศส สร้างเกมบุกได้เยอะ ทว่ากลับได้แค่เชือด บอสเนีย จากประตูของ อ็องตวน กรีซมันน์ บุกชนะไป 1-0

ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม ดี คืนวันพุธที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา “ตราไก่” ฝรั่งเศส แชมป์เก่าบอลโลกปี 2018 ผลงานสองเกมก่อน เก็บ 4 แต้ม ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ใส่แดนกลางเป็น ” ป็อกบา” คุมเกมวาง “เอ็มบั๊ปเป้” ล่าตาข่ายบุกถิ่น บอสเนีย ที่ไม่ชนะใครทุกรายการมา 10 เกมติด อิวายโล เปเตฟ ขนผู้เล่นชื่อดังทั้ง “เชโก้-ปานิช” ทำหน้าที่ยิงสู้เพื่อชิงสามแต้มแรกของทีมให้ได้ นาทีที่ 3 ปอล ป็อกบา วางบอลโด่งทิ้งมาให้ คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ปรี่มาเกี่ยวบอลลงในเขตโทษ ก่อนซัดติดขานายทวารเจ้าบ้าน แต่ไลน์แมนยกธงล้ำหน้าก่อนแล้ว นาทีที่ 24 ดาร์โก้ โทโดโรวิ ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษทางขวา เจ้าตัวสับขาหลอกผู้เล่นตราไก่ แล้วบรรจงส่องไกล บอลเลี้ยวถูก อูโก้ โยริส มือกาวทีมเยือนทุบทิ้งออกหลัง นาทีที่ 26 มิราเล็ม ปานิช เปิดลูกเตะมุมทางซ้าย บอลลอยมาตกหน้าปากประตู อเนล อาเหม็ดฮอดซิช พยายามเข้าชาร์จ แต่ไม่โดน บอลกระดอนพื้นเกือบเข้าซุกตาข่าย แต่นายทวารตราไก่ยังไวจิ้มทิ้งออกได้หวุดหวิด หมดครึ่งแรกเสมอกัน 0-0 นาทีที่ 61 ปอล ป็อกบา ได้บอลก่อนส่งมาที่ อาเดรียง ราบิโอต์ บรรจงหยอดบอลเข้าเขตโ?ษทางเสาแรกด้านซ้าย อ็องตวน กรีซมันน์ สปีดมาก้มหัวโฉบโหม่งส่งบอลเข้าประตู พา ฝรั่งเศส นำก่อน 1-0 ก่อนจบเกมเป็น ตราไก่ คว้าชัยไปสำเร็จ ยึดจ่าฝูงสบายใจ

“มังกรแดง” คว้าชัยชนะนัดแรกได้สำเร็จ หลังเปิดบ้านเฉือนเอาชนะ สาธารณรัฐเช็ก หวุดหวิด 1-0

เปิดฉากมาแค่ 3 นาที เช็ก ได้ทักทายก่อนหลัง แพทริค ชิค ให้ ยาคุบ ยังค์โต้ ตะบันนอกกรอบด้วยซ้ายแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ แดนนี่ วอร์ด นายด่านของมังกรแดง นาที 36 เวลส์ พลาดโอกาสได้ลุ้นขึ้นนำหลัง เนโค วิลเลี่ยมส์ ครอสบอลจากด้านซ้ายมาในกรอบ 6 หลา แกเร็ธ เบล โฉบมาแปด้วยซ้ายแต่ไปตรงตัว โทมัส วาคลิก ปัดข้ามคานเหลือเชื่อ นาที 39 เช็ก สวนกลับขึ้นมาบ้าง คราวนี้ ยาคุบ ยังค์โต้ ผ่านบอลให้ แพทริก ชิค หลุดเข้าไปซัดติดเซฟของ แดนนี่ วอร์ด ครึ่งหลัง เริ่มมาาได้แค่ นาที 49 เช็กต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง แพทริค ชิค โดนไล่ออกจากจังหวะไปเจตนาใช้แขนฟาดหน้าใส่ คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ ผู้ตัดสินชาวโรมาเนียวิ่งมาควักใบแดงไล่ออกทันที นาที 77 เวลส์ ต้องมาเหลือ 10 คนเท่ากับเช็กบ้างหลัง คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ มาโดนใบเหลืองที่สองทำให้โดนไล่ออกจากสนาม แต่แล้ว นาที 82 เวลส์ มาได้ประตูออกนำจนได้ 1-0 จากจังหวะที่ แกเร็ธ เบล โยกหลอกแล้วครอสบอลมาให้ แดเนี่ยล เจมส์ เทกตัวโขกบอลลงพื้นย้อนไปเสาแรกเสียบเสาเข้าไปอย่างสวยงาม จบเกม เวลส์ เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ เช็ก แบบหวุดหวิด 1-0 เก็บสามแต้มแรกในศึกคัดบอลโลกได้สำเร็จ

ก่อนดวลกับทัพปืนโต ด้วยการซัดสองเม็ดพาทีมชาติอียิปต์ไล่ถล่ม โคโมโรส 4-0

เปิดฉากมาแค่ 15 นาทีแรก อียิปต์ ทะยานขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากประตูอันสุดสวยของ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ห้องเครื่องจากอาร์เซน่อลที่ปั่นด้วยขวานอกกรอบ บอลโค้งเสียบเสาไกลอย่างงดงาม อีกสองนาทีถัดมา โมฮาเหม็ด เชริฟ สตาร์ดังจากอัล อาห์ลี่ ซัดให้ อียิตป์ ออกนำห่าง โคโมโรส 2-0 อย่างรวดเร็ว เท่านั้นไม่พอ นาที 21 โมฮาเหม็ด เชริฟ หักบอลมาหน้าประตูให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วิ่งมาซัดบริเวณจุดโทษ 12 หลาเข้าไปอย่างเฉียบขาด ทัพฟาโรห์นำโด่ง 3-0 แนวรับ โคโมโรส ปั่นป่วนไม่หาย แค่สี่นาทีต่อมา ในนาที 25 ทีมชาติอียิปต์ มาได้ประตูนำไปไกลถึง 4-0 จากความผิดพลาดของแข้งโคโมโรสที่ส่งคืนหลังพลาดโดน โมฮาเหม็ด คัฟชา ตัดบอลได้ก่อนแทงทะลุช่องให้ ซาลาห์ แตะผู้รักษาประตูก่อนซัดเลียดมุมแคบเข้าไปอย่างเยือกเย็น เป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ ก่อนที่ ครึ่งเวลาแรกจะจบลงด้วยสกอร์นี้เช่นกัน ในครึ่งหลัง อียิปต์ ค่อนข้างผ่อนเกมทำให้โอกาสเข้าทำทีมเยือนค่อนข้างน้อย อีกทั้งแนวรับของ โคโมโรส เล่นกันได้ละเอียดขึ้นทำให้ ครึ่งเวลาหลังไม่มีสกอร์เกิดขึ้น จบเกม อียิปต์ ไล่ถล่ม โคโมโรส 4-0 คว้าแชมป์กลุ่มด้วยการมี 12 คะแนนชนิดไร้พ่าย กระนั้นยังควง โคโมโรส ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ แคเมอรูน ต้นปีหน้าได้สำเร็จและนับเป็นครั้งแรกของ โคโมโรส ที่ได้เข้าไปเล่นในรอบ 24 ทีมสุดท้ายอีกด้วย

จนถึงตอนนี้ผลงานการคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ถือว่ามีทั้งด้านดีและด้านที่เลวร้าย

ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา โซลชา มักจะแก้ต่างให้ตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเพียงไม่กี่รายการมันอาจจะเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่มันก็ไม่ได้ดูดีเท่ากับการที่ทีม “พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ” และอยู่ในกลุ่มหัวแถวของตารางคะแนนอย่างต่อเนื่อง จนเหมือนเป็นการสื่อว่าตอนนี้เขาทำผลงานได้ดีแล้วและสมควรได้อยู่ในตำแหน่งต่อ ด้วยเหตุนี้ วันนี้เราเลยจะมาลองดูกันว่าหากเทียบผลงานในลีกด้านหลักๆ ระหว่างฤดูกาลก่อนกับซีซั่นนี้นั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การทำทีมของ โซลชา มีความก้าวหน้าที่ดีเหมือนที่เขาบอกหรือไม่ โดยสถิติเหล่านี้จะอ้างอิงจาก fbref สื่อด้านบันทึกสถิติรายหนึ่ง นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดฤดูกาล 2020-21 ยังมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้าดีกว่าชุดซีซั่นก่อนด้วย เพราะฤดูกาลนี้พวกเขาแทงบอลไกลเข้าเป้า 66.1 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชุดที่ได้อันดับ 3 เมื่อซีซั่นก่อนทำไป 63.5 ครั้ง ถึงกระนั้น เมื่อซีซั่นก่อนก็ถือว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีจังหวะผ่านบอลที่สร้างความอันตรายได้บ่อยกว่า เพราะพวกเขาผ่านบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายไปถึงเป้าหมายได้ 1,362 ครั้ง ส่วนในฤดูกาลนี้เพิ่งทำไป 1,066 หน นอกจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดซีซั่นนี้ยังกดดันคู่แข่งได้ดีจนทำให้อีกฝ่ายเสียบอลไป 29.4 เปอร์เซ็นต์ด้วย ขณะที่ฤดูกาลก่อนทำไป 28.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน ซีซั่นที่แล้วก็มีจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นพลาดเองจนนำไปสู่การเสียประตูถึง 7 ลูก ขณะที่ฤดูกาลนี้พวกเขาแก้ปัญหาได้ดีพอตัวจนเพิ่งมีจัหวะแบบนั้นแค่ 2 ครั้ง

“ฝอยทอง” ชวดชัยอย่างน่าเสียดาย ทั้งที่ 45 นาทีแรกบุกนำเจ้าถิ่น 2-0 จากการเหมาของ ดีโอโก้ โชต้า ทว่าครึ่งหลังเจ้าถิ่น เซอร์เบีย รัวคืนสองเม็ดไล่ตีเสมอ 2-2

ฝอยทองออกนำนาทีที่ 11 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้บอลริมกรอบเขตโทษด้านขวา ส่งสั้นให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา วางบอลโด่งทิ้งเข้าเขตโทษไปที่ ดีโอโก้ โชต้า วิ่งมาโขกระยะ 6 หลาบอลซุกก้นตาข่าย ทีมเยือนเฮอีกนาทีที่ 36 แบร์นาร์โด้ ซิลวา จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เซดริก โซอาเรส เปิดบอลริมกรอบเขตโทษทางขวาเข้าหัว ดีโอโก้ โชต้า ปรี่มาโหม่งบอลประมาณ 7 หลาตรงกลางผ่านตัว มาร์โก้ ดมิโตรวิช นายทวารเซอร์เบียเป็นลูกที่สองของหัวหอกหงส์แดง เจ้าบ้านตามมานาทีที่ 46 เนมานย่า ราดอนยิช ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาหลุดมาทางขวา ก่อนหยอดบอลในเขตโทษมากลาง อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช พยายามเข้ามาโหม่งบอล แต่กลายเป็น ดานิโล่ กองกลางฝอยทองแหย่ขาสกัดพลาดเข้าประตูตนเอง แต่แล้วนาทีที่ 60 เนมานย่า ราดอนยิช ลากบอลลุยมาแตะหลบผู้เล่นทีมเยือน ก่อนแทงเข้าเขตโทษให้ ฟิลิป คอสติช บรรจงซัดผ่านมือนายด่านฝอยทองเข้าประตูให้เซอร์เบียตีเสมอ โดยช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+2 นิโกล่า มิเลนโควิช ทำฟาวล์แรงเสียบใส่ ดานิโล่ กรรมการชูใบแดงไล่ออกจากสนาม แถมอีกนาทีถัดมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดบอลกลิ้งเลยเส้นประตูไปแล้วแต่ถูกแนวรับเจ้าบ้านสไลด์ออกมา เชิ้ตดำเป่าไม่ให้ประตูแก่ทีมเยือน จบเกม โปรตุเกส บุกเสมอ เซอร์เบีย 2-2 แบ่งคะแนนกันไป

ฤดูกาลใหม่ใช่ว่าวิกฤติจะหมด! 5 ปัญหาหลักลิเวอร์พูลที่รอให้ คล็อปป์ แก้ไข

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ต้องพบกับวิบากกรรมในฤดูกาลนี้ทั้งนักเตะบาดเจ็บระนาว ฟอร์มร่วงกราวรูด แน่นอนว่าสาวก “เดอะ ค็อป” คงคาดหวังว่าในซีซั่น 2021/2022 ทีมรักของพวกเขาจะผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติแบบนี้ไปได้ แต่อยากจะบอกสิ่งที่หวังอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ ผลงานของ “เดอะ เร้ดส์” นับตั้งแต่คริสต์มาสปีที่ผ่านมาจนเข้าสู่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2021 กระท่อนกระแท่นเหลือเกิน และทำให้พวกเขาสุ่มเสี่ยงที่จะพลาดอันดับท็อปโฟร์ เพื่อคว้าโควตาสุดท้ายไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า รวมไปถึงการที่ทีมอาจไม่มี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งต้องรับใช้อียิปต์ ในการชิงเหรียญทองฟุตบอลชาย กีฬาโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นช่วงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ และการต้องหาตัวตายตัวแทนหาก จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เป็นต้น 1. แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ส่งผลกระทบ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในสโมสรที่ใช้บริการนักเตะจากกาฬทวีปเยอะพอสมควร ฉะนั้นทัพ “หงส์แดง” รู้สึกโล่งใจสบายอุราตอนที่ศึกชิงแชมป์แห่งทวีปแอฟริกาย้ายไปแข่งในช่วงซัมเมอร์ปี 2019 เพื่อหลีกเลี่ยงโปรแกรมฟุตบอลในลีกยุโรป 2. ซาลาห์ อาจต้องช่วย อียิปต์ ล่าเหรีญทองโอลิมปิก “เดอะ เร้ดส์” อาจจะต้องเจอกับปัญหาการขาด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เพื่อไปรับใช้ทีมชาติอียิปต์ ในการทำศึกลูกหนังโอลิมปิก เกมส์ ซึ่งแน่นอนว่านี่คือฝันร้ายสำหรับ คล็อปป์ ถ้าหากทีมต้องขาด ซาลาห์ ในช่วงเตรียมทีมก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ 3. ไม่ได้เล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ไม่ได้ตัว เอ็มบัปเป้ ? ปัญหาที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์สำหรับ ลิเวอร์พูล ที่อาจจะส่งผลต่อการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์เพื่อที่จะใช้ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้า ต้องสั่นคลอนนั่นหากทัพ “หงส์แดง” พลาดโควตาไปเล่นศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4. กองหลังขาดการฝึกซ้อมมานาน คล็อปป์ เพิ่งจะได้คู่หูเกมรับที่พอจะใช้วางใจได้ในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้นั่นก็คือ แนท ฟิลลิปส์ กับ โอซาน คาบัค แต่แน่นอนว่าหาก “หงส์แดง” ได้ ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ โฌแอล มาติป กลับมาฟิตสมบูรณ์ คงทำให้ทีมรู้สึกอุ่นใจมากกว่าเดิมหลายเท่า 5. หาตัวแทน ไวจ์นัลดุม อีกหนึ่งปัญหาที่จะส่งผลกระทบกับทัพ “หงส์แดง” ในฤดูกาลหน้าก็คือการที่้ต้องหาผู้เล่นใหม่เพื่อมาทดแทน จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่จะอำลาถิ่นแอนฟิลด์ หลังจบฤดูกาล 2020/2021

อังกฤษ เกมนี้เจอของง่ายที่คุ้นเคย คัลเวิร์ต-ลูวิน เหมาสอง ส่วน เจสซี่ ลินการ์ด จ่ายหนึ่งหน ก่อนไล่ถล่ม ซาน มารีโน่ 5-0

เจ้าถิ่นชวดนำนาทีที่ 6 จอห์น สโตนส์ ดันสูงมาไหลบอลมาทางขวาของเขตโทษ รีซ เจมส์ ปาดเข้ากลาง โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน เข้ามาแปบอลแต่ดันโดนไม่เต็ม พลาดจังหวะออกนำน่าเสียดาย เจ้าบ้านรุกหนักนาทีที่ 27 รีซ เจมส์ ได้บอลริมสนามทางขวา ตัดเข้ากลางให้ เมสัน เมาท์น เพื่อนร่วมสโมสรวางเท้าหวดบอลระยะ 22 หลาพุ่งเข้าหรกรอบประตู ทว่านายด่านทีมเยือนยืนถูกที่ใช้ตัวขวางไว้ทันเวลา ทรีไลอ้อนส์หนีไกลนาทีที่ 31 คริสเตียน โบรลลี่ กองหลังซานมาริโน่ออกบอลไม่ดี มาเข้าทาง เมสัน เมาท์น ดักบอลก่อนส่งเร็วให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จับบอลแล้วโยกหลบแนวรับทีมเยือนซัดยัดเสาซ้ายเข้าประตูอีกลูก ถัดมานาทีที่ 43 เมสัน เมาท์น ลากบอลมากลางสนาม จ่ายเข้าเขตโทษทางขวา ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ล็อกหลอกผู้เล่นทีมเยือนหนึ่งจังหวะส่งเข้ากลางไปที่ เจสซี่ ลินการ์ด วิ่งมายิงติดเซฟนายด่านคู่แข่งปัดออกไป หมดครึ่งแรก อังกฤษ ทิ้งห่าง 3-0 และแล้วนาทีที่ 83 เจสซี่ ลินการ์ด ส่งบอลให้ ฟิล โฟเด้น วิ่งมารับหน้ากรอบเขตโทษไหลต่อไปที่ โอลลี่ย์ วัตกิ้นส์ จับบอลในเขตโทษหาเหลี่ยมแปเล่นทางซุกตาข่ายด้านซ้าย เป็นสกอร์ประเดิมลงเล่นนัดแรกในทัพสิงโตคำรามของเจ้าตัว จบเกม อังกฤษ ถล่ม ซาน มาริโน่ 5-0 เก็บชัยประเดิมคัดบอลโลก 2022 โดยเกมหน้ามีคิวออกเยือน แอลเบเนีย ในวันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม

ตอนนี้อนาคตของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลางชาวดัตช์ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมจำเป็นอย่างยิ่ง

ไวจ์นัลดุม เป็นหนึ่งในนักเตะชุดแรกๆ ที่ คล็อปป์ เซ็นสัญญาเข้ามาร่วมทีมหลังจากที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้กุมบังเหียน “หงส์แดง” แทน เบรนแดน ร็อดเจอร์ส โดยเขาคือผู้เล่นที่มีความสำคัญกับทีมและมีบทบาทช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์มากมายรวมทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างไรก็ตามในเวลานี้อนาคตของ ดาวเตะเลือดดัตช์ ในถิ่นแอนฟิลด์เริ่มไม่แน่นอนแล้ว เนื่องจากนักเตะเหลือสัญญาอยู่กับสโมสรเพียงไม่กี่เดือน แถม “เดอะ ไทม์ส” สื่อดังระดับโลก รายงานว่า ไวจ์นัลดุม ได้ตกลงสัญญาล่วงหน้าเพื่อย้ายไปเล่นให้ บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้แบบฟรีเอเจนต์แล้ว หากสถานการณ์เป็นแบบนี้จริงๆ แน่นอนว่า คล็อปป์ จำเป็นต้องหาผู้เล่นคนใหม่ที่มีศักยภาพไม่ต่างจาก ไวจ์นัลดุม มาร่วมทีม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ “เดอะ เร้ดส์” เพิ่งจะมีข่าวกับ อารอน แรมซี่ย์ มิดฟิลด์ชั้นดีของ “ม้าลาย” ยูเวนตุส มาเสริมทัพ นอกจาก แรมซี่ย์ แล้ว ยังมีผู้เล่นคนไหนที่ นายใหญ่ชาวเยอรมัน พร้อมเดินเข้าไปเคาะประตูห้องบอร์ดบริหารเพื่อเบิกเงินกระชากตัวนักเตะเหล่านั้นมาคุมแดนกลางแทน ไวจ์นัลดุม ! ลองมาพิจารณากันดู ถ้า ลิเวอร์พูล อยากได้นักเตะที่ถอดแบบ ไวจ์นัลดุม แทบทุกกระเบียดนิ้ว และเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์ในการเล่นพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่า อีฟส์ บิสซูม่า มิดฟิลด์จากสโมสรไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน คือผู้เล่นที่เพอร์เฟกต์สำหรับ “หงส์แดง”

เชลซี ไม่พลาดเปิดรังเอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-0

ครึ่งแรกเปิดฉากมาเป็น เชฟยู ที่ได้โอกาสทักทายก่อนตั้งแต่ยังไม่ถึงนาทีแรก จากจังหวะที่ เดวิด แม็คโกลดริค ลองส่องนอกกรอบด้วยขวา แต่บอลไปตรงตัวของ เกปา รับเข้าซองได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตามเกมดำเนินมาถึง นาทีที่ 24 เชลซี ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ เบน ชิลเวลล์ เก็บตกได้นอกเขตโทษจากลูกเตะมุมแล้วกึ่งยิงกึ่งผ่านเข้าเขตโทษ แต่ทว่า โอลิเวอร์ นอร์วู้ด มิดฟิลด์ เชฟยู พยายามล้มตัวสกัดบอลเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรก เชลซี นำ เชฟยู 1-0 กลับมาหวดกันต่อในครึ่งหลัง เชลซี ได้ลุ้นลูกสองจากจังหวะซัดฟรีคิกของ เมสัน เมาน์ท บอลหลุดเสาแรกออกไป ในนาที 49 ถัดมานาที 67 เชฟยู หวิดตามตีเสมอแบบน่าเสียดาย จอห์น ลันด์สแทรม เปิดจากกราบขวาให้ เดวิด แม็คโกลดริค พุ่งมาโขกเหน่งๆบอลหลุดเสาออกไป เชฟยู ขึงบุกใส่อย่างหนัก และได้โอกาสทองอีกครั้ง โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่ ลากมากดด้วยขวาหน้าเขตโทษ เกปา ต้องออกแรงบินปัดทิ้งออกมา ในนาที 69 ช่วงท้ายเกมทดเจ็บ นาที 90+2 เชลซี มาได้ประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะที่ ฮาคิม ซิเย็ค หลุดเข้าเขตโทษเกี่ยวด้วยซ้ายแล้วซัดจ่อๆเข้าประตูไปไม่เหลือ เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เชลซี เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้สำเร็จ

ไบรท์ตัน เพิ่มโอกาสอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้หลังไล่อัด นิวคาสเซิ่ล ไปแบบสนุก 3-0

เกมเริ่มครึ่งแรกมาได้แค่ 2 นาที เจ้าบ้าน ไบรท์ตัน ได้ทักทายก่อนหลัง นีล โมเปย์ ครอสยาวไปเสาไกลถึง ยาคุบ โมเดอร์ วิ่งมาซัดด้วยซ้ายออกไป แต่แล้วช่วงทดเจ็บ นาที 45+3 ไบรท์ตัน มาพังประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้บอลวางยาวจาก โจเอล เวลท์แมน ให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ เอาบอลลงก่อนเลี้ยงตัดเข้ากลางแล้วซัดเลียดเสียบมุมตาข่ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ขึ้นนำ นิวคาสเซิ่ล 1-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 “สาลิกาดง” พลาดโอกาสไล่ตีเสมอ คราวนี้ มิเกล อัลมิรอน ไหลออกซ้ายให้ ไรอัน เฟรเซอร์ วิ่งมาปั่นแบบไม่จับบอลพุ่งผ่านมือ โรเบิร์ต ซานเชซ ไปแล้วแต่ไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย นาที 51 แต่กลายเป็นเจ้าถิ่นที่เด็ดขาดกว่ามาซัดประตูนำห่าง 2-0 จากจังหวะสวนกลับขึ้นมาเร็ว ลัลลาน่า ป้ายออกซ้ายให้ แดนนี่ เวลเบ็ค เลี้ยงจี้เข้ากรอบก่อนลากตัดเข้ากลางแล้วปั่นด้วยขวาเสียบมุมเข้าไป เป็นประตูที่ 3 ในลีกซีซั่นนี้ นาที 68 จนแล้วจนรอด สาลิกามาเสียเม็ดที่สามให้เจ้าถิ่นจนได้ จากจังหวะที่ ปาสกาล กรอสส์ ครอสบอลเข้ามาให้ นีล โมเปย์ วอลเลย์แบบไม่จับส่งบอลตกพื้นพุ่งเสียบตาข่ายเสาไกล สกอร์ของไบรท์ตัน นำห่าง นิวคาสเซิ่ล 3-0 ช่วงท้ายเกมไม่มีสกอร์เพิ่มเติม จบเกม ไบรท์ตัน ไล่ถล่ม นิวคาสเซิ่ล ขาดลอย 3-0 เก็บสามแต้มมีเพิ่มเป็น 32 คะแนนรั้งอันดับ 16 หนีโซนตกชั้นถึง 6 แต้ม ส่วนทัพสาลิกาต้องหนีตายต่อไปหลังมีแค่ 28 คะแนน อยู่อันดับ 17 แต่ห่างจาก ฟูแล่ม โซนตกชั้นแค่ 2 คะแนนเท่านั้น

“ผีแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ยิงประตูชัย พาบุกเชือด “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน 1-0

ผีแดงเปิดฉากบุกนาทีที่ 12 บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายบอลออกทางซ้ายฝากไว้ที่ ลุค ชอว์ ลากเข้ามาทำชิ่งกันก่อนเป็นจอมทัพแมนยู ได้ซัดบอลแต่บังคับทิศทางไม่ได้เหินข้ามคานไปไกล เจ้าบ้านมีโอกาสนาทีที่ 35 บรูโน่ แฟร์นันด์ส จ่ายบอลย้อนคินรหลังไม่ดีถูก ซามู กาสติเยโฆ่ ขโมยบอลลากมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ แทงต่อไปที่ ฟร้องค์ เกสซิเย่ จับบอลได้ทว่ายังมี วิคตอร์ ลินเดเลิฟ สไดล์ดักทันเวลา ช่วงนาทีที่ 45 ปิแอร์ คาลูลู วางบอลขนานเส้นข้างทางขวา อเล็กซิส ซาเลเมเกอร์ส สปีดมาเก็บบอลแล้วลากยาวเข้าเขตโทษ หยอดมากลาง ราเด้ ครูนิช ตวัดยิงแต่บอลไม่ตรงกรอบ หมดครึ่งแรกเสมอ 0-0 ผีแดงนำจนได้นาทีที่ 48 บรูโน่ แฟร์นันด์ส โยนบอลข้ามเขตโทษทางขวา อารอน วาน-บิสซาก้า จับบอลลงเปิดเรียดเข้ากลางบอลมาที่ แดเนียล เจมส์ ซัดตามน้ำบอลถูกผู้เล่นมิลานเข้าทาง เฟร็ด จับบอลลั่นกลิ้งมาหา ปอล ป็อกบา ที่ลงสำรองยืนอยู่ตรงเขตโทษ 6 หลาทางซ้ายหน้าประตู ก่อนเจ้าตัวโยกหามุมชิพบอลลอยเข้าตาข่ายไป มิลานหวิดมีโชคนาทีที่ 85 เตโอ แอร์กน็องเดซ ลุยมาทางซ้ายของสนามตัดมาหน้ากรอบเขตโทษ ไหลสั้นให้ บราฮิม ดิอาซ แทงคืนเข้าเขตโทษ ทว่ามี สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ แหย่เท้าดักบอลพุ่งเปลี่ยนทางเข้าหากรอบประตูแต่นายทวารเพื่อนร่วมทีมยังรับทันเวลา

บาเยิร์น มิวนิค แชมป์เก่ายังดุดันเช่นเคย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กดจุดโทษเบิกร่อง ก่อนทีมสอย “อินทรีฟ้าขาว” ลาซิโอ อีกนัด 2-1

เสือใต้บุกนาทีที่ 4 แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ โยนบอลริมสนามทางขวา บอลเลยมาทางซ้ายในเขตโทษ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โหม่งย้อนมาหน้าปากประตู ทว่า ฟรานเชสโก้ อแชร์บี้ กองหลังทีมเยือนเคลียร์ทิ้งออกไปได้ เจ้าถิ่นรุกอีกนาทีที่ 13 โยชัว คิมมิช แทงบอลเรียดให้ ลีรอย ซาเน่ ลากหาเหลี่ยมซัดจากริมเขตโทษทางขวา บอลเลี้ยวออกข้างเสาด้านซ้ายเพียงนิดเดียวเท่านั้น เจ้าบ้านได้เฮนาทีที่ 33 เวดัต มูริกี ตามประกบใส่ เลออน โกเร็ตซ์ก้า ก่อนรวบล้มลงในเขตโทษ กรรมการชี้เป็นการฟาวล์มอบจุดโทษให้พี่เสือ และเป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สังหารตุงตาข่าย หมดครึ่งแรก บาเยิร์น นำอยู่ 1-0 ผ่านมานาทีที่ 67 อัลฟอนโซ่ เดวิส กระชากบอลลุยมาริมสนามทางซ้าย ฝากบอลให้ ดาวิด อลาบา ดันสูงมาจ่ายไปที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ วางเท้าส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งชนเสาด้านซ้ายอย่างจังกระดอนเข้ามือนายทวารลาซิโอตครุบอยู่มือ อินทรีฟ้าขาวตีตื้นนาทีที่ 82 อันเดรส เปเรย์ร่า โยนลูกฟรีคิกริมสนามทางซ้ายระยะประมาณ 27 หลา มาร์โก ปาโรโล่ แข้งสำรองทีมเยือนปรี่มาโขกบอลในเขตโทษ 6 หลาด้านขวา กดลงพื้นกระเด้งผ่านตัวนายด่านเสือใต้เข้าไป จบเกม บาเยิร์น มิวนิค เชือด ลาซิโอ 2-1 รวมสกอร์สองเกมถล่มไป 6-2 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมต่อไป โดยการจับสลากรอบหน้าจะมีขึ้นวันศุกร์ที่ 19 มีนาคมนี้

ซีเนดีน ซีดาน พาขุนพล “ราชันชุดขาว” ทำผลงานได้ตามเป้าหลังเปิดบ้านย้ำชัย อตาลันต้า 3-1

2 นาทีผ่าน อตาลันต้า พลาดโอกาสทองจากจังหวะของ หลุยส์ มูเรียล ขยับมารับบอลทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนตักเข้าเขตโทษให้ โรบิน โกเซ่นส์ สอดมาชาร์จแบบไร้ตัวประกบไปตรงตัว ติโบลต์ กูร์กตัวส์ 6 นาทีต่อมาจากจังหวะสวนกลับ วินิซิอุส จูเนียร์ พาแหวกสวนขึ้นมาทางซ้ายก่อนฝากชิ่งกับ คาริม เบนเซม่า สอดมารับคืนในกรอบเขตโทษแต่จังหวะยิงช้าติดบล็อค เบรัต ดิมซิติ ช่วยไว้ได้ทัน อตาลันต้า ส่งท้าย 45 นาทีแรกจากจังหวะของ รุสลัน มาลินอฟสกี้ ลากตัดเข้าในได้ช่องปั่นด้วยซ้ายบอลติดไซค์ก้อยแรงผ่านหน้าประตูออกหลังเหมือนเดิม หมดครึ่งเวลาแรก เรอัล มาดริด 1 อตาลันต้า 0 นาทีที่ 52 เรอัล มาดริด หวิดบวกสกอร์เพิ่มจากความสามรถเฉพาะตัวของ วินิซิอุส จูเนียร์ วิ่งขึ้นมาจากหน้าปากประตูตัวเองรับบอลคืนจาก แฟร์กล็อง เมนดี้ หลอกแนวรับ อตาลันต้า ทั้งแผงแต่จังหวะยิงตกม้าตายดีดหลุดออกหลังเหลือเชื่อ ดวงไม่มีนาทีที่ 76 ดูวาน ซาปาต้า ดึงจังหวะหนี ราฟาแอล วาราน หลุดเดียวเข้าเขตโทษแต่จังหวะซัดด้วยขวาก็ยังติดขา ติโบลต์ กูร์กตัวส์ ล้มตัวเซฟเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ แต่แล้วนาทีต่อมา “ราชันชุดขาว” ปิดกล่องจนได้จากจังหวะสวนกลับ ลูคัส บาสเกซ พาแหวกลุยเข้าเขตโทษก่อนป้ายต่อให้ มาร์โก อาเซนซิโอ ซัดด้วยซ้ายง่ายๆในกรอบ 6 หลาไม่พลาด หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม เรอัล มาดริด 3 อตาลันต้า 1

เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ระเบิดฟอร์มโหดกดแฮตทริกช่วยให้ เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังถล่ม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 5-0

ครึ่งแรกเป็น เลสเตอร์ ที่ขึงบุกใส่ก่อนตามคาด และได้ลุ้นในนาทีที่ 8 จากลูกยิงหน้าเขตโทษด้วยซ้ายของ เจมี่ วาร์ดี้ บอลผ่านหน้าประตูไป จนกระทั่ง นาทีที่ 39 ความพยายามของ เลสเตอร์ มาสัมฤิทธิ์ผลเมื่อ เจมี่ วาร์ดี้ เปิดบอลเรียดเข้าเขตโทษให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ เข้าชาร์จจ่อๆที่เสาไกลเข้าประตูไปไม่พลาดให้ เลสเตอร์ ขึ้นนำ เชฟยู 1-0 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ เลสเตอร์ ยังบุกต่อเนื่อง และมาได้ประตูนำ 2-0 จนได้ ในนาที 54 มาร์ค อัลไบรท์ตัน จ่ายบอลเข้ากลางให้ อโยเซ่ เปเรซ ลากเข้าไปยิงหักข้อหน้าเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไปอย่างสวยงาม เท่านั้นไม่พอ นาทีที่ 69 สกอร์ไหลเป็น 3-0 เจมี่ วาร์ดี้ เปิดบอลเรียดเข้าเขตโทษให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ หลุดเข้าไปซัดเน้นๆด้วยขวาส่งบอลตุงตาข่าย พร้อมเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ จากนั้น เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ มากดแฮตทริกได้สำเร็จด้วยการกระชากบอลมาคนเดียว ก่อนจะกดด้วยซ้ายนอกเขตโทษบอลพุ่งเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างเหนือชั้นให้ เลสเตอร์ นำเป็น 4-0 ในนาที 78 ถัดมาสองนาที สกอร์ไหลเป็น 5-0 เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าเขตโทษแล้วกดด้วยซ้ายบอลไปโดน คีน ไบรอัน สกัดเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เลสเตอร์ เอาชนะ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 5-0 ขยับขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงชั่วคราว ก่อน “ปีศาจแดง” จะมีคิวดวล เวสต์ แฮมยูไนเต็ด คืนนี้

“เรือใบสีฟ้า” ไม่พลาดสามแต้มหลังบุกไปถลุงอัดเจ้าถิ่น ฟูแล่ม 3-0

ช่วง 15 นาทีทั้งสองทีมแทบไม่มีโอกาสให้ลุ้นกันเลย ต้องรอจนนาที 18 “เรือใบสีฟ้า” เกือบได้ลุ้นขึ้นนำจากจังหวะที่ ชูเอา กานเซโล่ แทงบอลให้ เฟร์ราน ตอร์เรส หลุดเข้าไปซัดมุมแคบแต่บอลยังไปติดขาของ อัลฟงส์ อเรโอล่า ช่วยเซฟเจ้าถิ่นไม่ให้เสียประตู นาที 35 แบร์นาร์โด ซิลวา โซโล่เดี่ยวจากนอกกรอบ ก่อนแหวกแนวรับเจ้าสัวน้อยเข้าไปซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปก่อนเข้ามือ อเรโอล่า เป็นโอกาสยิงเข้ากรอบหนที่สองของ “เรือใบสีฟ้า” ในเกมนี้ จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ ฟูแล่ม เสมอกับ แมนฯซิตี้ 0-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 47 ลูกทีมของ เป๊ป มาชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 บอลจากฟรีคิกทางด้านซ้าย ชูเอา กานเซโล่ เปิดบอลเข้าไปที่จุดนัดพบกลางประตู บอลตกพื้นก่อนที่ จอห์น สโตนส์ จะโฉบจิ้มบอลเข้าไปให้ นาที 56 “เรือใบสีฟ้า” มานำห่างเป็น 2-0 จากความผิดพลาดของแนวรัรบฟูแล่มที่เล่นไม่ละเอียดหลัง โยอาคิม อันเดอร์เซ่น สกัดไปติด อีวาน คาวาเลยโร่ เพื่อนร่วมทีมก่อนกระดอนมาเข้าทาง กาเบรียล เชซุส กลายเป็นหลุดเดี่ยวเข้าไปแตะหลบ อเรโอล่า แล้วตะบันซัดเต็มข้อเข้าไปไม่เหลือ เกมของฟูแล่มชอตลงไปเลย และนาที 60 มาเสียลูกที่จุดโทษให้ทัพเรือใบอีกหลัง โทซิน อดาราบิโอโย่ ไปฟาวล์ใส่ เฟร์ราน ตอร์เรส ที่เหลี่ยมดีกว่าบังบอลก่อนล้มลงไป ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที และเป็น เซร์คิโอ อเกวโร่ รับหน้าที่ซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาดให้ แมนฯซิตี้ นำโด่ง 3-0 และเป็นประตูแรกของ อเกวโร่ ในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้ ช่วงท้ายเกม แม้ว่าเจ้าสัวน้อยจะเร่งเกมเพื่อลุ้นประตูตีไข่แตก แต่ไม่สามารถเจาะแนวรับของซิตี้ได้ ก่อนผู้ตัดสินเป่าจบเกม เป็นอันว่า ฟูแล่ม แพ้คาบ้านให้ แมนฯซิตี้ 0-3

โอลิมปิก ลียง โยนโอกาสทองในการทาบจ่าฝูง ลีลล์ ทิ้ง หลังได้แค่บุกเสมอ แร็งส์ 1-1

เจ้าบ้านเกือบเฮนาทีที่ 21 วาลอน เบริช่า สะกิดบอลเร็วต่อให้ บูลาย เดีย ลากบอลมาในเขตโทษ โยกหาเหลี่ยมซัดบอลไปถูก แอนโธนี่ โลเปส นายทวารลียงล้มตัวทุบทิ้งออกมาหวุดหวิด ลียงทักทายนาทีที่ 27 ฮุสเซม อาอูอาร์ ได้โอกาสโขกบอลในเขตโทษ บอลมีลุ้นเป็นสกอร์แต่น้ำหนักเบาเกินกว่าจะสร้างปัญหาให้ เปรดรัก รายโควิช มือกาวเจ้าบ้านพลาดได้ เจ้าถิ่นนำก่อนนาทีที่ 34 โตมาส์ โฟเกต์ แบ็กขวาดันสูงมาครอสบอลเข้าเขตโทษระยะ 12 หลา มาติเยอ กาฟาโร่ โฉบตัดหน้าแนวรับทีมเยือนตวัดยิงตามน้ำบอลแสกหน้า แอนโธนี่ โลเปส นายด่านลียงตุงตาข่ายอย่างงดงาม หมดครึ่งแรก แร็งส์ นำก่อน 1-0 ลียงบุกหนัก 75 เมมฟิส เดอปาย จับบอลลงในเขตโทษ แตะหนีผู้เล่นเจ้าบ้านทิ่มต่อให้ ติโน คาเดเวีย หัวหอกสำรองยิงติดบล็อกอีกครั้ง ก่อนเป็น เลโอ ดูบัวส์ กระหน่ำโดนแข้งแร็งส์เข้ามาขวางบอลลอยออกหลัง ลียงอดเฮนาทีที่ 82 เลโอ ดูบัวส์ ลากบอลมาในเขตโทษทางขวา ตบย้อนมาหน้ากรอบเขตโทษ เมมฟิส เดอปาย จับบอลพลาดแต่ยังมี แม็กซ์เวล กอร์เน่ต์ แตะบอลส่องนอกกรอบเรียดเกือบเสียบประตูแต่ เปรดรัก รายโควิช นายทวารแร็งส์เหยียดสุดมือปัดทิ้งอีกครา ทีมเยือนตีเจ๊านาทีที่ 90+2 เมมฟิส เดอปาย โยนบอลริมสนามทางซ้าย บอลมาบริเวณเขตโทษ 8 หลาและเป็น ติโน่ คาเดเวีย ปรี่มากระโดดโหม่งบอลเข้าประตูสำเร็จ จบเกม โอลิมปิก ลียง ได้แค่แต้มเดียวเสมอ แร็งส์ 1-1 พลาดโอกาสเก็บคะแนนเท่าจ่าฝูง ลีลล์ อย่างน่าเสียดาย

“ปืนใหญ่” ทำผลงานได้ตามเป้าแม้มีจังหวะผิดพลาดเยอะแต่ยังเอาตัวรอดเรียงหน้าซัด ก่อนบุกตบ โอลิมเปียกอส 3-1

เริ่มเกมได้เพียง 2 นาที “ปืนใหญ่” พลาดโอกาสทองจากบอลทางซ้ายของ คีแรน เทียร์นี่ย์ หลุดกับดักล้ำหน้าสอดขึ้นมาตบเข้าในถึง มาร์ติน โอเดการ์ด ตั้งเท้าแปแบบไร้ตัวประกบหลุดเสาไกลออกหลังเหลือเชื่อ แต่แล้วนาทีที่ 34 ทีมเยือน ทะยานออกเป็น มาร์ติน โอเดการ์ด พาบอลตัดเข้าในก่อนก้มหน้าตะบันด้วยซ้ายระยะเกือบ 30 หลาบอลส่ายเข้ากลางประตูไปโดนข้อมือ โชเซ่ ซา ปัดไม่พ้นตุงตาข่ายสุดงาม หมดครึ่งเวลาแรก โอลิมเปียกอส 0 อาร์เซน่อล 1 นาทีที่ 58 เจ้าถิ่น มาตามตีเสมอจากจังหวะประมาทของ แบร์นด์ เลโน่ ออกมาไกลก่อนตัดสินใจจ่ายบอลยัดให้ ดานี่ เซบายอส พลิกไปเข้าทาง ยุสเซฟ เอล-อราบี ฉกไปปั่นเข้ากลางประตูไม่เหลือ ต่อมานาทีที่ 80 “ปืนใหญ่” นำอีกครั้งจากลูกสูตรฟรีคิกทางริมเส้นฝั่งขวา วิลเลี่ยน ตักโค้งมาเสาไกลตกใส่หัว กาเบรียล มากัลเญส สอดมาโขกบอลย้อยข้ามมือ โชเซ่ ซา ซุกหน้าต่างเสาไกลงามไม่แพ้กัน 5 นาทีต่อมา ทีมเยือน ปิดกล่องสวยงามจากตัวสำรองอย่าง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ลากขึ้นมาตัดสินใจตะบันด้วยขวาบอลติดไซค์ก้อยโดนปลายมือ โชเซ่ ซา ปัดโดนโคนเสาเด้งเข้าประตูไม่เหลือ หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม โอลิมเปียกอส 1 อาร์เซน่อล 3

“เรือใบสีฟ้า” กลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งหลังเปิดบ้านไล่ถล่มใส่ เซาธ์แฮมป์ตัน ไปแบบสนุก 5-2

เปิดฉากครึ่งแรก โอกาสหนแรกของ “เรือใบสีฟ้า” แม้จะรอนานถึงนาทีที่ 15 แต่ก็มาพังประตูขึ้นนำ “นักบุญ” 1-0 ทันที จากจังหวะที่ รูเบน ดิอาส วางบอลตัดแบ็กให้ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ หลุดเข้าไปก่อนจะหักบอลเร็วมาหน้าประตูให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายไปติดเซฟ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะตามซ้ำเสยใต้คานไม่ถึง 5 หลาเข้าไปเป็นประตูที่ 4 ในซีซั่นนี้ของห้องเครื่องชาวเบลเยียม เจมส์ วอร์ด-เพราส์ ซัดกลางประตูเข้าไปไม่พลาดให้ “นักบุญ” ไล่ตีเสมอ 1-1 ในนาที 25 นาที 40 “นักบุญ” ต้องมาเสียเม็ดที่สองให้เจ้าถิ่นแซงขึ้นนำอีกครั้ง จากความผิดพลาดของแนวรับที่จ่ายบอลกันพลาดโดน ริยาด มาห์เรซ แย่งบอลได้ก่อนตัดเข้ากลางแล้วซัดด้วยซ้ายข้างถนัดกว่า 20 หลาส่งบอลเบียดเสาซุกก้นตาข่ายเข้าไปชนิดที่ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่ หมดสิทธิ์ป้องกันให้ แมนฯซิตี้ ขึ้นนำ 2-1 อีกครั้ง ช่วงทดเจ็บ นาที 45+3 แมนฯซิตี้ มานำห่างเป็น 3-1 จากการเข้าทำอันยอดเยี่ยม เดอ บรอยน์ หยุดบอลให้ ริยาด มาห์เรซ จบครึ่งแรก แมนฯซิตี้ นำห่าง เซาธ์แฮมป์ตัน 3-1 กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง เซาธ์แฮมป์ตัน เปลี่ยนตัวคนแรกถอดเอา มูสซ่า เฌเนโป ที่เจ็บเล่นไม่ไหวออกแล้วให้ นาธาน เตลล่า ลงเล่นแทน จนแล้วจนรอด แมนฯซิตี้ ก็มาได้ประตูที่สี่ขึ้นนำ ในนาที 55 จากจังหวะที่ ฟิล โฟเด้น ผ่านบอลมาในกรอบให้ ริยาด มาห์เรซ แต่งบอลหลบก่อนตะบันด้วยซ้ายผ่านมือนายด่านนักบุญเข้าไปไม่เหลือให้ “เรือใบสีฟ้า” นำห่าง 4-1 และเป็นประตูที่สองของปีกแอลจีเรียในเกมนี้อีกด้วย เจ้าบ้านไม่รอช้าหลังเสียเม็ดที่สองไป แค่นาที 59 มาพังประตูนำโด่งเป็น 5-2 ทันที บอลขึ้นทางขวา ไคล์ วอล์คเกอร์ จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คืนฟอร์มคว้าชัยอีกครั้งหลังไล่ถล่ม เซาธ์แฮมป์ตัน แบบสนุก 5-2

“ม้าลาย” ต้องน้ำตาร่วงหลังจบ 90 นาทีเบียด ปอร์โต้ 2-1 (ผลรวมสองนัด 3-3) ต้องไปต่อเวลาหาผู้ชนะก่อนมาโดนทีเด็ด ทีมเยือน จบช่วงต่อเวลา 3-2

เปิดฉากได้ 2 นาที ปอร์โต้ ทักทายก่อนเป็น มาเตอุส อูริเบ ตั้งป้อมซัดด้วยขวาหน้าเขตโทษบอลลอดขา ฮวน กวาดราโด้ หลุดเสาแรกออกหลังไม่ไกล โอกาสลุ้นส่งท้าย 45 นาทีแรกของ ยูเวนตุส ได้จากจังหวะสกัดบอลไม่ดีของ เปเป้ เด้งมาเข้าทาง อาเดรียง ราบิโอต์ ตวัดตามน้ำด้วยซ้ายกระดอนพื้นไปเข้ามือ อากุสติน มาร์เคซิน หมดครึ่งเวลาแรก ยูเวนตุส 0 ปอร์โต้ 1 นาทีที่ 49 “ม้าลาย” มาได้ประตูปลุกความหวังจากบอลยาวของ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ วางเข้าเขตโทษถึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แปะตั้งให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า สอดมาแปด้วยขวาเสียบสามเหลี่ยมเสาไกลงามหยด ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+1 จากบอลยาวของ มัทไธจ์ส เดอลิกต์ วางยาวให้ อัลบาโร่ โมราต้า สอดขึ้นมาซัดผ่าน อากุสติน มาร์เคซิน ตุงตาข่าย เสียดายยังไม่ผ่านธงล้ำหน้า หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่ม จบเกม 90 นาที ยูเวนตุส ชนะ 2-1 (ผลรวมสองนัด 3-3) ต้องต่อเวลาพิเศษหาผู้ชนะ เจ้าถิ่น ไม่ยอมแพ้ 2 นาทีต่อมาจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ ปั่นบอลโค้งมาตกใส่ อาเดรียง ราบิโอต์ โขกเต็มหัวตุงตาข่ายปลุกความหวังแฟน “ม้าลาย” หลังจากนั้นไม่มีสกอร์เพิ่มจบช่วงต่อเวลาพิเศษ ยูเวนตุส 3 ปอร์โต้ 2 (ผลรวมสองนัด 4-4) ปอร์โต้ ผ่านเข้ารอบด้วย อเวย์โกล

“สิงห์บลูส์” จะเปิดบ้านไล่อัด เอฟเวอร์ตัน 2-0

ออกสตาร์ท เกมช่วง 10 นาทีแรกไม่มีจังหวะให้ลุ้นกันมากนัก แม้ว่า “สิงห์บลูส์” จะเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่า นาที 15 รีซ เจมส์ พาบอลขึ้นมาจากแดนของตัวเองก่อนจะซัดนอกกรอบไปติดบล็อค เบน ก็อดฟรีย์ และจากลูกเตะมุมต่อเนื่อง จอร์จินโญ่ ได้วอลเลย์จากนอกกรอบแต่บอลก็หลุดเสาออกไป นาที 28 “ทอฟฟี่” มาได้ลุ้นจากฟรีคิกระยะหวังผลหลัง ริชาร์ลิซอน โดนทำฟาวล์นอกกรอบกว่า 20 หลา ก่อนจะเป็น กิลฟี่ ซิเกิร์ดส์สัน ซัดไปติดกำแพงออกหลังเป็นเตะมุม นาที 31 เชลซี มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย แทงบอลขึ้นหน้าให้ มาร์กอส อลอนโซ่ หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาเสาแรกให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ วิ่งมาแปไปแฉลบ เบน ก็อดฟรีย์ เข้าประตูตัวเองไป ช่วงทดเจ็บนาที 45+1 ทอฟฟี่มีโอกาสลุ้นตีเสมอหลัง อเล็กซ์ อิโวบี้ ไหลให้ อังเดร โกเมส ซัดบอลนอกกรอบแต่ยังไปเข้ามือ เอดูอาร์ เมนดี้ จบครึ่งแรก เชลซี ขึ้นนำ เอฟเวอร์ตัน 1-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 51 เจ้าบ้านหวิดได้ลุ้นเม็ดที่สอง หลัง มาร์กอส อลอนโซ่ ปั่นฟรีคิกเยื้องทางขวานอกกรอบบอลพุ่งเกือบโค้งเสาแรกจน พิคฟอร์ด ต้องปัดปลายมือออกไป นาที 65 ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่วันนี้โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเรียกจุดโทษให้เจ้าถิ่นได้หลังโดน จอร์แดน พิคฟอร์ด รวบล้มลงไป ผู้ตัดสิน เดวิด คู๊ท เป่าให้จุดโทษทันทีก่อนที่ จอร์จินโญ่จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปอย่างเลือดเย็นให้ เชลซี ออกนำ 2-0 จบเกม เชลซี เบียดเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-0 รั้งอันดับ 4 ต่อไปมีเพิ่มเป็น 50 คะแนน หนี “ทอฟฟี่” ที่รั้งอันดับ 5 ซึ่งมีเพียงแค่ 46 แต้มเท่านั้น

“ผีแดง” บุกไปปราบจ่าฝูง แมนฯซิตี้ ถึงบ้าน 2-0 หยุดสถิติชนะรวดของเรือใบทุกรายการไว้ที่ 21 นัดติดต่อกัน

เปิดฉากมาได้แค่ 34 วินาที “ผีแดง” มาได้ลูกที่จุดโทษอย่างรวดเร็ว หลัง กาเบรียล เชซุส ไปฟาวล์เตะข้างหลังใส่ มาร์กซิยาล ในกรอบ ผู้ตัดสินแอนโธนี่ เทย์เลอร์ ชี้เป็นจุดโทษทันทีโดยไม่เรียกดูวีเออาร์ ก่อนที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะซัดติดปลายมือ เอแดร์ซอน เข้าไปใน นาทีที่ 2 ให้ แมนฯยูไนเต็ด บุกมานำเรือใบสีฟ้า 1-0 และเป็นประตูที่ 16 ของห้องเครื่องชาวโปรตุกีสในซีซั่นนี้ ตามหลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวซัลโวที่ทำไป 17 ประตูแค่ลูกเดียวเท่านั้น นาที 43 เรือใบสีฟ้ามาได้ลุ้นจากฟรีคิกไม่ถึง 30 หลาหน้ากรอบ ก่อนเควิน เดอ บรอยน์ ปั่นข้ามกำแพงไปติดปลายมือ เฮนเดอร์สัน ออกหลัง ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 ซิตี้หวิดได้ลุ้นตีเสมอ คราวนี้ ริยาด มาห์เรซ หลุดมาทางขวาแล้วอัดเปรี้ยงบอลพุ่งเลียด แม้ว่า กาเบรียล เชซุส จะพุ่งมาสไลด์เข้าชาร์จแต่บอลก็พุ่งถากเสาออกไป จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามหลังเพื่อนบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-1 ครึ่งหลัง เริ่มมาได้แค่นาที 48 เจ้าบ้านเรือใบสีฟ้าหวิดได้ลูกตีเสมอหลัง กาเบรียล เชซุส แปะบอลคืนหลังให้ โรดรี้ ปั่นเลยเส้น 18 หลา แรชฟอร์ด แล้ววิ่งไปรับบอล ก่อนซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเลียดแหวกผู้เล่นเจ้าถิ่นเสียบเสาไกลเข้าไปชนิดที่ เอแดร์ซอน ได้แต่ยืนมองให้ แมนฯยูไนเต็ด บุกมานำห่าง 2-0 จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ่ายคาบ้านให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2 ส่งผลให้ “เรือใบสีฟ้า” แพ้ในลีกหนแรกในรอบ 20 เกม และหยุดสถิติชนะ 21 นัดติดต่อกันทุกรายการพร้อมส่งให้ “ผีแดง” ยังไร้พ่ายนอกบ้าน พร้อมยึดรองจ่าฝูงคืนจาก เลสเตอร์ ซิตี้ มี 54 แต้มตามหลังจ่าฝูงเรือใบที่มี 65 แต้ม เหลือ 11 คะแนน

“สิงห์บลูส์” เชลซี ยังเดินหน้าทำสถิติพาทีมไม่แพ้ใครตั้งแต่คุมทีม แถมยึดอันดับ 4 สำเร็จ ได้ เมสัน เมาน์ท ซัดประตูโทนนำชัยบุกอัด “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล 1-0

หงส์แดงเริ่มลุยนาทีที่ 7 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน รับบอลโยนยาวแดนหลัง ไหลออกมาทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จับบอลก่อนส่งย้อนมาที่ฟูลแบ้กเจ้าบ้าน ส่องไกลแต่บอลไม่ตรงกรอบออกหลังไป ลิเวอร์พูลมีเซ็งนาทีที่ 28 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วางบอลริมสนามทางขวาเข้าเขตโทษให้ ซาดิโอ มาเน่ ตามมาซัดตามน้ำ แต่กลายเป็นศูนย์หน้าเจ้าบ้านยิงไม่โดนบอล พลาดโอกาสพังสกอร์ และแล้วนาทีที่ 42 เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เปิดบอลยาวมาให้ เมสัน เมาน์ท เก็บบอลก่อนกระชากเข้าเขตโทษด้านซ้าย โยกหนี ฟาบินโญ่ แล้วปั่นบอลผ่านมือนายด่านหงส์แดงเสียบตาข่ายทางขวาอย่างสวยงาม หมดครึ่งแรก เชลซี บุกนำ 1-0 หงส์แดงชวดเสมอนาทีที่ 85 เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ครอสบอลจากทางขวาเข้าในเขตโทษและเป็น จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เทคตัวโขกบอลแต่ยังเข้าซอง เอดูอาร์ เมนดี้ นายด่านทีมเยือน แถมนี้เป็นการยิงเข้ากรอบหนแรกของลิเวอร์พูลเกมนี้ด้วย จบเกม เชลซี บุกเชือด ลิเวอร์พูล 1-0 ทำเจ้าถิ่นนอกจากแพ้ในบ้านเป็นเกมที่ 5 ติดในลีก ยังอันดับร่วงไปอยู่ที่ 7 เข้าให้แล้ว

เบิร์นลี่ย์ ขึ้นนำก่อนที่ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ จะยิงประตูสุดสวยให้ เลสเตอร์ บุกมาแบ่งแต้มเสมอกันไป 1-1

เขี่ยบอลมาแค่ 30 วินาทีแรก เจ้าถิ่น เบิร์นลี่ย์ ได้ทักทายก่อนเลยหลังได้ฟรีคิกก่อนที่ ดไวท์ แม็คนีล จะเปิดยาวมาในกรอบให้ เบน มี กัปตันทีมโขกหลุดกรอบออกไปนิดเดียว แต่แล้ว นาทีที่ 5 แข้งทีมเยือน เลสเตอร์ มาเล่นกันพลาดเองหลัง ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ เคาะบอลคืนหลังเบาไปโดน มาเตจ์ วีดร้า ฉกบอลได้แล้วล็อกหนี เอ็นดิดี้ ก่อนซัดด้วยซ้ายเต็มข้อส่งบอลสวนตัว คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เข้าไปตุงตาข่ายให้ เบิร์นลี่ย์ ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 นาที 34 เลสเตอร์ ซิตี้ มาได้ประตูไล่ตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะเข้าทำกันยอดเยี่ยม วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ ตักบอลบอลยาวขึ้นหน้ามาให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ พลิกหนีตัวประกบเบน มี ก่อนหลุดเข้าไปวอลเลย์แบบไม่จับสวนตัว นิค โพ๊พ เข้าไปอย่างสวยงามเป็นประตูที่สองในลีกซีซั่นนี้ จบครึ่งแรก เบิร์นลี่ย์ เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-1 นาที 71 เป็นโอกาสหนแรกในครึ่งหลังของ เลสเตอร์ ที่เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง ยูริ ตีเลมันส์ พาบอลขึ้นมาแล้วป้ายออกขวาให้ ริคาร์โด้ เปเรยร่า ซัดไปติดบล็อค ชาร์ลี เทย์เลอร์ เฉียดเสาไปแบบได้เสียว นาที 86 เลสเตอร์ เกือบได้เฮเหมือนกันหลัง เปเรยร่า ไหลให้ ยูริ ตีเลมันส์ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย ท้ายเกมยังไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม เบิร์นลี่ย์ เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไปทำให้ เบิร์นลี่ย์ ยังอยู่อันดับ 15 มีเพิ่มเป็น 29 คะแนน ส่วน “เดอะ ฟ็อกซ์” มีเพิ่มเป็น 50 คะแนนยึดอันดับ 3 เหมือนเดิม

“เรือใบสีฟ้า” ไล่ถล่ม วูล์ฟแฮมป์ตัน ในช่วงท้ายเกมแบบขาดลอย 4-1 เก็บสามแต้มนำจ่าฝูงต่อไป

เปิดฉากมาได้แค่ 2 นาที “เรือใบสีฟ้า” เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน หลัง ชูเอา กานเซโล่ แทงบอลเข้าไปในเขตโทษให้ ราอีม สเตอร์ลิง สปีดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่ยังไปติดขาของรุย ปาตริซิโอ เซฟออกหลังไปได้ นาที 44 ชูเอา กานเซโล่ ได้บอลถึงเส้นหลังก่อนดึงจังหวะแล้วไหลเข้ากลางให้ เควิน เดอ บรอยน์ อัดเต็มแรงแต่ไปแฉลบปลายเท้า เนลซอน เซเมโด้ ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ได้โขกเต็มหัวแต่บอลยังไปติดเซฟของ รุย ปาตริซิโอ แม้บอลจะกระดอนมาเข้าทางอีกครั้งแต่สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสซ้ำมุมแคบข้ามคานออกไป จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0 ครึ่งหลัง นาที 51 สเตอร์ลิง จ่ายให้ เควิน เดอ บรอยน์ สอดเข้ามาในกรอบแล้วกดด้วยซ้ายไปทางเสาไกลบอลพุ่งทิศทางจะเข้าอยู่แล้วแต่ รุย ปาตริซิโอ ยังปัดปลายมือออกหลังหวุดหวิด แต่แล้ว นาที 60 วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ยังไม่มีโอกาสยิงสักครั้งในเกมก็มาได้ประตูไล่ตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะได้ฟรีคิกหน้ากรอบ ชูเอา มูตินโญ่ เปิดบอลโค้งเข้าไปในกรอบให้ คอเนอร์ เคาดี้ พุ่งโขกเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นโอกาสยิงครั้งเดียว ยิงเข้ากรอบและเป็นประตู กระทั้ง นาที 80 แมนฯซิตี้ มาแซงขึ้นนำ 2-1 อีกครั้งจนได้ จากจังหวะที่ ไคล์ วอล์คเกอร์ ครอสเข้าไปในกรอบโดนแข้งหมาป่าก่อนกระดอนมาเข้าทาง กาเบรียล เชซุส ตามซ้ำเข้าไปไม่พลาด นาที 90 “เรือใบสีฟ้า” ทะยานนำห่างเป็น 3-1 จากจังหวะที่ โอตาโซวี่ แข้งสำรองของวูล์ฟสฯทำเสียบอลหน้ากรอบประตูตัวเอง ก่อนจังหวะสุดท้ายจะมาเข้าเท้า ริยาด มาห์เรซ ยิงเข้าไปไม่พลาด ก่อนช่วงทดเจ็บ นาที 90+4 แมนฯซิตี้ จะมาได้ประตูที่สี่ หลังกาเบรียล เชซุสมาซ้ำในกรอบจ่อๆ แม้แข้งทีมเยือนจะประท้วงว่าเป็นล้ำหน้าแต่หลังเช็กจาก วีเออาร์ แล้วไม่เป็นจังหวะล้ำหน้าของ เชซุส แต่อย่างใด ให้เจ้าบ้าน “เรือใบ” ได้ประตูนำโด่งเป็น 4-1

“ราชันชุดขาว” เกือบจะแพ้คาบ้านอยู่แล้ว แต่มาได้ วินิซิอุส ตัวสำรองที่ลงมาซัดตีเสมอ เรอัล โซเซียดาด 1-1

ครึ่งแรก เป็นเจ้าถิ่นที่ครองเกมได้เหนือกว่าแต่โอกาสจะแจ้งยังไม่มีให้เห็น กลับเป็นทีมเยือนที่เกือบขึ้นนำหลัง อันแดร์ กูบาร่า ไหลบอลให้ อันโดนี่ โกโรซาเบล ซัดมุมแคบทางขวาแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ นาที 44 ชุดขาวสวนขึ้นมาอีกครั้ง และคราวนี้เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง ลูก้า โมดริช ซัดด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งไปทางเสาไกลแต่ยังไม่ผ่าน อเล็กซ์ รามีโร่ ที่เซฟออกไปหวุดหวิด จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เรอัล มาดริด เสมอกับ เรอัล โซเซียดาด 0-0 ครึ่งหลัง โซเซียดาด แก้เกมมาได้ดี และนาที 55 บุกมาชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะขึ้นเกมมาทางด้านซ้าย นาโช่ มอนเรอัล ครอสไปเสาไกลให้ กริสเตียน ปอร์ตู เทกตัวโขกย้อนไปเสาแรกบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าไป ชนิดที่ ติโบลต์ กูร์กตัวส์ ได้แต่ยืนมอง เจ้าถิ่นไม่ยอมง่าย กระทั่งก่อนหมดเวลา นาที 89 มาไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ บอลจาก ลูกัส บาสเกซ หลุดถึงเส้นหลังแล้วปาดมาหน้าประตูให้ วินิซิอุส จูเนียร์ส ตัวสำรองล้มตัวยิงเข้าไป จบเกม เรอัล มาดริด เสมอ เรอัล โซเซียดาด หืดจับ 1-1 ทำให้ โซเซียดาด รั้งอันดับ 5 มีเพิ่มเป็น 42 คะแนน ส่วน ราชันชุดขาว มี 53 แต้มเท่ากับ บาร์เซโลน่า แต่ลูกได้เสียเป็นรอง รั้งอันดับ 3 ตามจ่าฝูง แอต.มาดริด 5 คะแนนแถมแข่งมากกว่าหนึ่งนัด

โธมัส ทูเคิ่ล ยังพา “สิงห์บลูส์” ไม่แพ้ทีมใดนับแต่มาคุมทีม แม้จะทำได้แค่แบ่งแต้มกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบไร้สกอร์ 0-0

ออกสตาร์ทมาช่วง 10 นาทีแรก ทั้งสองทีมยังเล่นกันได้อย่างสูสี แม้ว่าฝั่งเจ้าถิ่นจะครองบอลได้เหนือกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังหาโอกาสยิงกันไม่ได้ ต้องรอถึง นาที 14 “ผีแดง” ได้โอกาสลุ้นขึ้นนำก่อนหลัง แม็คโทมิเน่ย์ โดนเมสัน เมาน์ท ทำฟาวล์นอกกรอบ และเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ตะบันฟรีคิกเต็มแรงบอลพุ่งจน เอดูอาร์ เมนดี้ ต้องชกสองมือออกไป นาที 32 เด เคอา เกือบเจอฝันร้ายหลังออกพลาดกลายเป็นส่งให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หน้ากรอบ ทว่าอดีตหัวหอกปืนใหญ่ดันใจร้อนรีบยิงบอลเลยเหินคานออกไปแบบหมดลุ้น ช่วงท้ายครึ่งแรก “ผีแดง” ไล่บดเจ้าถิ่นอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่ผ่านแนวรับของสิงห์บลูส์ จบครึ่งแรกยังทำอะไรกันไม่ได้ เชลซี เสมอกับ แมนฯยูไนเต็ด 0-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง เชลซี มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่น ถอดเอา คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ออกแล้วส่ง รีซ เจมส์ ลงไปเล่นแทน นาที 60 แมนฯยูไนเต็ด ได้เสียวเหมือนกันหลัง เมสัน กรีนวู้ด ฝากบอลให้ แดเนี่ยล เจมส์ ก่อนจะวิ่งไปรับหน้าหัวกระโหลกแล้วซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งเฉียดสามเหลี่ยมออกไปอย่างน่าเสียดาย ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 มัตเตโอ โควาซิช ได้ซัดนอกกรอบแต่ก็ยังไม่ผ่าน เด เคอา เช่นเดียวกับ “ผีแดง” ในจังหวะต่อมา เฟร็ด ได้อัดนอกกรอบบ้างเช่นกันแต่ก็ไปติดเซฟของ เอดูอาร์ เมนดี้ จบเกม ทำอะไรกันไม่ได้ เชลซี เสมอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-0 ทำให้ฤดูกาลนี้เจอกันสองหนยังยิงไม่ได้เสมอกันทั้งสองทีมแบบไร้สกอร์

“หงส์แดง” ฟอร์มในลีกยังไม่ฟื้นหลังแพ้ให้เพื่อนบ้าน เอฟเวอร์ตัน 0-2

ครึ่งแรกเขี่ยบอลมาได้แค่ 35 วินาที “ทอฟฟี่” ได้โอกาสทักทายก่อนหลัง ลูก้าส์ ดีญ เปิดเตะมุมมาให้ เบน ก็อดฟรี่ย์ ยิงไม่เต็มเท้าหลุดกรอบออกไป กระนั้น นาที 3 เอฟเวอร์ตัน มาพังตาข่ายขึ้นนำเจ้าถิ่นไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ ฮาเมส โรดริเกซ แทงบอลคู่เซ็นเตอร์แบ็กหงส์แดงให้ ริชาร์ลิซอน หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดผ่านมือ อลีสซง เข้าไปอย่างเด็ดขาด นาที 19 “หงส์แดง” เกือบได้ลูกตีเสมอ บอลสวนกลับขึ้นมาทาง ซาลาห์ แทงให้ มาเน่ดึบอลหลบแล้วให้ ฟีร์มีโน่ ซัดไปแฉลบ ไมเคิ่ล คีน ออกหลัง นาที 30 “หงส์แดง” เจอข่าวร้ายเมื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เล่นต่อไม่ไหวหลังมีอาการบาดเจ็บ ต้องส่ง นาธาเนียล ฟิลลิปส์ ลงมาเล่นแทน จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ตามหลัง เอฟเวอร์ตัน 0-1 นาที 81 สถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล แย่ไปอีกเมื่อ เอฟเวอร์ตัน มาได้ลูกที่จุดโทษจากจังหวะสวนกลับของทีมเยือน คัลเวิร์ต-ลูวิน ยิงซัดไปติดเซฟของ อลีสซง แล้วพยายามจะตามไปซ้ำแต่โดน เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ขวางล้มไว้ ผู้ตัดสินวิ่งไปเช็กจากจอวีเออาร์ข้างสนาม พร้อมกับยืนยันชี้เป็นจุดโทษก่อนที่ กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน จะซัดเข้าไปไม่พลาด ให้ “ทอฟฟี่” บุกมานำห่าง 2-0 ช่วงเวลาที่เหลือ “หงส์แดง” ไม่สามารถตีไข่แตกเอาคืนได้ หมดเวลาการแข่งขัน ลิเวอร์พูล แพ้ให้ เอฟเวอร์ตัน 0-2 เพิ่มสถิติแพ้คา แอนฟิลด์ เป็นนัดที่ 4 ติดต่อกัน และแพ้ในลีกนัดที่ 4 ติดต่อกันอีก หยุดอยู่ที่ 40 คะแนนรั้งอันดับ 6 เหมือนเดิม ส่วน “ทอฟฟี่” บุกมาชนะที่แอนฟิลด์ในรอบ 22 ปี มีเพิ่มเป็น 40 แต้มเท่ากับหงส์แดงแต่ลูกได้เสียเป็นรองทำให้รั้งอันดับ 7

วูล์ฟแฮมป์ตัน คว้าชัยเป็นเกมที่สองติดต่อกันหลังเปิดบ้านเบียดเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด หวุดหวิด 1-0

เริ่มเกมครึ่งแรก นาที 12 เจ้าบ้าน “หมาป่า” เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง เปโดร เนโต้ อัดด้วยซ้ายนอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งเกือบเข้าแต่ยังดีที่ เมสลิเย่ร์ นายด่านยูงทองพุ่งปัดออกไปหวุดหวิด เกมเปิดหน้าแลกกันสนุก นาที 18 อดามา ตราโอเร่ อัดด้วยขวานอกกรอบไปติดบล็อคก่อนที่จังหวะถัดมา เปโดร เนโต้ จะอัดด้วยซ้ายซ้ำเข้าไปอีกทีแต่ก็ยังไม่ผ่านมือ อิลล็อง เมสลิเย่ร์ นาที 29 วูล์ฟแฮมป์ตัน ตอบโต้สวนขึ้นมาทันควัน เปโดร เนโต้ เลี้ยงจี้ไปหน้ากรอบแล้วไหลให้ เนลสัน เซเมโด้ วิ่งเติมขึ้นมาก่อนจะซัดมุมแคบไปติดเซฟของ เมสลิเย่ร์ อีกที จบครึ่งแรกยังทำอะไรกันไม่ได้ วูล์ฟแฮมป์น ยังเสมอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-0 ครึ่งหลัง นาที 52 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง ไทเลอร์ โรเบิร์ตส์ ห้องเครื่องยูงทองทำเสียบอล เปโดร เนโต้ แย่งบอลมาได้ก่อนควบเข้าไปแล้วซัดเหินคานออกไปนิดเดียว นาที 64 จนแล้วจนรอดทัพ “หมาป่า” มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ อดามา ตราโอเร่ ซัดเต็มแรงนอกกรอบบอลพุ่งไปชนคานก่อนมาถูกตัว อิลล็อง เมสลิเย่ร์ กลายเป็นเข้าประตูตัวเองไป ถัดมาไม่ถึงนาที ราฟินญ่า เปิดฟรีคิกเข้าไปในกรอบอีก และเป็นคนเดิมอย่าง เลียม คูเปอร์ เทกตัวขึ้นโขกเต็มหัว ทว่าบอลก็ไม่ผ่านตัว รุย ปาตริซิโอ ที่เซฟไว้ได้ติดต่อกัน ท้ายเกม ไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม วูล์ฟแฮมป์ตัน รักษาสกอร์นำก่อนเบียดเอาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด หวุดหวิด 1-0

“สุนัขจิ้งจอก” เหนื่อยไม่น้อยหลังบุกเจ๊า สลาเวีย ปราก จ่าฝูงจากลีกเช็ก 0-0

3 นาทีผ่าน เจ้าถิ่น ทักทายก่อนจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวาบอลโค้งลึกมาเสาไกล แนวรับ เลสเตอร์ ประกบตัวพลาดปล่อยให้ ออนเดรจ์ คูเดล่า ยืนแปโล่งๆแต่โดนไม่ดีหลุดออกหลังอย่างน่าเสียดาย นาทีต่อมา “สุนัขจิ้งจอก” ตอบโต้บ้างเป็น เจมส์ แมดดิสัน ก้มหน้าซัดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษบอลไปแฉลบบล็อค โทมัส โฮเลส เหินข้ามคานหลุดออกหลังได้เสียว นาทีที่ 15 เลสเตอร์ พลาดโอกาสทองเป็น ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เอาชนะกับดักล้ำหน้าหลุดขึ้นมาทางฝั่งซ้ายพาลุยเข้าเขตโทษก่อนได้ช่องซัดในกรอบ 6 หลาเสียดายติดขา ออนเดรจ์ โคลาร์ ปิดมุมช่วยเซฟเอาไว้ได้ 20 นาทีผ่าน “สุนัขจิ้งจอก” เริ่มทำได้ดีกว่าคราวนี้จากลูกฟรีคิกทางริมเส้นฝั่งขวาของ เจมส์ แมดดิสัน วางเข้าเขตโทษไปติดหัวแนวรับ สลาเวีย ปราก หลุดมาเข้าทาง ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ตวัดตามน้ำก็ยังไม่ตรงกรอบ นาทีที่ 30 เจ้าถิ่น พยายามใช้จังหวะยาววางข้ามแนวรับเล่นงานทางฝั่งซ้ายของ ลุค โทมัส คราวนี้เป็น อับดัลลาห์ ซิมา เก็บบอลได้ในเขตโทษก่อนแทงย้อนให้ ปีเตอร์ โอลายินก้า สอดมาซัดข้ามคานออกไปไกล หมดครึ่งเวลาแรก สลาเวีย ปราก 0 เลสเตอร์ 0 เปิดฉากครึ่งหลัง 10 นาทีเป็น สลาเวีย ปราก ทำได้ดีกว่าพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายหลายครั้งได้ลุ้นขึ้นนำจากจังหวะฟรีคิกของ นิโคเล สตานชู เสียดายปั่นไปตรงตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล 8 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เร่งเครื่องจากจังหวะทางฝั่งขวา อเล็กซานเดอร์ บาห์ เปิดบอลลึกเข้าเขตโทษมาติดมือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ปัดออกมาไม่ดีแต่ยังมี ดาเนี่ยล อมาร์ตีย์ ช่วยสกัดได้ทัน ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองทีมเริ่มระวังตัวเล่นเกมรับและตัดฟาวล์กันมากขึ้นแทบไม่มีจังหวะลุ้นทำประตู จบเกม สลาเวีย ปราก 0 เลสเตอร์ 0

แอต.มาดริด สะดุดทำแต้มหลุดมืออีกครั้ง หลังออกแรงตามตีเสมอ “ค้างคาวน้อย” เลบันเต้ 1-1

ตราหมีหวิดนำนาทีที่ 10 มาร์กอส ยอเรนเต้ ทำบอลชิ่งกับ ซิเม่ เวอร์ซัลโก้ ทางขวาของกรอบเขตโทษ ก่อนเป็นมาร์กอส ยอเรนเต้ ตามเปิดบอลเข้าเขตโทษ 6 หลา หลุยส์ ซัวเรส ถอยมาโหม่งทางเสาแรกบอลย้อยเกือบซุกประตูทางซ้ายแต่ออกข้างเสาไปแทน และแล้วนาทีที่ 37 มาร์กอส ยอเรนเต้ ได้บอลลูกเตะมุมทางซ้าย ก่อนเจ้าตัวลองซัดไกลระยะเกือบ 25 หลา บอลพุ่งโดน โรเบอร์ เปียร์ แนวรับเจ้าบ้านโหม่งหวังเคลียร์ทว่าผิดเหลี่ยมเข้าประตูเป็นสกอร์ของทีมเยือน จ่าฝูงโหมกระหน่ำนาทีที่ 39 โกเก้ โหม่งบอลชงในเขตโทษด้านซ้ายต่อให้ หลุยส์ ซัวเรส กระโดดลอยตัววอลเลย์บอลทว่ายังตรงตัวนายทวารเลบันเต้ปัดออกไปได้ ก่อนถัดมา มาร์กอส ยอเรนเต้ ปั่นบอลนอกกรอบเขตโทษเกือบซุกเสาด้านขวาอีกครั้ง หมดครึ่งแรกเสมอกัน 1-1 ค้างคาวน้อยเกือบเฮนาทีที่ 63 โรเบอร์ เปียร์ กองหลังเจ้าบ้านดันสูงมาจ่ายบอลให้ คาร์ลอส แกร์ซ วางเท้าส่องไกลเกือบ 30 หลา บอลเรียดโค้งเข้าหาประตู แต่ว่า ยาน โอบลัค นายด่านตราหมีล้มตัวปัดออกมาได้หวุดหวิด ตราหมีชวดโอกาสทองนาทีที่ 84 ลูกัส ตอร์เรย์ร่า ตัวสำรองลงมาส่งบอลเข้ากลางให้ ชูเอา เฟลิกซ์ ไหลบอลไปหา หลุยส์ ซัวเรส หลุดเข้าเขตโทษไปซัดติดตัวนายทวารเจ้าบ้านที่ปิดมุมได้ดีออกหลัง จบเกม แอต.มาดริด ทำได้แค่เสมอ เลบันเต้ 1-1 แอบหยุดรอ เรอัล มาดริด ที่ตามมาเพียงแค่ 6 แต้ม ยังดีที่แข่งน้อยกว่าอีก 1 นัด

เชลซี ไร้พ่ายเป็นเกมที่ 6 ติดต่อกันหลังเปิดบ้านเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0

เปิดฉากครึ่งแรกมาได้แค่ 3 นาที เชลซี ได้โอกาสทักทายก่อนหลัง โควาซิช จ่ายบอลออกซ้ายให้ มาร์กอส อลอนโซ่ ซัดด้วยซ้ายเสาแรกแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ คาร์ล ดาร์โรว์ กระนั้น แทมมี่ อับราฮัม เล่นต่อไม่ไหว นาที 20 เชลซี ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกด้วยการให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ลงมาเล่นแทน นาที 31 หลังจากโหมบุกอยู่นาน “สิงห์บลูส์” มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากความยอดเยี่ยมของ ติโม แวร์เนอร์ ที่ลากจี้เข้าไปในกรอบก่อนหนี เอมิล คราฟธ์ แล้วหักเข้าไปในกรอบ 6 หลาจน คาร์ล ดาร์โลว์ ต้องปัดออกมา ทว่าไปเข้าทางปืน โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ซ้ำด้วยซ้ายเต็มแรงเข้าไปไม่เหลือ กระนั้น นาที 39 ติโม แวร์เนอร์ มาพังประตูที่สองให้ เชลซี นำห่าง 2-0 จนได้ บอลจากลูกคอนเนอร์ทางด้านขวา เมสัน เมาน์ท เปิดมากลางประตู เอมิล คราฟธ์ โขกสกัดไม่ดีไปแฉลบ จามาล ลาสเซลล์ส ก่อนกระดอนไปเข้าทาง แวร์เนอร์ ที่ตามซ้ำจ่อๆเข้าไปไม่เหลือแม้ คาร์ล ดาร์โลว์ จะควักบอลออกมาแต่บอลข้ามเส้นไป ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แต่ไม่มีปัญหายืนยันให้เจ้าถิ่นได้ประตู จบครึ่งแรก เชลซี ขึ้นนำ นิวคาสเซิ่ล 2-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง ทีมเยือนโหมบุกกดดันอย่างน่ากลัว และได้โอกาสยิงถึงสองครั้งจาก ดไวท์ เกย์ล และลูกยิงไกลของ จอนโจ้ เชลวี่ ในนาที 48 แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า นาที 79 ก็องเต้ ที่ลงมาเป็นสำรองไหลบอลให้ รีซ เจมส์ อัดด้วยขวาเต็มแรงแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือนายด่านสาลิกา ท้ายเกม นิวคาสเซิ่ล บี้อย่างหนักเพื่อหวังตีไข่แตก แต่บอลก็ยังไม่ผ่านแนวรับของสิงห์บลูส์ จบเกม เชลซี เปิดบ้านเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ไปแบบสนุก 2-0 เก็บสามแต้มสำคัญ แซงลิเวอร์พูล และเวสต์แฮม ขึ้นไปรั้งอันดับ 4 แทนโดยมี 42 คะแนนเท่ากับ เวสต์แฮม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รอดพ้นจากความปราชัยไล่เจ๊า เวสต์บรอมวิชฯ 1-1

ครึ่งแรกเปิดฉากมาเพียง 2 นาที เวสต์บรอมฯ ทำช็อกได้ประตูขึ้นนำก่อนอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะที่ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ เปิดเข้าเขตโทษให้ เอ็มบาย เดียงเน่ ขึ้นโหม่งจ่อๆส่งบอลตุงตาข่าย หลังจากนั้น แมนยู เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้บุกใส่ต่อเนื่อง ก่อนที่ นาทีที่ 7 จะมีโอกาสยิงเข้ากรอบครั้งแรกเมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไหลย้อนคืนหลังให้ เฟร็ด ลองส่องไกลแต่ยังไปตรงตัว แซม จอห์นสโตน รับเข้าซองได้ไม่ยาก แมนยู มีโอกาสครองเกมบุกใส่มากกว่า จนกระทั่งนาทีที่ 45 ลุค ชอว์ กระชากไปถึงสุดเส้นหลังแล้วเปิดเข้าเขตโทษให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส วอลเลย์ด้วยซ้ายแบบไม่จับส่งบอลตุงตาข่ายอย่างสวยงามให้ “ปีศาจแดง” ตามตีเสมอเป็น 1-1 และจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้ ครึ่งหลัง แมนยู เปิดฉากด้วยการบุกใส่ทันที แต่กลายเป็น เวสต์บรอมฯ ที่ได้ลุ้นขึ้นนำอีกครั้ง ในนาที 54 ไอส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ไหลบอลให้ มาเตอุส เปไรร่า หลุดเข้าเขตโทษแล้วกดเรียดด้วยซ้ายบอลเฉี่ยวเสาไกลออกไปนิดเดียว ท้ายเกม นาที 87 เวสต์บรอม ได้โอกาสทองอีกครั้ง แดเนียล เฟอร์ล็อง จ่ายตัดแนวรับเข้าเขตโทษให้ เอ็มบาย เดียงเน่ เข้าชาร์จจ่อๆแต่บอลเหินข้ามคาน ช่วงทดเจ็บ นาที 90+4 แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้สอดมาโขกในเขตโทษเน้นๆแต่ แซม จอห์นสโตน บินปัดบอลไปชนเสาชวดทำให้ แมนยู แซงขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย ก่อนจะจบเกม เวสต์บรอมวิช เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1

เลสเตอร์ มารัวประตูคืนทีเดียว 3 ลูกใน 6 นาทีพลิกกลับมาเอาชนะ ลิเวอร์พูล 3-1

ครึ่งแรกเปิดฉากมาเป็น ลิเวอร์พูล ที่ขึงบุกใส่ได้มากกว่าแต่ยังไม่มีจังหวะจบสกอร์ได้แบบจะแจ้งเท่าไหร่ จากนั้น นาทีที่ 11 เลสเตอร์ มีโอกาสสวนกลับมาบ้าง ฮาร์วีย์ บาร์นส์ วางบอลตัดแนวรับ ลิเวอร์พูล ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ใช้ความเร็วหลุดเข้าเขตโทษก่อนจะกระดกบอลข้าม อลีสซง เบ็คเกอร์ แต่บอลข้ามคานออกไป ลิเวอร์พูล ต้องมาเสียโควต้าเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็ว ในนาที 17 หลังจาก เจมส์ มิลเนอร์ มีอาการบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวแล้วเป็น ติอาโก้ อัลกันตาร่า ลงมาเล่นแทน ท้ายครึ่งแรก นาที 44 ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกหน้าเขตโทษแต่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยิงติดกำแพงช่วยบล็อกไว้ได้ และเป็นจังหวะส่งท้ายครึ่งแรกจบลงไปด้วยผลเสมอ 0-0 กลับมาหวดกันต่อในครึ่งหลัง นาที 56 ลิเวอร์พูล ใกล้เคียงจะได้ประตูขึ้นนำสุดจากจังหวะซัดฟรีคิกระยะ 30 หลาของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ บอลไปแฉลบกำแพง เลสเตอร์ ก่อนไปชนคานกระดอนออกมา จนกระทั่ง นาที 67 ความพยายามของของ ลิเวอร์พูล มาประสัมฤทธิ์ผลขึ้นนำ 1-0 โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไหลบอลคืนหลังให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ วางเท้าแปเล่นทางด้วยซ้ายส่งบอลเสียบหน้าต่างเสาไกลอย่างสวยงาม แต่กระนั้น นาที 78 เลสเตอร์ ได้ประตูตามตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะกึ่งยิงกึ่งผ่านเข้ามาของ เจมส์ แมดดิสัน ก่อนจะที่ แดเนียล อมาร์ตีย์ พยายามสะกิดเปลี่ยนทางแต่ไม่โดนบอลพุ่งเสียบเสาไกลเข้าไป แม้ว่าผู้ช่วยจะยกธงให้เป็นจังหวะล้ำหน้าแต่เมื่อย้อนดูวีเออาร์ อมาร์ตีย์ อยู่ในไลน์พอดี เท่านั้นไม่พอ นาที 81 เลสเตอร์ พลิกขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ วางบอลยาวจากแนวรับของ ยูริ ตีเลอมันส์ อลีสซง เบ็คเกอร์ เลสเตอร์ เริ่มได้ใจนำห่างเป็น 3-1 ในนาที 85 จากจังหวะแทงทะลุช่องของ อโยเซ่ เปเรซ ให้ ฮาร์วีย์ บาร์นส์ หลุดเดี่ยวไปซัดผ่านมือ อลีสซง เข้าประตูไป

แอร์เบ ไลป์ซิก เรียกความมั่นใจ หลังไล่ทุบ เอาก์สบวร์ก 2-1

ผ่านมานาทีที่ 23 คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู ลองยิงฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษอีกหน คราวนี้บอลติดกำแพงแข้งทีมเยือน กระดอนมาเข้าทาง ดานี่ โอลโม่ เกี่ยวบอลลงแล้วซัดไกลบอลเหินออกหลังแบบพอได้ลุ้น ไลป์ซิกทำได้นาทีที่ 39 อมาดู ไฮดาร่า ไหลบอลเข้ามาในเขตโทษ ดานี่ โอลโม่ วิ่งมายิงตามน้ำบอลถูก ราฟาล กีคีวิชซ์ นายด่านทีมเยือนเซฟได้ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู ปรี่มาจะซ้ำแต่ดันถูกแนวรับคู่แข่งหวดล้ม กรรมการให้จุดโทษ จังหวะแรก ดานี่ โอลโม่ ซัดไปถูกเซฟ เชิ้ตดำมองว่านายทวารทีมเยือนออกมาจากเส้นก่อน เลยให้โอกาสแก่ดาวเตะเจ้าถิ่นแก้ตัวและกระทุ้งเข้าไป และแล้วนาทีที่ 43 ยุสซุฟ โพลเซ่น ขโมยบอลได้ริมสนามทางขวา ลากบอลเข้าเขตโทษ ก่อนปาดมาให้ คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู วิ่งมารอแปบอลกลางเขตโทษ กลิ้งซุกตาข่ายพา แอร์เบ ไลป์ซิก ทิ้งห่าง 2-0 ครึ่งแรก เอาก์สบวร์กไล่มานาทีที่ 75 มัดส์ พีเดอร์เซ่น ฟูลแบ็กทีมเยือนกระชากบอลเข้าเขตโทษด้านซ้าย ทว่า อิบราฮิม่า โกนาเต้ ตัวสำรองเจ้าบ้านแหย่ขาสกัดล้มกลิ้ง เชิ้ตดำวิ่งมาชี้ไปที่จุดโทษ ดาเนียล คาลิจิวรี่อาสากระหน่ำเต็มเท้าเข้าไป ช่วงนาทีที่ 86 อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ได้บอลหลุดเดี่ยวไปแตะหลบ ราฟาล กีคีวิชซ์ นายทวารคู่แข่งริมกรอบเขตโทษด้านขวา ก่อนหัวหอกเจ้าบ้านตวัดยิงไปติดปลายมือ บอลลอยมาหน้าปากประตูโล่งโจ้ง คริสโตเฟอร์ เอ็นคุนคู ยิงซ้ำแต่โดนไม่เต็มเท้าบอลกลิ้งชนโคนเสาซ้ายพลาดโอกาสทำประตูเม็ดสองเจ้าตัวไป จบเกม แอร์เบ ไลป์ซิก เชือดชนะ เอาก์สบวร์ก 2-1 ทำแต้มลดช่องว่างกับ บาเยิร์น เหลือ 4 แต้มแม้แข่งมากกว่า 1 นัด ก่อนมีคิวดวล ลิเวอร์พูล รอบ 16 ทีมศึกชปล. ณ สนามกลางที่บูดาเปสต์ ประเทศฮังการี วันอังคารที่จะถึงนี้

“สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี พาทีมชนะ 4 นัดติดแถมยังไม่แพ้ใครนับแต่เข้ามาคุมทีมหลังบุกเฉือนหวิว บาร์นสลี่ย์ 1-0

นาทีที่ 3 บาร์นสลี่ย์ มีโอกาสครั้งแรกจาก คอลี่ย์ วู้ดโรว์ ที่ซัดไกลเกือบ 30 หลาแต่บอลเหินออกหลังไปไกลไม่ได้ลุ้นอะไรมากนัก นาทีที่ 8 ยังคงเป็นเจ้าบ้านบาร์นสลี่ย์ ที่โหมบุกอย่างหนัก เฮอร์บี้ เคน ได้จังหวะหวดไกลอีกครั้งคราวนี้บอลเลียดแรงแต่ไม่ตรงกรอบออกหลังไปอีกครั้ง นาทีที่ 11 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูขึ้นนำไปอย่างน่าเสียดายจากจังหวะกระชากบอลขึ้นไปทางฝั่งขวาของ อเล็กซ์ โมวัตต์ แล้วหักหลอก คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ก่อนจะเปิดยัดมาถึง คัลลัม บริทเทน ได้กระโดดแปจ่อๆ ระยะไม่ถึง 8 หลาแต่ไม่ผ่าน เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า ที่ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ นาทีที่ 45 บาร์นสลี่ย์ ที่ทำเกมได้ดีกว่าเกือบได้ประตูจากลูกสูตรลูกเตะมุมที่เตะเลียดเล่นสั้นมาถึง คอเนอร์ แชปลิน แล้วไคว้ต่อให้ คัลลัม บริทเทน วิ่งเข้ามากดเน้นๆ แบบไร้ตัวประกบบอลพุ่งไปทางเสาไกลและไหลออกข้างเสาไปไม่ถึงหลา จบครึ่งแรก เชลซี ที่ยังตั้งเกมไม่ติดเสมอ บาร์นสลี่ย์ 0-0 มาลุ้นต่อกันในครึ่งเวลาหลังก่อนเริ่มเกมเชลซีขยับตัวผู้เล่นถึงสองคนโดยเปลี่ยน รีซ เจมส์ ลงมาแทน มาร์กอส อลอนโซ่ และส่ง อ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ลงมาแทน อันเดรียส คริสเตนเซ่น นาทีที่ 65 ความพยายามของเชลซีมาประสบความสำเร็จได้ประตูออกนำ 1-0 บิลลี่ กิลเมอร์ จ่ายบอลตัดแนวรับบาร์นสลี่ย์ไปให้ รีซ เจมส์ ที่เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนที่จะเปิดเลียดมาถึง แทมมี่ อับราฮัม ได้ยืนแปโล่งๆ เข้าไปไร้ปัญหา จบเกมเชลซีบุกมาเฉือนเก็บชัยเหนือ บาร์นสลี่ย์ 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือ รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จโดยจะเปิดบ้านพบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ต่อไป

เลสเตอร์ ซิตี้ ได้เฮสนั่นเมื่อ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ โหม่งประตู นาทีที่ 90+5 ดับฝัน ไบร์ทตัน พาทีมผ่านเข้ารอบ 6 ต่อไป

ทีมเยือนสบจังหวะนาทีที่ 24 อดัม ลัลลาน่า รับบอลจ่ายย้อนหน้ากรอบเขตโทษ เจ้าตัวลองซัดทันที ทว่าบอลสูงลอยข้ามคานไปพอสมควร ต่อมานาทีที่ 34 สตีเว่น อัลซาเต้ กระชากบอลมาด้านซ้ายของสนาม ตบเข้ากลางหน้ากรอบเขตโทษไปที่ อดัม ลัลลาน่า วางเท้าส่องไกลอีกครั้ง แต่บอลยังเหินออกหลังแบบไม่ได้ลุ้นเช่นเคย ก่อนหมดครึ่งแรกแบบยิงไม่เข้ากรอบกันทั้งสองทีมเสมอ 0-0 ทีมเยือนมีเสียวนาทีที่ 50 เซนกิซ อุนเดอร์ วางลูกฟรีคิกทางซ้ายเกือบ 30 หลา บอลมาตกใส่หน้าขาของ แดน เบิร์น แข้งไบรท์ตัน เปลี่ยนทางย้อนมาหน้ากรอบประตูยังดีไม่ตรงกรอบออกข้างเสาซ้ายอย่างหวุดหวิด เจ้าบ้านเกือบทำได้นาทีที่ 87 เซนกิซ อุนเดอร์ จ่ายบอลทำชิ่งกับ เจมส์ แมดดิสัน ก่อนวิ่งมาจับบอลบรรจงซัดในเขตโทษด้านขวา ทว่า คริสเตียน วอลตัน นายทวารทีมเยือนปัดได้ยอดเยี่ยม แต่แล้วนาทีที่ 90+5 ยูริ ตีเลอมันน์ ได้ลูกเตะมุมสั้นทางขวา ก่อนลองหยอดบอลมาหน้าปากประตู เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ยืนโล่งคนเดียวเทคตัวโหม่งบอลตรงเขตโทษ 6 หลาเข้าประตูไป ก่อนจบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ เชือด ไบรท์ตัน 1-0 ผ่านเข้ารอบ 6 ต่อไป

“ผีแดง” เบียดเอาชนะ เวสต์แฮม ไปแบบหืดจับ 1-0 (เสมอในเวลา 0-0) ผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ

เริ่มเกมครึ่งแรก “ผีแดง” เป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่า และนาทีที่ 11 เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง อเล็กซ์ เตลลิส แทงบอลทะลุช่องให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยัล สอดเข้าไปซัดด้วยซ้าย บอลพุ่งไปติดปลายขา อันเจโล่ อ็อกบอนน่า ซึ่งจังหวะยิงนั้นขาของ มาร์กซิยาล พุ่งเปิดปุ่มไปเลาะข้อเท้าของ อ็อกบอนน่า จะเจ็บหนักเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องเปลี่ยนเอา อิสซ่า ดิย็อป ลงเล่นแทน นาที 27 อเล็กซ์ เตลลิส เปิดลูกคอนเนอร์เข้ามาให้ วิคเตอร์ ลินเดอลอฟ โขก ทว่าบอลไปแฉลบ เคร็ก ดอว์สัน แนวรับขุนค้อนเกือบเปลี่ยนทางเข้าประตู แต่ดีที่ ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้ สปริงตัวพุ่งปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ แมนฯยูไนเต็ด เสมอกับ เวสต์แฮม 0-0 กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง เดวิด มอยส์ ปรับแท็คติคด้วยการเปลี่ยนสองตำแหน่งถอดทั้ง จาร์ร็อด โบเว่น และอิสซ่า ดิย็อป ออกแล้วส่ง เบน จอห์นสัน และไรอัน เฟรเดอริคส์ ลงเล่นแทน โดยในรายของ ดิย็อป นั้น เดวิด มอยส์ เปลี่ยนออกเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากท้ายครึ่งแรกศรีษะไปปะทะกับ มาร์กซิยาล นาที 97 แมนฯยูไนเต็ด มาพังประตูขึ้นนำจนได้ 1-0 จากบอลสวนกลับขึ้นมาถึง เฟร็ด ตักเข้ากลางประตู บอลไปโดนแนวรับค้อนแต่เคลียร์ไม่ดีเข้าทาง แรชฟอร์ด แปะคืนหลังให้ สกอตต์ แม็คโทมิเน่ย์ วิ่งมาซัดด้วยขวาบอลพุ่งเสียบมุมอย่างเฉียบขาด ช่วงเวลาที่เหลือ ไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเบียดเอาชนะ เวสต์แฮม ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0

อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชื่อก้อง ตีข่าว แมนฯ ซิตี้ ยังคิดที่จะเอา ลิโอเนล เมสซี่ มาร่วมทัพอยู่

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังไม่ล้มเลิกความหวังที่จะดึง ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้า บาร์เซโลน่า มาร่วมทีมแบบไร้ค่าตัวหลังจบฤดูกาลนี้แต่อย่างใด ตามรายงานของ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลก เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีกาอน เมสซี่ จุดประเด็นร้อนด้วยการแจ้งกับต้นสังกัดว่าต้องการย้ายออกจากทีมตั้งแต่ตอนนั้น และถึงแม้เขาจะไม่สมหวัง แต่เจ้าตัวก็จะหมดสัญญากับ บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว จนทำให้เขายังตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คือทีมที่มีข่าวกับ เมสซี่ อย่างหนาหู ถึงกระนั้น อีเอสพีเอ็น ก็ระบุว่า แมนฯ ซิตี้ ยังไม่ได้ยกธงขาวในการล่าตัว เมสซี่ แต่พวกเขาจะรอจนกว่าจะถึงเดือนมีนาคมหรีอเมษายนถึงค้อยเริ่มพิจารณาเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ อย่างจริงจัง สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า โจเซป กวาร์ดิโอล่า เคยโทรศัพท์ไปหา เมสซี่ เพื่อเสนอโปรเจกต์ของทีมให้ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ฟังแล้ว แถมสตาฟฟ์บางคนของ “เรือใบสีฟ้า” ก็ยังติดต่อกับคนของ เมสซี่ เป็นประจำด้วย

ลิเวอร์พูล แทบจะริบหรี่หลังจากโดนความแข็งแกร่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมายำคาบ้านถึง 4-1

กลับมาลงเฝ้าเสาหลังป่วยจนพลาดเกมที่แล้ว ครึ่งแรกไม่ได้เซฟเลยซึ่งรวมถึงลูกจุดโทษของ กุนโดกัน ด้วย ครึ่งหลังเซฟลูกยิงของ​โฟเด้น ได้ดีแต่ไปเข้าทาง กุนโดกัน ซำ้จ่อๆ หลังจากนั้นมาสาดบอลพลาดจนเป็นเหตุให้เสียประตูที่ 2 แถมยังจ่ายบอลเข้าทางคู่แข่งจนเสียประตูที่ 3 อีก เสียความมั่นใจอย่างแรง เรื่องเกมรุก เป็นคนผ่านบอลยาวให้ ซาลาห์ จนทีมได้จุดโทษ แต่เกมรับมีปัญหาพอสมควร เจอ สเตอร์ลิง เลี้ยงผ่านอยู่สองสามครั้งซึ่งมีครั้งหนึ่งทำให้เสียประตู หยุดความคล่องตัวของนักเตะแมนฯ ซิตี้ไม่อยู่ เกือบจะเป็นครึ่งแรกที่เพอร์เฟคแต่มาทำเสียจุดโทษแต่โชคดีที่ กุนโดกัน ยิงไม่เข้า ครึ่งหลังโดน โฟเด้น ปั่นป่วนหลายครั้ง หยุด สเตอร์ลิง ไม่ได้จนเสียประตู 2-1 อ่านเกมยอดเยี่ยมและพยายามจ่ายบอลยาวขึ้นหน้า เกมรับทำได้ดีในช่วงแรกแต่พอทีมเสียประตูก็รวนไปด้วย มักจะแพ้การดวลหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้เล่นแมนฯ ซิตี้ เช่น ฟิล โฟเด้น ที่เลี้ยงผ่านจนได้ประตูที่ 2 เริ่มต้นเกมได้ดี พยายามวิ่งเติมช่วยเกมรุกกับ มาเน่ เกมรับมีปล่อยให้ มาห์เรซ มีพื้นที่เล่นง่ายบ้างแต่ยังป้องกันได้ดี ประตูที่ 4 ควรต้องหยุด โฟเด้น ให้ได้ โดดเด่นที่สุดในเกมรุกลิเวอร์พูล โดยเฉพาะ 45 นาทีแรกที่เล่นบอลฉลาดและลงมาช่วยตาม โฟเด้น เกือบยิงตีเสมอแต่ติดบล็อก น่าเสียดายที่ถูกเปลี่ยนตัวออก มีโอกาสทองได้โหม่งขึ้นนำแต่ไม่เข้า สู้กับ กันเซโล่ สนุกแต่มีน้อยครั้งจะผ่านได้ ครึ่งหลังบทบาทน้อยและหายไปจากเกม

“เดอะ ค็อป” ช็อกกันอีกแล้ว! หลัง ลิเวอร์พูล แพ้คาแอนฟิลด์เป็นเกมที่สองติดต่อกัน เมื่อพ่ายให้ ไบรท์ตัน หวุดหวิด 0-1

เจอร์เก้น คล็อปป์ พาทีมคว้าชัยมาสองเกมติดล่าสุดบุกไปอัด เวสต์แฮม 3-1 การจัดทัพวันนี้ไร้ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่มีอาการป่วยทำให้ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ได้ลงเฝ้าเสาแทน ขณะที่ เบน เดวิส แนวรับตัวใหม่มีชื่อเป็นสำรอง ส่วนสามแนวรุกวันนี้ใช้ เซอร์ดาน ชากิรี่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ เบ็คเกอร์ ที่มีอาการป่วยทำให้ ควีวิน เคลเลเฮอร์ ได้ลงเฝ้าเสาแทน ขณะที่ เบน เดวิส แนวรับตัวใหม่มีชื่อเป็นสำรอง ส่วนสามแนวรุกวันนี้ใช้ เซอร์ดาน ชากิรี่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ เปิดฉากครึ่งแรกมาไม่ถึง 3 นาที “หงส์แดง” เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน วางบอลยาวให้ ซาลาห์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปในกรอบก่อนจะซัดด้วยซ้ายเหินคานออกไป จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล ยังทำอะไร